*****สำหรับท่านที่จะเติมเหรียญสามารถ IB แจ้งมาที่ Facebook UpdatesNovel - นิยายแปล ได้เลยนะค่า****
ขนาดตัวอักษร

AWWP ตอนที่ 7 : ทุกคนเป็นงานเหมือง?

 28 Views

เมื่อข่าวการโกงบททดสอบของหวังเปาเลอถูกแฉออกมา ใครได้รู้ถึงข่าวต่างก็ช็อคเมื่อได้รับรู้ความจริง ทุกคนต่างก็ระวังว่าหวังเปาเลอจะใช้กลโกงอีกตอนไหน มันยังกลายเป็นเรื่องที่นักศึกษาหน้าใหม่พูดกันหนาหูแม้แต่พวกรุ่นพี่ก็ยังสนใจในเรื่องนี้

 

ยังมีหลายคนที่ตั้งกระทู้โพสโดยตรงในเครื่อข่ายอินเตอร์เน็ตวิญญาณอย่างโกรธแค้น ต้องการที่จะให้หวังเปาเลอได้รับบทลงโทษในสิ่งที่เขาทำ

 

หวังได้แต่ถอนหายใจเมื่อเขาเห็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นกับเขาโดยที่เขารู้ตัวอยู่แล้วว่าสักวันมันต้องเกิดขึ้น เขานั่งอย่างหมนหมองอยู่ในถ้ำของตัวเองและมองไปรอบ ๆ หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความโศกเศร้า 

 

 เขายังพยายามควบคุมตัวเอง ’เมื่อสวรรค์จะมอบหน้าที่สำคัญให้ใครสักคน สวรรค์จะทดสอบจิตใจของคน ๆ นั้นด้วยความทุกข์ทรมาน ฝึกร่างกายของคน ๆ นั้นด้วยความเน็ดเหนื่อยอันแสนสาหัส นี้สวรรต์กำลังทดสอบผมอยู่หรอ?’ 

 

เขารู้สึกว่าเขากำลังเจอกับปัญหาอันยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นเพราะเขาก้าวพลาดเพียงไม่กี่ก้าว หลังจากที่เขาจมอยู่ในความกลัวและความเครียดได้ช่วงนึง สมองของเขาก็เริ่มหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

 

ผ่านไปหนึ่งวัน คณะต่าง ๆ ในมหายวิทยลัยอีเทอเรียเตียวโคเรจ ก็เริ่มการเรียนการสอนครั้งแรกกับนักศึกษาใหม่วันนั้น หวังเปาเลอสะพายกระเป๋าอันเล็กออกมาจากห้องพักตั้งแต่เช้าตรู่ด้วยความเคร่งขรึม

 

‘มันจะเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร? ไม่มีเหตุผล ไม่เห็นจะมีอะไรต้องกลัวเลย’ เขามองขึ้นไปบนฟ้ามองไปยังดาบแห่งแสงอาทิตย์แล้วหายใจเขาเต็มปอด ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เขาสวมชุดนักศึกษาพิเศษ เดินตรงไปยัง ห้องโถงวิญญาณธาตุดิน หนึ่งในสามของห้องโถงหลักคณะยุทโธปกรณ์

 

“โฮ่! นั้นมันหวังเปาเลอ!”

“เขาโพล่หัวออกมาจริง ๆ ด้วย!”

“นายคิดว่าเขาจะได้อยู่ในมหาลัยนี้อีกนานแค่ไหน? ฉันได้ยินมาว่าอาจารย์ยื่นเรื่องขับไล่เขาแล้วกำลังล่าลายเซ็นพวกอาจารย์อยู่ด้วยนะ”

 

แน่นอนว่าทุกคนซุบซิบกันอย่างหนาหู ระหว่างทางหวังเปาเลอพบเจอนักศึกษาหลายคน บางอย่างที่พวกเขาพูดก็ดังมาถึงหูของหวังเปาเลอ ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่สามารถควบคุมความโกรธกับความกระวนกระวายได้

เป็นเพราะเขามุ่งศึกษาชีวประวัติของเจ้าหน้าที่รัฐมาตั้งแต่เด็ก หวังเป้าเลอจึงมีหนังหน้าหน้าเป็นสกิลพื้นฐาน

 

แผ่หินกระจายเป็นบริเวณกว้างเพียงพอสำหรับคนกว่า 10,000 คน แม้วว่าจะเป็นโครงสร้างแบบง่าย ๆ แต่เต็มไปด้วยวิญญาณธาตุลมโบราณ มีเสาหินขนาดยักกว่า 8 ต้นคอยค้ำยัน ศาลา ’พินิกส์โบยบิน’ ขนาดมโหฬารอยู่

 

ทางเขาของศาลามีเสียงดังจ้อแจ้ นอกจากเวทีจัดแสดงมีลานกว้างขวางตอนนี้เต็มไปด้วยเก้าอี้และโตีะนับไม่ถ้วน เก้าอี้พวกนั้นมีคนจับจองไว้แล้ว แต่สิ่งที่ดึงดูสายตามากที่สุดในห้องโถงนี้คือกำแพงหินขนาดใหญ่โตมโหฬารด้านหลังขอเวที

 

กำแพงนั้นมีสีน้ำเงินและจารึกชื่อไว้กว่า 100 ชื่อ แต่ละชื่อมีเลขกำกับอยู่ 100 อันดับแรกจะตัวใหญ่สุดแล้วเล็กลงเรื่อย ๆ

 

มีหินยักตั้งอยู่หน้าทางเข้าของห้องโถง หนิก้อนนั้นจารึกคติพจน์ของคณะยุทโธปกรณ์เอาไว้

‘ยุทธภัณฑ์แห่งพระเจ้าจะนาศทุกสิงหากหาไม่คนควบคุม สิ่งประดิษฐ์ของคณะเปลี่ยนมันเป็นคุณไม่สุดสิ้น!’

 

หวังเปาเลอคำนึงไว้เลยอย่างหนึ่งว่าที่นี่มี้ทั้งหน้าใหม่และรุ่นพี่ทันทีที่เขากำลังจะเดินเข้าไปในห้องโถง หลังจากที่เขากำลังอ่านคติพจน์

 

คำขวัญนั้นกินใจและทรงพลังโดยเฉพาะกล่าวไว้ว่า สิ่งประดิษฐ์ จะสามารถควบคุม ยุทธภัณฑ์ ของพระเจ้าทั้งหมดได้ แม้แต่หวังเปาเลอยังรู้สึกได้มันทำให้เขาชะงักไปแปปนึงเมื่อเห็นครั้งแรก

 

ในตอนแรกเขาก็สนใจในคณะยุทโธปกรณ์อย่างเดียวอยู่แล้ว แต่หลังจากเขาได้อ่านมัน เขาความรู้สึกของเขาก็โน้มเอียงไปทางคณะยุทโธปกรณ์มากขึ้นไปอีก

 

‘จะไล่กูออกอย่างงั้นหรอ? น่าขำ! หวังเปาเลอคนนี้ร่ำเรียนตำราชีวประวัติของเจ้าหน้าที่ระดับสูงมากว่า 10 ปี ยังมีอะไรที่กูไม่คู่ควรอีก? ’ หวังเปาเลอตั้งสมาธิก่อนที่จะก้าวเข้าไปในห้องโถง

 

เมื่อชุดคลุมสีแดงปรากฏในห้องโถง ย่อมดึงสายตาคนจำนวนมากให้มองมาที่เขา เสียงของใครก็ไม่รู้เรียกชื่อเขาขึ้นมาอย่างดัง

 

หลังจากเสียงตะโกนนั้นถูกส่งออกไป คนกว่า 10,000 คน รุมมองมาที่คน ๆ เดียว แรงกดดันทำให้รู้สึกอ่อนปวกเปียกได้สบาย ๆ โดยเฉพาะตอนที่มีเสียงนินทาตามมา

 

“ไอ้หวังเปาเลอ มึงมันหน้าไม่อายยังกล้ามาเรียนอีกนะ!”

 

“อะไรนะ ไอนักเรียนขี้โกงแบบพิเศษนั้นหนะหรอ! ยุติธรรมแล้วหรอที่คนนแบบนี้ยังไม่ถูกลงโทษอีก!”

 

“หวังเปาเลอที่นี่ไม่ต้อนรับคนอย่างนาย!”

 

ถ้าเป็นที่อื่นที่ไม่ใช้ห้องโถงนี้ คงจะไม่มีใครพูดใส่เขาตรง ๆ แบบนี้ ไม่ได้มีความพยาบาทระหว่างกัน แต่ห้องโถงใหญ่แบบนี้คนเยอะแบบนี้ บรรยกาศแบบนี้สามารถกระตุ้นอารมณ์ของคนได้แทบจะในทันที มีคนกล่าวหาเรียกร้องให้ลงโทษเขา

 

ลิวเตาปิง ก็เป็นหนึ่งในนั้น เขามีความรู้สึกขัดแย้งทันทีที่จ้องไปในตาของอีกฝ่าย เขารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง แม้งจะทราบข่าวการโกงของหวังเปาเลอแต่เขาก็ไม่สามารถลบภาพนองเลือดภาพนั้นออกจากหัวได้

 

‘ถ้าเป็นฉันคงจะหันหลังเดินออกไปแล้ว’ ลิวเตาปิงคิดตามสถานการณ์ที่เห็น หวังเปาเลอยังคงยืนอยู่ที่หน้าทางเข้า ทันใดนั้นตาของลิวก็เบิกกว้างทันทีที่เห็นหวังเปาเลอหยิบโทรโข่งออกมาจากกระเป่า เขาจ่อมันไว้ที่ปากเบิกตากว้าแล้วตะโกนออกมาสุดเสียง “หุบปากไปเลยพวกมึง!!!!”

 

เสียงมันเหมือนกับฟ้าผ่าเพราะมันคือรุ่นปรับปรุงพิเศษ เสียงสะท้อนก้องไปถึงหูของคนกว่า10,000 คนได้สบาย ๆ 

 

คนที่อยู่ใกล้ ๆ กับหวังเปาเลอ เสียงคำรามได้ขยี้รูหูของพวกเขา ทุกคนในห้องโถงรู้สึกได้เลยว่าหูของพวกเขาอื้อเป็นที่เรียบร้อยแล้วไม่ได้ยินอะไรเลยบางคนก็เป็นลม ต่อให้พวกเขาพบเจอฝันที่แปลกประหลาดขนาดไหนก็คงไม่มีความฟันที่ มีไออ้วนคนนึงถือโทรโข่งมาตะโกนใส่เขาเป็นอย่างแน่นอน

 

มันก็ไม่น่าเชื่อจริง ๆ นั้นแหละนี่คงเป็นจุดพลิกของสถานการณ์นี้ โดยเฉพาะเสียงที่ทำให้หูตึงได้จากโทรโข่งทุกคนได้แต่ยืนเหวอ แม้แต่ลิวเตาปิงที่กำลังตกตะลึงได้แต่แอบมองไปยังโทรโข่งอันนั้น

 

หวังเปาเลอดูพอใจกับผลลัพนี้ เขาเก็บโทรโข่งไว้ที่เดิมขณะที่สงบสติอารมณ์ไปด้วย มันคือหนึ่งในสมบัติที่เขาพกไว้กับตัวตลอดเวลา เขาเข้าใจอย่างยิ่งว่าการพกโทรโข่งไว้กับตัวนั้นจะเป็นประโยชน์ในการพูดในที่ที่มีคนเยอะ ๆ 

 

หวังเปาเลอเดินเข้าไปในฝุงคนที่กำลังงุนงง เขาสังเกตุเห็นลิวเตาปิงที่กำลังลังเลหลังจากที่มองไปยังกระเป๋าของเขา ลิวต้าปิ๋งโบกมือให้เขา

 

‘ลิวเตาปิง เป็นเพื่อนที่หน้าสนใจดีเลย’ หวังเปาเลอมองไปที่เขาก่อนจะรีบเดินไปจองที่นังแถวนั้น

 

เมื่อทุกคนในห้องโถ่งหายเป็นปกติแล้ว หลายคนก็รู้สึกโกรธก็แค่อยากจะตอบโต้อะไรบ้าง ระฆังดังขึ้น ร่างแก่ตัวผอมบางไว้หนวดสีขาวสวมชุดคลุมขั้นสูงสีดำเดินขึ้นไปบนเวที

 

ชายแก่ดูเป็นคนที่ดูสุขุมตลอดเวลา จึงดูเหมือนคนที่ควรอยู่ให้ห่างเข้าไว้มีออร่าแห่งการกดดันแพ่ออกมา ทำให้นักศึกษาในห้องโถงต่างรู้ตัวทันทีว่าต้องต้องปิดปากเงียบแล้วมองไปที่เขา

 

หวังเปาเลอก็รีบมองไปที่เขาด้วย

 

ชายชุดคลุมสีดำกวาดตามองฝูงคนก่อนจะกล่าวออกมา

 

“คณะยุทโธปกรของเรามีห้องโถงหลัก 3 ห้องคือ ห้องโถงวิญญาณศิลา

ห้องโถงอักษรจารึก และห้องโถงแก่นแท้ดวงวิญญาณ ข้าคือหนึ่งในหน้าอาจารย์ผู้บรรยาแห่งห้องโถงวิญญาณศิลา เฉายุนไฮ”

 

“กำแพงหินข้างหลังข้าคือลำดับผู้เชียวชาญวิญญาณศิลาของคณะยุทโธปกรณ์ หวังว่าวันนึกข้าจะเห็นชื่อพวกแกบนนั้นนะ”

 

“เเริ่มเรียนกันตั้งแต่ตอนนี้! แต่ก่อนที่เราจะเริ่มฝึกเสริมพลังวิญญาณศิลา ข้าอยากให้พวกแก้เข้าใจกฏเพียงข้องเดียวของเรา ทำไมเราถึงต้องใช้คนทั้งหมดกักเก็บวิญญาณชีและเทคนิคต่าง ๆ ในเมื่อเราอยากจะเสริมพลังวิญญาณศิลาเพียงอย่างเดียว” ทันทีที่ชายแก่พูดจบ เขาก็กำหมัดอย่างเฉยเมิย หินสีขาวก้อนเท่ากำมือก็โพล่ออกมากลางอากาศ

 

ภาพที่เห็นทำให้นักศึกษาเริ่มใจเต้นกันอีกครั้ง ลิวเตาปิงรอบรู้เรื่องเหล่านี้เขาเปิดปากพูดออกมาเบา ๆ ”อาจารย์เฉามีคลังเก็บวัตถุโบราณ!”

 

หวังเปาเลอเบิกตาสงสัยเขาเคยได้ยินเรื่องคลังเก็บวัตถุโบราณแต่ก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อนไม่มีใครยอมขายมันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เคยได้ยินว่ามีการประมูลขายครั้งใหญ่ที่ตลาดกลางราคามันก็สุดจะจินตนาการได้

 

ไม่มีใครสงสัยในหินสีขาวก้อนนั้นมันคือหินกรวงที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการเสริมพลังศิลา

 

“37 ปีที่แล้วดาบยักษ์จากนอกโลกบินเข้ามา พลังแหล่งใหม่ก็เขามาสู่โลก ใช่แล้วมันคือพลังวิญญาณ มันอุดมไปด้วยวิญญาณ แต่มันโพล่ออกมาแบบไม่ทันตั้งตัวจนเกินไป ตามบันทึกการวิจัยของสหพันธ์ ถ้าพลังวิญญาณยังหล่อเลี้ยงแผ่นดินนี้อยู่ มันจะส่งพลต่อหินหยกใต้ดินในอีกไม่ช้า ทำให้เกิดการทำเหมืองวิญญาณศิลาจากหินหยกพวกนั้น!”

 

ชายแก่ในชุดคลุมสีดำกล่าวออกมาอย่างใจเย็น ในขณะที่หินสีขาวเปร่งแสงออกมามากขึ้นและมีวงแหวนแพ่ออกมา อากาศรอบตัวของชายแก่เกิดการแปรปรวนเล็ก ๆ ให้เห็นเหมือนกับว่าพลังวิญญาณที่มองไม่เห็นกำลังถูกเขาควบคุมอยู่และมุ่งตรงไปที่หิน 

 

“ยังไงก็ตามพวกเรามีชีวิตอยู่ในปีที่ 37 ของยุคการกำเหนิดวิญญาณ หนทางที่จะครอบครองเหมืองวิญญาณศิลายังคงอยู่อีกยาวไกล เพื่อที่จะได้มาซึ่งพลังแห่งวิญญาณศิลาต้องให้มนุษย์สร้างมันขึ้นมา คณะต่าง ๆ ก็ยกระดับเทคนิคการหล่อเลี้ยงวิญญาณของตัวเอง  ทำให้มันเริ่มได้รับความสนใจและเป็นที่นิยม เป้าหมายที่จะให้ทุกคนขุดเหมืองเพื่อสร้างวิญญาณศิลาก็จะสามารถเป็นจริงได้ มันจะทำให้เรามีวิญญาณศิลาจำนวนมากมายมหาศาลเพียงพอสำหรับโลกทั้งใบเอาไปใช้เป็นทรัพยากรในการฝึกฝน”

 

“เนื่องจากแต่ละคนตอนสนองต่อพลังวิญญาณไม่เหมือนกันและเหตุผลอื่น ๆ อีก ทำให้วิญญาณศิลาที่แต่ละคนเสริมพลังออกมาจะมีประสิธิภาพไม่เท่ากัน อย่างเช่นคุณสมบัติขั้นพื่นฐานของมหาวิทยลัยไวท์เดียร์ต้องการความบริสุทธิ์ของการเสริมแกร่งวิญญาณศาลามากว่า 70% ทางมหาวิทยลัยของเราอีเทอเรียต้องการต่ำ กว่าอย่างน้อยที่สุดก็ต้องได้ถึง 50%”

 

คำพูดและการเสริมพลังของเขาทำให้นักศึกษาทั้งห้องโถงหมดคำพูด เป็นความเห็นที่ไม่มีใครคาดถึงมาก่อนแถมยังเสริมพลังได้อย่างสงบนิ่ง

 

‘ให้ประชากรทั้งหมดกลายเป็นคนงานเหมือง…ตาแก่นั้นยังเสริมพลังไปขณะพูดได้อีก’ ใจของหวังเปาเลอก็กำลังสั่นเหมือนคนอื่น ๆ เขาก็สามารถเสริมพลังได้เหมือนกัน แต่ต้องตั้งใจอย่างเต็มที่ตลอดการเสริมพลังโดนขัดนิดหน่อยก็ล้มเหลวได้เลย

 

ขายแก่ในชุดคลุมสีดำไม่ได้สนใจความททึ่งของนักศึกษาเขาก็ยังคงเสริมพลังต่อไปแล้วพูดออกมาอีก

 

“นำมาสู่คำถามใหม่ ทักษะการประครองพลังวิญญาณหรือที่เรียกว่า ทักษะฟอสเตอร์ริ่ง มีแค่ทางเดียวจริง ๆ หรือ?”

 

“ข้าสามารถพูดสรุปได้เลยว่า นักเรียนใหม่จะได้หนังสือเล่มแรก โดยจะอธิบายเกียวกับการเสริมพลังโดยการใช้ส่วนหนึ่งของร่างกาย ปล่อยให้พลังวิญญาณไหลผ่านร่างกาย มันเป็นไปไม่ได้ที่จะกักเก็บพลังไว้ในร่างกาย มันจะกระจายตัวออกไปจากร่างกายอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าพวกแกถือหินกรวงนี้ไว้พวกแกสามารถใช้ร่างกายเป็นตัวกลางได้นำทางด้วยจิตจะทำให้เสริมพลังวิญญาณศิลาได้ วิญญาณศิลานั้นมี 3 ระดับ ระดับกิ๊กก็อก ระดับมาตราฐาน ระดับดีเลิศ เหมือนกับหินวิญญาณสายรุ้งนั้นแหละ!”

 

“เล่มที่สองเฉพาะโรงสกัดของคณะยุทโธปกรณ์เท่านั้นที่อนุญาติให้ใช้ได้เพราะว่าเศษดาบที่ตกลงมาจากฟากฟ้านั้นเต็มไปด้วยพลังวิญญาณ ทักษะฟอสเตอร์ริ่ง คือส่วนสำคัญของการเสริมพลังแก่คณะยุทโธปกรณ์ เป็นเพราะหนังสือเล่มแรกมีข้อมูลเพิ่มเติมเกียวกับการเสริมพลังจึงถูกกระจายอย่างแพร่หลายมันทำให้ทุกคนสามารถเก็บเกียวพลังศิลาเองได้.”

 

ชายชุดดำเร่งขั้นตอนการเสริมพลังที่กำลังทำอยู่ หินกรวงในมือของเข้าเปร่งแสงโชติช่วง จากหินแข็งกลางเป็นของเหลวมันวาวพื้นผิวขยับยวบยาบ ฟุ่นผงมารวมตัวกันที่ใจกลางแล้วจึงควบแน่นขนาดมันเล็กกว่าเดิมกลายเป็นหินวิญญาศิลารูปร่างเหมือนเกาลัด!

 

มีหมอกเปร่งประกายระยิบระยับ!

 

“ยังไงก็ตามหนังสือเล่มที่สองเป็นหนังสือที่ดี ผู้ที่เสริมพลังศิลาแล้วความบริสุทธิ์ไม่ถึง 80% ก็จะไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะเริ่มเรียนได้ สำหรับข้า ข้าจะไม่พูดถึงหนังสือเล่มที่สอง แต่จะพูดแค่เรื่องของเทคนิคการเสริมพลังวิญญาณศิลาที่อยู่ในหนังสือเล่มแรกเท่านั้น”

 

ในห้องโถงเต็มไปด้วยความเงียบทุกคนมองไปที่มือของชายแก่ ทุกอย่างดูขาวซีดไปหมดรอบ ๆ หินก้อนนั้น ถ้าเปรียบเทียบกับหินที่พวกเขาเสริมพลังออกมาได้พวกมันเหมือนกับของปลอมไปเลย

 

ในขณะที่ตาแก่นั้นเสริมพลังแล้วพูดไปด้วยบังทำให้มันบริสุทธิ์ได้ถึง 90% … นอกจากเขาจะเป็นอาจารย์แล้ว อาจาร์ยเฉาต้องเป็นคนดังสักคนแน่ ๆ หวังเปาเลออ้าปากค้าง บทเรียนวันนี้เหมือนกับการเปิดโลกใบใหม่ให้แก่เขา

 

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top