ขนาดตัวอักษร

EG บทที่ 1 เกิดใหม่ในปี 2531 (รีไรท์อ่านฟรี)

 1095 Views

บทที่ 1 เกิดใหม่ในปี 2531

    “เสี่ยวหยู่…เสี่ยวหยู่..ตื่นๆๆๆ…จะเที่ยงคืนแล้ว…ลุกขึ้นมากินเกี๊ยวได้แล้ว” (คนจีนมักกินเกี๊ยวตอนเที่ยงคืนเพื่อเริ่มฉลองวันปีใหม่จีนหรือเทศกาลตรุษจีน)

    เสียงเรียกที่เฝิงหยู่ไม่คุ้นหูนักแต่กลับรู้สึกได้ถึงความรักมากมายที่มีต่อเขา พลางพึมพาขึ้นมาเบาๆอย่างสะลึมสะลือและลืมตาขึ้นก่อนจะพบใบหน้าอันอ่อนเยาว์ที่ฝังอยู่ในความทรงจำ

    “….อาเจ๊?”

    “ตื่นเสียที…ไปๆ..ไปล้างหน้าเร็วเข้า….บอกแล้วว่าอย่าดื่มเหล้าก็ยังจะดื่มอยู่นั่นล่ะ!.. ดูสิ..หลับจนพลาดดูรายการชุนหว่านเลย” เฝิงตันอิงเอ่ยล้อน้องชายด้วยรอยยิ้ม     

    ( *รายการชุนหว่าน คือรายการช่องcctvเริ่มตั้งแต่สองทุ่มจนถึงเกือบตีหนึ่ง มีดาราของจีนมากมายมาร่วมรายกายการ มีทั้งร้องเพลง เล่นละคร เป็นรายการที่คนจีนแทบทั้งประเทศมักดูในวันส่งท้ายปีเก่าของของจีนหรือวันตรุษจีน)

    รายการชุนหว่าน? วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่าเช่นนั้นหรือ?

    เฝิงหยู่มองไปรอบๆห้องอย่างสับสน เขามองเห็นเพียงห้องขนาดเล็กมันมีขนาดไม่เกินหกตารางเมตร มีเตียงเดี่ยวเตียงหนึ่งที่ด้านบนมีที่นอนที่ถูกปะชุนเอาไว้  มีโต๊ะไม้เก่าๆ อีกตัวหนึ่ง เหนือศีรษะขึ้นไปมีตะเกียงไฟฟ้าขนาด 20 วัตต์ที่ส่องแสงสลัวๆ และหนังสือพิมพ์เก่าแปะบนกำแพงล้วนแล้วแต่เป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์บ้านเมืองที่เขาจดจำไม่ได้

    นี่มันคือบ้านหลังเดิมที่เขาเคยอาศัยอยู่ตอนยังเด็กไม่ใช่หรือ? แต่บ้านหลังนี้ได้ถูกทำลายไปตามการพัฒนาของบ้านเมืองไปตั้งนานแล้วและทำไมอาเจ๊ของเขาถึงได้ดูอ่อนวัยขนาดนี้ได้?

    เฝิงหยู่ยกมือขึ้นช้าๆแล้วพบว่านี่ต้องไม่ใช่เรื่องตลกแน่ๆ เพราะมือของเขาดูเล็กลงและแขนก็ผอมบางขึ้นด้วย  

    เขารีบกระโดดลงจากเตียงและไปยืนข้างขอบประตู  บนขอบประตูมีรอยมีดเล็กๆที่เขาทำสัญลักษณ์ไว้ในวันปีใหม่ของทุกๆปี   เส้นที่สูงที่สุด คือปี 2531 สูง166 ซม

    ตอนนี้เป็นปี 2531 เช่นนั้นหรือ? เขายังเรียนไม่จบมัธยมต้นด้วยซ้ำไม่ใช่หรือไง?  

    เขาหยิกตัวเองและเกือบจะร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด นี่ไม่ใช่ความฝันใช่มั้ย?

    เฝิงหยู่เปิดประตูออกมา  แม่ของเขากำลังกำลังต้มเกี๊ยวด้วยกระทะอยู่ในครัว   เขาอาศัยอยู่ในบ้านเล็กๆ มีห้องครัวอยู่ถัดออกจากห้องของเขาไป ติดกับห้องครัวเป็นห้องนั่งเล่น โดยห้องนั่งเล่นของบ้านหลังนี้เรียกได้ว่าเป็นจุดศูนย์กลางของบ้านก็ว่าได้     

    “ตื่นแล้วหรือ…ต่อไปยังอยากจะดื่มเหล้าอีกมั้ยเนี่ย?”  จางมู่วามองดูลูกชายด้วยความเอ็นดู

    เฝิงหยู่มองไปร่างของมารดาตนที่ยังคงมีเส้นผมดกดำด้วยน้ำตาคลอเบ้า  

    “ม๊า…ผมทำให้ม๊าลำบากแล้ว”  

    “เด็กคนนี้นี่พูดอะไรกัน…รีบไปล้างหน้าเถอะ! แล้วจะได้ไปนั่งดูทีวี…อีกเดี๋ยวเกี๊ยวก็จะเสร็จแล้ว”      พอจางมู่วาได้ยินสิ่งที่เฝิงหย่พูดก็รู้สึกดีใจมาก นี่แสดงว่าลูกชายของเธอเติบใหญ่ขึ้นแล้วสินะ?

    เมื่อเฝิงหยู่เห็นพ่อของเขานั่งอยู่บนม้านั่งในห้องนั่งเล่น ริมฝีปากของเขาเริ่มสั่นระริกขึ้น ในอนาคตพอเขามีความสามารถที่จะพอหาเงินได้มากพอ พ่อของเขาก็ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งสมองระยะสุดท้ายและเสียชีวิตลงในอีกสามเดือนต่อมา

    เพราะการตายของพ่อ  เฝิงหยู่จึงเศร้าโศกเสียใจอยู่หลายปี   

    “ป๊า”

    เฝิงซิ่งไท่หันกลับมามองลูกชายของตนทันที

    “โอ้! ตื่นแล้วหรือลูก…ยังรู้สึกคลื่นไส้อยู่มั้ย?…มาๆ..มาดูทีวีกัน..นี่เป็นการแสดงเต้นรำพื้นเมืองพอดี”

    “ไม่คลื่นไส้แล้วครับ…ฤทธิ์แอลกอฮอล์หายหมดแล้ว…แต่ป๊า.. ผมอยากดื่มกับป๊าอีกสักหน่อย”

    เมื่อเห็นสีหน้าแสดงความโกรธของพ่อ เฝิงหยู่ก็รีบเอ่ยเพิ่มอย่างรวดเร็ว

    “แค่เบียร์ก็พอครับ”  

    ในตลอดชีวิตของเขาเฝิงหยู่ดื่มกับพ่อแค่ไม่กี่ครั้งและตอนนี้เฝิงหยู่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะดื่มกับพ่ออีกสักครั้ง

     “ยังไม่เข็ดอีกหรือไง?…อืม…ก็ได้..มาๆมาดื่มกันอีก… ดูซิ!ว่าเช้าวันพรุ่งนี้ยังจะตื่นมาอวยพรวันปีใหม่ไหวไหม?… ตันอิง!…ไปหยิบเบียร์มาสองขวดซิ”  

    เฝิงตันอิงส่ายหัวอย่างทำอะไรไม่ได้ก่อนจะไปหยิบเบียร์สองขวดและแก้วมาให้

    ในห้องมีเตียงเดี่ยวพร้อมกับเครื่องนอน  เฝิงตันอิงอยู่โรงเรียนประจำและกลับมาในช่วงวันหยุดเท่านั้น   เมื่อกลับมาเธอจะนอนกับแม่บนเตียงนี้ที่มีเฝิงซิ่งไท่เป็นผู้จับจองอยู่และเมื่อสามปีที่แล้วเฝิงหยู่ก็เคยนอนตรงนี้เช่นกัน

    ทางด้านทิศตะวันตกของห้องนั่งเล่นมีตู้เสื้อผ้าสามประตูเป็นแนวตั้งโดยชั้นบนตู้เสื้อผ้าเป็นกระเป๋าเดินทางสองใบวางชิดกำแพงอยู่  บนโต๊ะไม้ที่ดูแข็งแรงมีทีวีขาวดำขนาดสิบสี่นิ้วตั้งอยู่และทีวีกำลังฉายรายการชุนหว่านบนจอในตอนนี้

    ตรงกลางห้องนั่งเล่น มีโต๊ะกลมที่เต็มไปด้วยจานและถ้วยชาม มีอาหารแปดอย่างแต่มันเป็นของที่กินเหลือจากตอนเย็นมีทั้งไก่ ปลา หมู เป็นต้นทั้งแปดจานล้วนเป็นอาหารจานเนื้อ

    เฝิงหยู่ไม่ได้ดูทีวี  แต่เดินไปหน้าตู้เสื้อผ้าเพื่อมองดูตนเองในกระจก  แม้ว่าแสงที่ส่องจากหลอดไฟจะไม่ได้สว่างมากนักแต่ก็สามารถมองเห็นตนเองได้อย่างชัดเจน  เขายังเป็นวัยรุ่นและมีหนวดเล็กน้อยด้านล่างจมูกเหนือริมฝีปากของตน

    เขามองดูปฏิทินที่ติดทับบานทประตู มันระบุให้รู้ว่าเป็นวันที่ 16 กุมภาพันธ์  2531 ซึ่งเป็นวันส่งท้ายปีเก่า ตอนนี้เขาแน่ใจแล้วว่าตนได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง

    แม่รีบปรุงเกี๊ยวให้เสร็จ  โดยมีเฝิงหยู่และเฝิงตันอิงเข้าไปในครัวเพื่อช่วยยกเกี๊ยวออกมา ก่อนที่ทั้งสี่คนจะนั่งลงล้อมรอบโต๊ะกลมกลางห้อง เฝิงซิ่งไท่ยกตะเกียบขึ้นมาเพื่อกินเกี๊ยวทันที  

    “เสี่ยวหยู่….ยังจะดื่มอีก”  จางมู่วาถลึงตาใส่เฝิงหยู่

    “โถ่!…ม๊า…ปีใหม่แล้วนะ..ขอให้ผมดื่มสักหน่อยเถอะครับ”

    เฝิงซิ่งไท่พูดช่วยขอร้องอีกสองสามคำ ก่อนที่จางมู่วาจะส่ายหัวตนอย่างเหนื่ยใจ เฝิงหยู่จึงรีบรินเบียร์ด้วยความกระตือรือร้นให้แม่และพี่สาวของตนด้วยเช่นกัน สมาชิกในครอบครัวล้วนดื่มกันพร้อมหน้า

    “ป๊า…ม๊า….อาเจ๊…สุขสันต์วันปีใหม่…หมดแก้ว!”  

    เฝิงหยู่กินอาหารที่ตั้งบนโต๊ะอย่างสบายอารมณ์   เขารู้สึกว่ามันอร่อยเป็นพิเศษไม่ต้องกังวลถึงสารเร่งฮอร์โมนหรือสารกันบูดเหมือนเช่นในอนาคต    ทั้งปลา กระต่าย ที่จับได้ล้วนเป็นของป่าทั้งนั้น ส่วนไก่และหมูนั้นก็เลี้ยงเอง พ่อและลูกชายกินอาหารและเกี๊ยวบนโต๊ะอย่างเอร็ดอร่อย โดยเฝิงซิ่งไท่อนุญาตให้แต่ละคนดื่มเบียร์ได้คนละขวดเท่านั้น

    หลังจากอาหารกลางดึกเพื่อต้อนรับปีใหม่จบลง เฝิงหยู่ช่วยเก็บล้างจานจนเสร็จและกลับไปนอนเอนกายในห้อง   เมื่อนอนได้สักพักก็ได้แต่พลิกตัวไปมาและคิดย้อนกลับถึงชีวิตในอดีตก่อนที่จะย้อนเวลากลับมา

    เดิมทีเฝิงหยู่เป็นชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบปี  หลังจากลาออกจากบริษัทรักษาความปลอดภัย เขาได้ลงทุนในตลาดหุ้นโดยตัดสินในลงทุนทั้งหุ้นคลังสินค้า สัญญาซื้อขายล่วงหน้า(ตลาดทุน) ทองคำและน้ำมัน  ถึงแม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จมากนักแต่รายรับก็ยังคงไม่เลว

    เขามีภรรยาแต่ไม่มีลูก อีกทั้งพ่อเสียชีวิตก่อนวัยอันควรแม่จึงมาอาศัยอยู่ด้วย เขาจำได้ว่าในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 2558 เพื่อที่จะพาภรรยาไปรักษาตัวในต่างประเทศเรื่องที่เธอเป็นหมันเขาจึงต้องการจะหาเงินเพิ่มขึ้นอีก

    เขาใช้เงินเก็บจนหมด จำนองทั้งบ้านและรถ ยืมเงินปันผลและลงทุนในหุ้น จากการประเมินตลาดหุ้นของเขา เขาคิดว่าตลาดหุ้นจะยังคงจะทะยานขึ้นอีกจนแม้แต่คนโง่ยังทำเงินได้

    ตอนแรกเริ่ม  มันขึ้นจริงๆอย่างที่คาดไว้ เขาทำเงินได้สองเท่าในเวลาสั้นๆ และเพราะต้องการกำไรที่เพิ่มมากขึ้นจึงกล้าซื้อหุ้นในราคาที่สูงมากขึ้น หากเขายังคงทำเงินได้อีกสองเท่า เขาจะใช้ชีวิตสบายๆอย่างไม่ต้องทำอะไรได้ทั้งชีวิต

    อย่างไรก็ตาม เมื่อตลาดหุ้นถึง 5000จุด เขาย่อมเกิดความโลภเหมือนกับคนอื่นๆ จึงคิดว่าตลาดหุ้นจะพุ่งสูงขึ้นไปอีกแต่หุ้นก็สูงขึ้นมาเพียงเล็กน้อยและไม่นานหุ้นก็ดิ่งลง เพราะเขาใช้วิธีการหวังผลกำไรและไม่มีเงินทุนสำรอง เขาจึงเผชิญหน้ากับการสูญเสียครั้งใหญ่  หลังจากคืนเงินที่ยืมมาแล้ว เขาก็หมดตัว ภรรยายังคงไม่รู้ว่าเขาได้นำบ้านและรถไปจำนองจนหมดและไม่รู้ว่าจะกลับบ้านไปสู้หน้ากับครอบครัวได้อย่างไร

    เขาล้มละลายในที่สุด  วันนั้นเขาดื่มเหล้าจนเมามาย เดินโซซัดโซเซโดยไม่ระวังตัวเองจนหกล้มไปบนพื้นถนนและเกิด ‘อุบัติเหตุ’ ถูกรถบรรทุกชนจนเสียชีวิตต่อหน้าต่อตาผู้คนที่อยู่ภายในบริเวณนั้น

    สิ่งที่เกิดขึ้นคงไม่ถือว่าเป็นการฆ่าตัวตาย กรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุจะจ่ายเงินให้เป็นล้าน ๆ พอที่จะไถ่บ้านและรถและยังคงเหลือเงินจำนวนหนึ่งเพื่อแม่และภรรยาของเขาได้

    เขายังจำสิ่งที่เขาคิดได้ ตอนที่เขามองดูรถบรรทุกคันใหญ่ที่พุ่งตรงมาหาร่างเขาอย่างรวดเร็ว เขาคิดว่าหากพระเจ้าให้โอกาสกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เขาไม่ต้องการที่จะตายอย่างคนขลาดเขลาเช่นนี้อีกและเขาต้องการทำให้ครอบครัวมีชีวิตที่สุขสบายมากกว่านี้

    แต่เขาคิดไม่ถึงว่าพระเจ้าจะให้โอกาสให้เขาได้กลับมามีชีวิตใหม่จริง ๆ

    พระเจ้าให้เขากลับมามีชีวิตอีกครั้ง! ตอนนี้เขาไม่คิดเสียดายต่อชีวิตเมื่อชาติที่แล้ว เขาอยากจะร่ำรวย  เขาต้องการจะกลายเป็นตำนานในโลกของการลงทุน

    เมื่อคิดถึงเรื่องนี้เฝิงหยู่จึงตะโกนเสียงดังอย่างอดใจไม่ไหว “ผม…เฝิงหยู่…กลับมาแล้ว!!!!”

    “เสียวหยู่….หยุดตะโกนได้แล้ว!.. รีบนอนเร็วเข้า!”

    จางมู่วาตะโกนจากอีกฟากหนึ่งของกำแพงในเวลาเดียวกันก็บ่นเรื่องที่สามียอมให้ลูกชายดื่มยามค่ำคืนอีกครั้ง

    เฝิงหยู่ได้ยินแม่บ่นก็ยกยิ้มเต็มหน้าก่อนจะขยับท่านอนให้สบายขึ้นแล้วงีบหลับไปในที่สุด

                                                                                

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top