ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 79 : ด่านทดสอบของแผ่นจารึกหิน

 958 Views









        ” เจ้าเมื่อก่อนก็ไม่ได้ร้ายกาจอะไรมากนัก  ได้ยินมาว่าเจ้าตัวคนเดียวก็ฆ่าล้างทั่วทั้งตึกกระแสลมแห่งสวรรค์  ปัจจุบันคำกล่าวแค่ 2 ประโยคเจ้าก็เดินหนีแล้วเรอะ !! ขี้ขลาด !! ” เหลียง เฝิงพูดอย่างเย็นชา 






” เจ้านะซิขี้ขลาด !! ” ฉินเสี่ยตะโกนใส่เขา  ” ทั้งหมดนั่นก็เพราะฝีมือของตึกกระแสลมแห่งสวรรค์เป็นคนทำ  เจ้าไม่รู้อะไรก็อย่ามาพูดจาเลื่อนลอยไร้ซึ่งความรับผิดชอบแบบนี้ !! ” 






” รึว่าเจ้าก็คือคนขี้ขลาด !! ข้าไม่อนุญาตให้พูดว่าคนของเราขี้ขลาดนะ  เรื่องราวทั้งหมดตึกกระแสลมแห่งสวรรค์ล้วนเป็นผู้ก่อ !! ” 






เหล่าศิษย์คนอื่นๆต่างก็พากันมองไปที่เหลียง เฝิงด้วยความโกรธแค้นในลักษณะที่คล้ายกัน  ต่างก็คิดว่าเขานั้นพูดจาเกินเลยไปมาก  ต้องการที่จะเริ่มลงมือ 






” พวกเจ้าหุบปากไปซะ !! เหลียง เฝิงแผดเสียงใส่พวกเธอ  เขาปลดปล่อยกลิ่นอายออกมากดดันใส่  เป็นเหตุให้พวกเธอนั้นต้องก้าวถอยหลังไปหลายสเต็ป  ” ข้าไม่ได้ถามพวกเจ้า  แต่ถามเขา !! ถ้ามีฝีมือก็มาดวลกับข้า  ตัดสินความเป็นและความตายโดยที่ไม่คำนึงถึงอะไรทั้งหมด !! ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะไม่เกี่ยวข้องกับนิกายของตัวเอง ” 






เหลียง เฝิงไม่ต้องการที่จะไปยั่วยุอะไรต่อตำหนักหยกสวรรค์  ซึ่งอิทธิพลในตอนนี้นั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก  แต่หากไม่ได้ช่วยเหลียง เทียนเฉิงแก้แค้นแล้วละก็  หัวใจของเขาคงจะไม่สงบสุขอยู่เป็นแน่  ดังนั้นแล้วเขาจึงเริ่มต้นท้าทายยี่ เทียนหยุนในทันที  






ยี่ เทียนหยุนพลันขมวดคิ้ว  เหลียง เฝิงผู้นี้ต้องการที่จะหาเรื่องเขาอย่างแท้จริง  มันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก 






” ข้าได้พูดไปแล้วว่า  ข้านั้นไม่มีความสนใจในตัวเจ้า ” ยี่ เทียนหยุนไม่ต้องการที่จะสนใจต่อการการะทำของเหลียง เฝิง  เขานั้นหมุนตัวแล้วก็แยกจากไป






” ข้าพูดว่าเจ้านั้นขี้ขลาดก็คือขี้ขลาด !! ผู้คนต่างก็พูดกันอย่างไม่มีข้อสงสัยว่าเจ้านั้นฆ่าล้างทั่วทั้งตึกกระแสลมแห่งสวรรค์  แต่ตัวข้านั้นมองดูว่าเจ้า อาศัยพลังอำนาจของตำหนักหยกสวรรค์จึงแข็งแกร่งขึ้นมาได้  เจ้ามันก็แค่ไอ้ขี้ขลาดที่ยืนอยู่ในกลุ่มของอิสตรี  เป็นผู้ชายผู้ซึ่งไม่มีอนาคต !! เป็นดั่งที่ข่าวลือได้ว่าเอาไว้จริงๆ  เจ้านั้นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับฉี ซู่หยุนจึงสามารถที่จะมายังที่แห่งนี้ได้ !! ความแข็งแกร่งที่คนพูดถึงเกี่ยวกับตัวเจ้านั้น  แท้จริงแล้วมันก็ไม่ต่างไปจากผายลม ไม่ได้มีอะไร  เจ้ามันก็แค่เด็กผู้ชายน่ารักกระจุ๋มกระจิ๋ม !! ” เหลียง เฝิงโกรธแค้นอย่างบ้าคลั่ง  เขายังคงพ่นคำพูดออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อหมายที่จะยั่วยุต่อยี่ เทียนหยุน






ใกล้กันนั้นบรรดาเหล่าผู้คนจากต่างนิกายต่างก็มองดูอย่างมีความหมาย  นี่มันช่างน่าสนใจจริงๆ  ยี่ เทียนหยุนจะดวลกับเหลียง เฝิงยังไง  ฐานบ่มเพาะพลังของ    เหลียง เฝิงเองนั้นมิใช่อ่อนแอ  สามารถที่จะกล่าวได้ว่าเขานั้นติด 1 ใน 3 ณ สถานที่แห่งนี้  สำหรับสถานที่แห่งนี้แล้วเขาเดินเหลือบตามองก็ยังได้






” เยี่ยม มันช่างดีจริงๆ  ตัวเจ้าประสบความสำเร็จในการทำให้ข้าโกรธจัดในตอนนี้แล้ว เจ้าอยากจะดวลเป็น-ตายกับข้าใช่ไหม ดี งั้นก็มาเริ่มกันเลย !! ” ยี่ เทียนหยุน กล่าวอย่างเฉยชา  






นี่เป็นการสบประมาทแดกดันเย้ยหยันต่อตัวเขา  ถ้าหากว่าเขาไม่ได้ตอบโต้กลับไปแล้ว  เกรงว่าเขาจะกลายเป็นคนขี้ขลาดจริงๆ  






” ดี !! ไม่มีปัญหา  เรามาเริ่มกันเลย !! ” ในใจของเหลียง เฝิงนั้นดีอกดีใจจนออกนอกหน้า  เขาชักดาบออกมาอย่างรวดเร็ว  นัยน์ตาเผยให้เห็นถึงจิตสังหาร ” สงครามเป็น-ตาย  การต่อสู้ของเราไม่มีอะไรที่จะเกี่ยวข้องกับนิกายแม้แต่นิดเดียว….. ฆ่า !! ” 





เหลียง เฝิงนั้นดูราวกับประกายแสงสีแดงอันเฉียบคมที่พุ่งทะลุผ่านสิ่งต่างๆมุ่งตรงเข้าหายี่ เทียนหยุน  ไม่คิดว่าด่านทดสอบยังไม่ทันที่จะเริ่ม  สถานการณ์ก็พัฒนาไปสู่การต่อสู้เป็น-ตายซะแล้ว 






” ไปให้พ้นซะ !! ” ยี่ เทียนหยุนสายตาเย็นชา  เขาตอบโต้ด้วยการถีบ  สปีดนั้นเร็วเป็นอย่างมาก  มันดูราวกับสายฟ้าที่ถีบตรงไปยังเหลียง เฝิงอย่างประสงค์ร้าย 






” แปง ” เหลียง เฝิงนั้นถูกถีบจนกระเด็นลอยไป  เขาลอยจนไปติดกับฝาผนัง  กำแพงก็เกิดการสั่นสะเทือนจนฝุ่นหนาๆยังต้องตกลงมาจากด้านบน  มันดูคล้ายกับลูกบอลยางที่เด้งกระดอนลอยไปติดกับกำแพง  เขาหล่นลงจากกำแพง  เสียงแม้แต่นิดเดียวก็ไม่มีอีกเลย  นี่คือการดับซ่าส์เหลียง เฝิงของยี่ เทียนหยุน






” ตึง!! ประสบความสำเร็จในการฆ่าเหลียง เฝิงได้รับค่าประสบการณ์ 9,000 แต้ม  ดาบหยกสวรรค์ (อุปกรณ์วิญญาณระดับต่ำ) แต้มคลั่ง 900 แต้ม ” 






ผู้คนต่างก็พากันมองดูเหลียง เฝิงที่นอนกองอยู่กับพื้นอย่างโง่งม  เหล่าศิษย์ของนิกายสวรรค์อันสูงศักดิ์ต่างก็พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว  หลังจากทำการตรวจสอบ  เขาก็ร้องอุทานออกมาว่า ” ต….. ตาย พี่ใหญ่เหลียง เฝิง  เขาตายแล้ว !! ” 





คนอื่นๆต่างก็พากันหวาดกลัว  พวกเขาต่างก็ไม่คิดว่าเพียงแค่เท้า  จะสามารถทำให้ถึงกับตายได้ !! ฐานบ่มเพาะพลังของเหลียง เฝิงนั้นแข็งแกร่ง  เขาอยู่ในขั้นปรับแต่งวิญญาณระดับสูงสุด  ตัวเขาตายสนิท  เพียงแค่เท้าเท่านั้นอีกด้วย !! 






” จ….. เจ้า เจ้าฆ่าพี่ใหญ่เหลียง เฝิง  นิกายของพวกเราจะไม่มีทางปล่อยเจ้าเอาไว้แน่ !! ” ศิษย์ของนิกายสวรรค์อันสูงศักดิ์มองดูยี่ เทียนหยุนอย่างโกรธเกรี้ยว 






” เจ้าก็เห็นเมื่อช่วงเวลาก่อน  ตัวเขากล่าวว่าต้องการต่อสู้เป็น-ตายกับข้า  เจ้ากล้าที่จะทำสัญญาล้างแค้นให้กับศิษย์พี่ของเจ้าไหมเล่า ?? ” ยี่ เทียนหยุนเหลือบมองดูพวกเขาอย่างเย็นชา  ” ถ้าพวกเจ้าทุกคนต้องการที่จะท้าทายข้าหรือกล่าววาจาสบประมาทแก่ตำหนักหยกสวรรค์  ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะประลองเป็น-ตายกับพวกเจ้า !! ” 






หลังจากที่พูด  ยี่ เทียนหยุนก็หันหลังแล้วก็เดินมุ่งตรงไปยังด้านในพร้อมกับหันศีรษะมาพูดกับฉินเสี่ยว่า ” พวกเราไป  เราเสียเวลาอยู่กับที่นี่เป็นเวลานานแล้ว ” 






ดวงตาของฉินเสี่ยและพวกนั้นต่างก็เต็มไปด้วยประกายระยิบระยับและความเคารพเทิดทูน  นี่คือพละกำลังของยี่ เทียนหยุน  นี่คือความแข็งแกร่งของผู้อาวุโสของพวกเขา !! 






สถานที่แห่งนี้นั้นมีการจำกัดระยะเวลาที่แน่นอน  หากประตูหน้าปิดลงแล้ว  จะสามารถออกจากที่นี่ได้จะต้องรอเป็นระยะเวลาถึง 3 ปี






บรรดาผู้คนต่างก็มองหน้าซึ่งกันและกันด้วยความเศร้าสลดหดหู่  ความรู้สึกภายในนั้นต่างก็สั่นเทาด้วยความกลัวอย่างรุนแรง  นี่คือพละกำลังของยี่ เทียนหยุนอย่างนั้นหรือ ?? 






ใครกันที่พูดว่ายี่ เทียนหยุนนั้นขี้ขลาด  เป็นไอ้ตัวอ่อนแอ  หรือได้รับความช่วยเหลือจากตำหนักหยกสวรรค์ ?? เพียงแค่เท้าเตะก็ทำให้ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในระดับสูงสุดของขั้นปรับแต่งวิญญาณถึงแก่ความตายได้แล้ว  นั่นไม่ใช่ความแข็งแกร่งของตัวเขาเองมิใช่หรือ ?? พลังนั่นไม่ใช่ว่าอยู่ในขั้นแก่นการควบแน่นหรอกหรือ ?? 






มันไม่น่าจะเป็นไปได้แต่มันก็เป็นไปแล้ว  ฐานพลังที่เหนือกว่าขั้นปรับแต่งวิญญาณไม่สามารถที่จะเข้ามา ณ สถานที่แห่งนี้ได้  แต่ถ้าขั้นปรับแต่งวิญญาณระดับสูงสุดถูกเท้าฆ่าตายในทันทีล่ะ ?? นี่มันทำให้พวกเขาต่างก็คิดไม่ตก  แต่ที่แน่ๆสิ่งที่พวกเขาคิดได้เพียงเล็กน้อยในตอนนี้ก็คือ ยี่ เทียนหยุนนั้นจริงๆแล้วเป็นผู้มีฝีมือ  ไม่ใช่ใช้ชีวิตอย่างแมงดาที่แฝงอยู่ในกลุ่มของอิสตรี….. 






เมื่อยี่ เทียนหยุนต้องการที่จะแสวงหาโชค ณ สถานที่อื่นดูบ้าง  ฉินเสี่ยก็พูดขึ้นในทันทีว่า  ” ผู้อาวุโสยี่  ตัวท่านวางแผนว่าอย่างไร ?? ” 






” พวกเราไปเดินเล่นค้นหายังบริเวณรอบๆกัน ” ยี่ เทียนหยุนกล่าว 






” นี่….. ในซากปรัหหักพังโบราณแห่งสวรรค์ไม่มีอะไรให้ท่านค้นหาหรอก  ตรงหน้าของเรานั้นมีเพียงด่านทดสอบจากแผ่นจารึกหิน  นอกจากนี้แล้วมิมีสิ่งใดที่จะให้เราค้นหาหรอก ” ฉินเสี่ยกล่าวอย่างอึดอัดใจ






แน่นอนว่ายี่ เทียนหยุนนั้นรู้ว่าที่นี่นั้นไม่มีอะไรจะให้ค้นหาแล้ว  แม้กระทั่งเศษเสี้ยวของก้อนหินอันล้ำค่า  มันประมาณว่าที่นี่นั้นถูกรุกล้ำทุกหย่อมหญ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ยี่ เทียนหยุนเพียงแค่ต้องการที่จะออกสำรวจพื้นที่บริเวณโดยรอบว่ามีสถานที่ใดที่ผิดปกติหลงเหลืออยู่บ้าง  ก็เพื่อที่เขาจะได้ทำภารกิจให้ลุล่วงเสร็จสมบูรณ์และได้เข้าควบคุมสถานที่แห่งนี้  






” ข้ารู้  แต่ข้าก็อยากจะนำพวกเจ้าลองค้นหาดู ” 






ยี่ เทียนหยุนนำพวกเธอเดินตรงไปข้างหน้า  พวกเขาสาวเท้าก้าวยาวๆดูห้องโถงในบริเวณอื่นกัน  พวกเขาเห็นแผ่นศิลาจารึกหินขนาดใหญ่ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงกลาง  คาดว่ามันคงจะตั้งอยู่ที่นี่มาเป็นระยะเวลานานมากแล้ว  รอบๆพื้นผิวภายนอกของแผ่นจารึกนั้นแลดูมันเงา  มีใครบางคนนั่งทำการบ่มเพาะพลังอยู่ด้านข้างของมัน  ลำแสงบางเบาจากแผ่นศิลานั้นได้ปกคลุมคนผู้นั้นเอาไว้  มันดูราวกับว่าเขานั้นจะสัมผัสกับอะไรบางสิ่งบางอย่างได้






ณ ด่านทดสอบแผ่นศิลาจารึกหินนี้ต่างก็กล่าวเอาไว้ว่า  เหล่าศิษย์ผู้ซึ่งเข้ามายังสถานที่แห่งนี้นั้นจะต้องสัมผัสทำความเข้าใจถึงการบ่มเพาะพลังต่อหน้าแผ่นศิลาจารึกหินนี้  บางก็สามารถที่จะได้รับทักษะลับ 






เหล่าผู้คนที่มาต่างก็มักจะมานั่งบ่มเพาะพลัง ณ ที่แห่งนี้  ตามแต่ระดับของแต่ละบุคคล  การจะบรรลุถึงทักษะวิชานั้นย่อมที่จะแตกต่างกันออกไป  ระดับสูงที่สุดจากบันทึกที่เคยบรรลุนั้นก็คือ ทักษะยุทธ์ขั้นปฐพี  ทักษะยุทธ์ขั้นมนุษย์นั้นจะเป็นเบสิคขั้นพื้นฐาน






มันสามารถที่จะพูดได้ว่าที่นี่นั้นก็คือคลังสมบัติขนาดใหญ่ถ้าสามารถที่จะทำความเข้าใจถึงทักษะขั้นปฐพีได้  จะต้องรู้ก่อนว่าทักษะยุทธ์ขั้นปฐพีนั้น  แน่นอนว่ากลุ่มอิทธิพลระดับ 2 จะมีไม่เกินจำนวน 3 เล่ม  หากสามารถทำความเข้าใจให้เกิดขึ้นได้ มันก็สามารถจะจินตนาการได้ว่าบุคคลคนนั้นมีส่วนช่วยส่งเสริมนิกายของตนเองอย่างใหญ่หลวง  






” พวกเจ้าในตอนนี้ก็ทำการรับรู้ทำความเข้าใจในการบ่มเพาะพลังกันก่อน  ข้าคงต้องขอตัวก่อน ” ยี่ เทียนหยุนพูดกับพวกเขา






พวกเธอต่างก็พยักหน้าตอบรับ  ต่างคนก็ต่างนั่งบ่มเพาะพลังด้านหน้าของแผ่นศิลาจารึกหินในทันที  เพิ่งจะมานั่งก็ปรากฏพลังงานจากแผ่นศิลาจารึกหินที่ส่งออกมา  ปกคลุมตัวของพวกเธอเอาไว้  มันจะคอยปกป้องพวกเธอเอาไว้ไม่ให้ได้รับความเสียหายใดๆ






” สูงที่สุดก็คือทักษะขั้นปฐพี….. ประโยชน์ใช้สอยช่างเล็กน้อยซะจริง  แต่อย่างน้อยก็คงจะสามารถเปลี่ยนเป็นค่าความชำนาญได้ ” ยี่ เทียนหยุนยิ้มบางเบา  เขายังไม่ได้นั่งบ่มเพาะลงในทันทีเพียงแต่ยังคงเดินเล่นไปรอบๆบริเวณ ณ ที่แห่งนี้






เมื่อเขานั้นเตรียมที่จะออกไปเดินเล่น  ด้านหลังของเขาก็ปรากฏบรรดาเหล่าศิษย์จากนิกายสวรรค์ผู้สูงศักดิ์  พวกเขาต่างก็มองมาที่ยี่ เทียนหยุนด้วยความหวาดกลัว  ต่างก็ไม่กล้าที่จะมองหน้าสบตาพวกเดียวกันเอง  พวกเขาต่างก็กลัวว่า  ยี่ เทียนหยุนนั้นจะลงมือ  ซึ่งถ้าหากเขาทำเช่นนั้นจริงๆ  พวกเขาจะไม่ตายตั้งแต่ต้นเลยอย่างงั้นหรือ 






ถึงแม้ว่าพวกเขาจะกลัวแต่พวกเขาก็ยังมีความกล้า  ที่นี่นั้นเป็นด่านทดสอบอันล้ำค่า  เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะถ่อมาถึงที่นี่โดยสูญเปล่าและไม่ได้อะไรเลย 






ยี่ เทียนหยุนเหลือบมองดูพวกเขา จากนั้นเขาก็เดินตรงไปยังสถานที่อื่น  ตราบใดที่พวกเขาไม่ยั่วยุต่อกลุ่มของยี่ เทียนหยุนเมื่อนั้นเขาก็ไม่เต็มใจที่จะเพ่งความสนใจมาที่พวกเขา  ถึงแม้ว่าการฆ่าคนจะทำให้เขาสามารถที่จะยกระดับขึ้นมาได้  แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่จะฆ่าใครเฉกเช่นราวกับผักปลา  เขาไม่ใช่พวกกระหายเลือด






มันเป็นการล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น  หากว่าไม่ใช่ศัตรูที่มีความแค้นต่อกันแล้ว ยี่ เทียนหยุนจะไม่แตะต้องใครอย่างซี้ซั้วเป็นอันขาด  การฆ่าคนโดยประมาทนั้นมันอาจจะเป็นการง่ายที่จะส่งผลกระทบต่อโชคชะตาชีวิตของตัวเอง     

   




























































นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top