ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 138: ผู้หญิงข้างหลังแกนั่นใครอ่ะ

 331 Views

เหยินปาเชียนเปิดเตาไฟฟ้าแล้วต้มน้ำ เมื่อเขาเหลียวมองข้างหลัง จักรพรรดินีก็อยู่ข้างหลังเขาในทันที

 

“เจ้าสิ่งนั้นจะมีน้ำออกมาหรอ มันทำได้ยังไง ?”

 

“เจ้าสิ่งนี้ไม่มีไฟรึ ?”

 

จักรพรรดินีมีความอยากรู้อยากเห็นอย่างกับเด็ก ทุกสิ่งทุกอย่างที่นางได้เห็นนั้นเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับนาง ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่เต็มไปด้วยความแปลกประหลาดและแตกต่างจากสิ่งที่นางรู้จัก

 

เหยินปาเชียนไม่มีทางเลือกนอกจากต้องอธิบายให้จักรพรรดินีฟังว่าน้ำประปา เตาไฟฟ้า และพลังงานไฟฟ้าคืออะไร ถึงแม้ว่านางจะไม่ได้เข้าใจอย่างครบถ้วน แต่ทว่านางก็สามารถทำความเข้าใจถึงใจความสำคัญของสิ่งเหล่านี้ได้

 

โชคดีที่จักรพรรดินีไม่ได้บอกว่าตนต้องการสิ่งของเหล่านี้อยู่ตลอด

 

ถึงยังไงก็เถอะ ไม่ว่านางสนใจเรื่องของน้ำหรือการทำอาหารหรือไม่ นางก็ไม่ได้มีความเข้าใจมากเท่าไรนัก

 

เหยินปาเชียนกำลังทำมาม่าในขณะที่จักรพรรดินีมองเขาจากข้างหลัง ในไม่ช้ากลิ่นของมาม่าก็โชยออกมา

 

เขาวางถ้วยมาม่าลงบนโต๊ะ ในขณะเดียวกันเขาก็แนะนำจักรพรรดินี “ฝ่าบาท สิ่งนี้ควรใช้ส้อมเสวย แต่จะใช้ตะเกียบก็ย่อมได้เช่นกันขอรับ แต่ฝ่าบาทโปรดระวัง มันร้อนจัดนะขอรับ”

 

ต้าเย่าไม่มีอาหารจำพวกบะหมี่เลย อย่างน้อยที่สุดจักรพรรดินีก็ไม่เคยเห็นมาก่อน เขาจึงจำเป็นต้องอธิบายรายละเอียดให้จักรพรรดินีฟัง

 

เขาอดพูดไม่ได้ว่าถึงแม้ว่าจักรพรรดินีกำลังรับประทานมาม่าอยู่ แต่ก็ให้ความรู้สึกราวกับว่านางกำลังรับประทานอาหารจานหรู ทุกการเคลื่อนไหวของนางช่างละเอียดอ่อนและสละสลวยยิ่งนัก

 

“ทำไมเจ้าไม่กินล่ะ ?” จักรพรรดินีเงยหน้าขึ้นถามหลังจากกินเข้าไปเต็มคำ

 

“ผู้ใต้บังคับบัญชาผู้นี้ได้รับประทานมาแล้วนิดหน่อยก่อนที่จะไปยังพระราชวังหย่างซินขอรับ ตอนนี้ข้าน้อยยังไม่หิวขอรับ ฝ่าบาทโปรดรอซักครู่ ข้าน้อยจะไปจัดห้องให้เป็นระเบียบขอรับ” เหยินปาเชียนบอกจักรพรรดินีแล้วก็วางกล่องกระดาษทิชชู่ไว้ข้างนาง

 

“เชิญ” จักรพรรดินีไม่ให้ความสนใจเขาอีกเลย เหยินปาเชียนจึงเดินขึ้นไป เขาได้เห็นกระจกและประตูซึ่งได้ถูกทุบจนแตกโดยสมบูรณ์ จากนั้นเขาก็ครุ่นคิดว่าควรจะหาอะไรมาปิดไว้ก่อนมั้ย จนกว่าจะให้คนมาใส่กระจกประตูใหม่

 

 

 

เมื่อกลับไปที่ห้องของตัวเองแล้ว เหยินปาเชียนจึงหาโทรศัพท์มือถือของตนทันที มันถูกชาร์จอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 20 วัน ดังนั้นจึงยังคงมีแบตเตอรี่อยู่

 

เขาเปิดหน้าจอมือถือและได้เห็นสายที่ไม่ได้รับมากกว่าร้อยสาย มีสายที่โทรมาจากพ่อแม่ เหยินว่านเหนียน – น้องชายของเขา เฉินชิ่ง และเบอร์แปลกจำนวนมากด้วยเช่นกัน

 

เหยินปาเชียนรีบโทรกลับหาแม่ของตนอย่างรวดเร็ว ผ่านไปหนึ่งตู๊ด “ปาเชียนหรอ ?”

 

“ผมเองแม่” เหยินปาเชียนลดเสียงลง

 

“นี่แกหายหัวไปไหนมา ? ทำไมแม่ถึงไม่ได้ยินข่าวคราวอะไรจากแกนานขนาดนี้เนี่ย ? ถ้าเพื่อนแกไม่ได้บอกพวกเราว่าแกอาจจะไปหาใครซักคนบนภูเขาล่ะก็ พวกเราคงไปแจ้งความกับตำรวจแล้ว ตอนนี้แกอยู่ไหน ? กลับมาอย่าให้ช้านักล่ะ…” แม่ของเหยินปาเชียนกระแทกอย่างแรงพร้อมกับถามเขา ในช่วงท้ายของสาย เธอร้องไห้น้ำตาไหลพราก

 

เหยินปาเชียนรู้สึกผิดเป็นอย่างยิ่ง “ผมวุ่นอยู่กับอะไรบางอย่างในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แล้วผมก็ไม่ได้เอามือถือไปด้วยตอนอยู่บนภูเขาน่ะ ตอนแรกผมว่าจะกลับภายใน 8-10 วัน ผมก็ไม่เคยคิดหรอกว่าจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น มันทำให้ผมเสียเวลาไปมาก”

 

“ตอนนี้แกเป็นยังไงบ้าง ? แกอยู่ที่ไหน ? ที่แกหายหัวไปนานขนาดนั้น แกรู้บ้างมั้ยว่าพวกเราเป็นห่วงแกมากแค่ไหนน่ะ ?” คราวนี้พ่อของเหยินปาเชียนอยู่ในสาย ดูเหมือนว่าทุกคนในครอบครัวของเขาเป็นห่วงกันจะเป็นจะตายในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

“ผมอยู่อพาร์ตเมนต์ที่ผมเช่าไว้น่ะพ่อ ผมเพิ่งจะกลับมาเอง” เหยินปาเชียนตอบกลับ

 

“เดินทางกลับมาในสองวันนี้หรอ ?”

 

“ผมคิดว่าผมยังต้องการเวลาอีกซักหน่อยน่ะพ่อ ก่อนหน้านี้ก็เป็นเพราะปัญหาที่บริษัทผม ส่วนตอนนี้ หลังจากที่ผมกลับมา ผมก็ต้องจัดการกับปัญหาที่บริษัทผมให้ดี พ่อกับแม่น่ะไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงหรอก ผมสบายดี แค่ว่าช่วงนี้ผมต้องวิ่งเต้นไปทั่ว ผมยังอยู่เฉย ๆ ไม่ได้หรอกพ่อ ถึงยังไงมันก็เป็นส่วนหนึ่งของการก่อตั้งบริษัท ผมหลีกเลี่ยงไม่ได้หรอก ใช่มั้ยล่ะพ่อ ?” เหยินปาเชียนแสร้งทำเป็นผ่อนคลาย

 

“ไหนวีดีโอคอลซิ พ่ออยากจะดูว่าตอนนี้แกอยู่ที่ไหนแล้วแกสบายดีมั้ย” พ่อของเหยินปาเชียนวางสายหลังจากพูดจบ

 

พ่อแม่ของเหยินปาเชียนทำการวีดีโอคอลกับเขาทันที เขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องกดรับสาย ใบหน้าของทั้งสองคนที่บีบเข้าหากันได้ปรากฏขึ้นบนหน้าจอทันที ดวงตาของพ่อเขาแดงก่ำ ในขณะที่บริเวณรอบดวงตาของแม่เขามีสีแดงและบวมเต่งเล็กน้อย เนื่องจากเธอเพิ่งจะร้องไห้มาหมาด ๆ

 

“ก็บอกไปแล้วไง ว่าผมน่ะสบายดี ผมเพิ่งกลับมาจากข้างนอก ลองดูสิ…” เหยินปาเชียนแพนกล้องไปยังบริเวณโดยรอบ ทุกที่ล้วนเต็มไปด้วยฝุ่นหนาเขรอะเป็นชั้น ๆ “ดูฝุ่นหนาเขรอะเป็นชั้น ๆ นั่นสิ ผมเพิ่งกลับมา ผมไม่มีเวลาทำให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเลย”

 

ต่อจากนั้น เขาก็เดินไปที่หน้าต่างแล้วแพนกล้องไปยังละแวกบ้าน จากนั้นเขาก็สลับกล้องกลับมาที่ตัวเขาเองแล้วพูดออกมา “ดูสิ ผมกลับมาแล้ว แต่ผมคาดว่าผมจะไม่ว่างไปอีกช่วงนึงน่ะ”

 

“ตราบใดที่แกไม่เป็นอะไรไปก็ดีแล้วล่ะ ไม่ว่าจะเป็นยังไง พวกเราก็ได้เห็นแกแล้ว ในที่สุดก็สบายใจซักที” จากนั้นพ่อแม่ของเขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกโล่งใจ “คราวหน้าแกต้องโทรหาที่บ้านให้สม่ำเสมอนะ จะดีมากถ้าแกโทรกลับมาทุกสัปดาห์ ไม่เอานานกว่าเดือนละครั้งอีกแล้วนะ ไม่งั้นพวกเราจะไปหาตำรวจนะ”

 

“เข้าใจแล้ว ว่าแต่ แม่บอกว่าเพื่อนผมบอกว่าผมไปที่ภูเขาใช่มั้ย ? ใช่เฉินชิ่งรึป่าว ?” เหยินปาเชียนครุ่นคิดพร้อมกับถามออกมา เขาคือคนเดียวที่จะพูดแบบนั้น แต่ทว่า พ่อแม่ของเขาติดต่อเฉินชิ่งได้อย่างไร ? พ่อแม่ของเขาไม่น่าจะรู้จักสังคมเพื่อนฝูงของเขาเลย

 

“เค้าชื่อเฉินชิ่งน่ะ เด็กคนนั้นสุภาพเรียบร้อย ร่าเริงแจ่มใส แล้วก็ได้รับการเลี้ยงดูทางครอบครัวที่ดีด้วยนะ…” เมื่อทั้งสองคนพูดจนถึงตอนนี้ หลังจากนั้นดวงตาของทั้งสองคนก็เบิกกว้างขึ้น

 

“ผู้หญิงข้างหลังแกนั่นใครอ่ะ ?”

 

ในตอนแรก เมื่อเหยินปาเชียนเห็นสีหน้าของพ่อแม่ เขาก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง เมื่อเขาได้ยินสิ่งที่พวกเขาถาม เขาก็เกือบไอเป็นเลือดพุ่งเต็มปาก

 

“ผมยังมีอะไรต้องทำอีก ไว้คุยกันวันอื่นนะ” เหยินปาเชียนวางสาย เขาหันหลังกลับมา และได้เห็นจักรพรรดินีอยู่ข้างหลังตน ใบหน้าของนางเกือบจะสัมผัสกับหลังคอของเขา กลิ่นหอมดอกไม้แสนเย้ายวนใจลอยตรงเข้าจมูกของเขาเต็ม ๆ

 

เหยินปาเชียนตัวแข็งทื่อในทันที เขาไม่กล้าขยับตัวเลยแม้แต่น้อย ในตอนนี้ ใบหน้าของเขาอยู่ห่างจากจักรพรรดินีเพียง 5 เซนติเมตร และสามารถรู้สึกได้ถึงลมหายใจของนาง

 

“ทำไมถึงมีคนอยู่ในนั้นล่ะ ?” จักรพรรดินียื่นสองนิ้วมาคีบโทรศัพท์มือถือของเหยินปาเชียนไป แล้วเดินออกไปโดยไม่รู้ตัว “เจ้าสิ่งนี้คืออะไร ?”

 

“ฝ่าบาท นี่คือโทรศัพท์มือถือขอรับ ใช้สำหรับการสื่อสารทางไกลน่ะขอรับ ก่อนหน้านี้ข้าน้อยได้บอกกับฝ่าบาทไว้ว่าพวกเรามีเครือข่ายขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมทั่วทั้งโลก มันช่วยให้ผู้คนสามารถรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในอีกด้านหนึ่งของโลกได้ทันที โทรศัพท์มือถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้สามารถสื่อสารทางไกลได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่ก็ตามขอรับ”

 

“มันใช้ในต้าเย่าได้มั้ย ?” เห็นได้ชัดว่าจักรพรรดินีมีความสนใจในของสิ่งนี้เป็นอย่างมาก เพื่อให้ได้ทราบข่าวจากระยะไกลโดยตรง และเพื่อพูดคุยกับผู้คนที่อยู่ห่างไกลออกไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ราชสำนักก็จะสามารถรับรู้ข่าวสารได้

 

มูลค่าของสิ่งนี้มากมายมหาศาลทีเดียว

 

“ฝ่าบาท หากพวกเราต้องการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายไร้สาย พวกเราจะต้องมีรากฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำคัญมากมายก่อนที่โทรศัพท์จะใช้การได้ขอรับ เป็นเพราะว่าโทรศัพท์จะต้องใช้สถานีฐานส่งข้อมูลไปยังสถานที่ห่างไกล การสร้างสถานีฐานรวมถึงการผลิตโทรศัพท์ ข้าน้อยเกรงว่าจะไม่สามารถทำได้ในช่วงเวลาอันสั้นนี้ขอรับ

 

ถ้าหากว่ามีเหมืองแร่ทองแดงและเหมืองแร่เหล็กภายในเขตแดนของต้าเย่าล่ะก็ บางทีข้าน้อยอาจสามารถผลิตโทรศัพท์แบบมีสายในช่วงชีวิตของข้าก็ได้นะขอรับ แต่นั่นน่าจะหลังจากนี้อีกนานเลยล่ะขอรับ ในปัจจุบัน ระดับเทคโนโลยีในต้าเย่านั้นต่ำเกินไปจริง ๆ ขอรับ” เหยินปาเชียนอธิบายรายละเอียด

 

“ข้าไม่เข้าใจจริง ๆ เจ้าหมายความว่าใช้ไม่ได้ในต้าเย่างั้นรึ ?” จักรพรรดินีถามออกมา ไม่มีร่องรอยความไม่พอใจบนหน้าของนาง แต่นางก็ต้องการค้นหามากกว่านี้อีก

 

“มันเหมือนกับการส่งสัญญาณไฟ จะต้องมีหนึ่งคนที่ยืนอยู่ในสถานที่ที่แตกต่างกันเสมอ เมื่อบุคคลนี้เห็นสัญญาณไฟจากระยะไกล คน ๆ นั้นก็จะต้องจุดสัญญาณไฟเพื่อส่งข้อมูลผ่านไปยังตำแหน่งอื่น สถานีฐานใช้ประโยชน์ในส่วนนี้ แต่ทว่า ข้อมูลที่ส่งไปนั้นมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีกขอรับ

 

จากเครื่องจักรไอน้ำ ไปยังพลังงานไฟฟ้า จากนั้นก็เป็นเครือข่าย ทั้งหมดนี้ถูกพัฒนามาเป็นระยะเวลาหลายร้อยปีเพื่อให้สามารถมาถึงขั้นปัจจุบันได้ขอรับ

 

ถึงแม้ว่าข้าน้อยจะรู้จักเทคโนโลยีข้างใน แต่ต้าเย่าก็ยังขาดเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานเหล่านี้ขอรับ

 

มันก็เหมือนกับเด็กในช่วงวัยทารก ถึงแม้ว่าฝ่าบาทจะประทานมีดให้กับเด็ก แต่เด็กก็ไม่รู้วิธีใช้มัน เมื่อเด็กโตขึ้นเท่านั้น แล้วเด็กก็จะเรียนรู้ที่จะใช้มันเองขอรับ

 

และการพัฒนาเทคโนโลยีก็เหมือนกับการเปรียบเทียบที่ว่ามา ก้าวหน้าไปทีละขั้นและพัฒนาไปทีละขั้นขอรับ”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top