ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 131: โจมตี

 261 Views

“นักเล่าเรื่องเหยินกำลังทำอะไรอยู่รึ ?” จักรพรรดินีถามอย่างแผ่วเบาในพระราชวัง กล่องดนตรีในมือนางกำลังเล่นทำนองที่เรียบง่ายและคมชัด

 

“เค้าไม่ได้ออกมาจากห้องเลยซักครั้งในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเจ้าค่ะ ทุกวันเค้าจะนั่งหลังโต๊ะแล้วศึกษาศิลปะการต่อสู้โดยที่ไม่ทำอะไรอย่างอื่นเลย บางครั้งเค้าจะตะโกนแล้วกระชากผมตัวเองเจ้าค่ะ” หงหลวนตอบอย่างนุ่มนวล

 

“อ้อเหรอ” จักรพรรดินีพยักหน้าแล้วหยิบลูกอมเข้าปาก

 

นางรู้สึกเบื่อหน่ายในช่วงหลายวันมานี้ นางต้องการฟังเรื่องเล่า แต่เหยินปาเชียนก็ยุ่งอยู่กับการฝึกฝนของตัวเอง

 

ข้างหลังนาง หงหลวนขยิบตาให้ชิงยวน นี่เป็นครั้งที่ 5 แล้วที่จักรพรรดินีถามพวกเธอถึงเหยินปาเชียน นางจะถามพวกเธอถึงเขาทุกวัน

 

พระองค์ตกหลุมรักชายคนนั้นเหรอ ?

 

น่าเสียดายนะที่เค้าอ่อนแอไปหน่อยน่ะ

 

และในขณะนี้ เหยินปาเชียนกำลังกระชากผมด้วยความคับแค้นใจ เขาคุ้มคลั่งด้วยความวิตกกังวล เมื่อไม่นานมานี้ เขาก็เสียสมาธิอีกแล้ว

 

วิธีการที่เจ้าอาวาสซู่เวิ่นแนะนำนั้นยากกว่าที่เขาคาดไว้ซะอีก

 

นี่ก็ 7 วันแล้ว 4 วันในโลกนี้กับ 3 วันในดาวโลก ทุกครั้งที่เขาพยายามจดจ่อกับสมาธิ จิตใต้สำนึกของเขาก็จะเต็มไปด้วยความคิดต่าง ๆ นา ๆ คงไม่ต้องบอกว่ามันยากแม้กระทั่งจดจ่อในขณะที่หลับหรือกิน

 

เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อไหร่ที่เขาจะสามารถบรรลุสภาวะว่างเปล่าในจิตใจของตัวเองได้ เป็นไปได้ว่าเขาอาจไม่เคยบรรลุได้ด้วยซ้ำ

 

ณ ตอนนี้ เขารู้สึกหดหู่ใจมากและหยิบปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรขึ้นมา

 

“พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ เมื่อองค์ท่านเข้าฌานลึก จะเห็นความว่างเปล่าของขันธ์ทั้ง 5 และตัดพันธะที่ทำให้องค์ท่านต้องทนทุกข์ทรมาน จากพระสารีบุตร ร่างกายนี้เองคือความว่างเปล่าและความว่างเปล่าเองก็คือร่างกายนี้ ร่างกายนี้ไม่ได้เป็นอย่างอื่นนอกจากความว่างเปล่า และความว่างเปล่าก็ไม่ได้อยู่นอกเหนือจากร่างกายร่างนี้ เช่นเดียวกับความรู้สึก การหยั่งรู้ การพัฒนาจิตใจ และสติสัมปชัญญะ จากพระสารีบุตร ปรากฏการณ์ทั้งหมดเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความว่างเปล่า;

ธรรมชาติที่แท้จริงคือ ธรรมชาติของการไม่เกิดและไม่ตาย การไม่มีชีวิตและไม่ไร้ชีวิต การไม่มีมลทินและไม่บริสุทธิ์ การไม่เพิ่มขึ้นและไม่ลดลง…”

 

เหยินปาเชียนอ่านพระสูตรซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลังจากที่อ่านไปไม่รู้กี่ครั้ง จิตใจของเขาก็สงบลงในที่สุด

 

เหยินปาเชียนวางปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรไว้ด้านข้าง เขาไปยืนอยู่ตรงหน้าต่างแล้วสูดอากาศหายใจเข้าลึก ๆ หลังจากนั้นเขาก็อ้าปากแล้วตะโกนสุดพลังเสียง “อ้าาา !”

 

เสียงตะโกนของเขาทำให้นกจำนวนมากตกใจกลัว

 

พลทหารที่ยืนอยู่ตรงทางเข้าส่ายหน้าให้กับเหยินปาเชียน ทุกวันเหยินปาเชียนจะระเบิดหลายครั้ง พลทหารเคยเห็นเขาเป็นแบบนี้มาแล้ว

 

หลังจากที่ตะโกนสุดพลังเสียง เหยินปาเชียนก็รู้สึกดีขึ้นมาก เขากลับมาที่โต๊ะแล้วเปิดคัมภีร์ [การมโนภาพหยูอี้] จากนั้นเขาก็ยังคงจดจ้องไปที่ทะเลสาบในหน้าแรกของคัมภีร์ต่อไป เขาจดจ่อสมาธิทั้งหมดและไม่กล้าผ่อนคลายเลย

 

เขามีความคืบหน้าในช่วงสองวันที่แล้ว ถึงแม้ว่าความคืบหน้าของเขาจะไม่ได้มากมายนัก แต่เขาก็พบว่ามันง่ายที่จะจดจ่อสมาธิกับ [การมโนภาพหยูอี้] มากขึ้นในตอนนี้ สิ่งนี้ทำให้เขามีความหวังขึ้นมา

 

 

 

“เหยินปาเชียนเป็นอย่างไรบ้าง ?” จักรพรรดินีรู้สึกเบื่ออยู่ในสวน นางยื่นมือออกมาแล้วก็มีนกบินมาที่ฝ่ามือของนาง หากมองเข้าไปใกล้ ๆ ก็จะรู้ว่านกนั้นกระพือปีกและพยายามที่จะหนีจากฝ่ามือของจักรพรรดินีอย่างสุดความสามารถ แม้ว่าจะใช้ความพยายามทั้งหมด มันก็ยังคงอยู่ในฝ่ามือของจักรพรรดินีอยู่ดี

 

“หม่อมชั้นได้ยินมาว่าเค้าไม่ได้ตะโกนมากเหมือนก่อนหน้านี้เจ้าค่ะ บางครั้งเค้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาหารของตัวเองถูกส่งไปให้เมื่อไหร่ แล้วหม่อมชั้นก็ได้ยินมาด้วยว่าเค้าอยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่มากในตอนนี้ เค้าอ่อนแอมากเลยเจ้าค่ะ”

 

จักรพรรดินีเอานกมาที่หน้าแล้วจ้องมองตาดวงเล็กของมัน ดวงตาของนกเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความตื่นตกใจ นางค่อย ๆ ชูมือขึ้นแล้วปล่อยให้นกเป็นอิสระ

 

“เค้ากินอาหารมั้ย ?”

 

“ทุกครั้งอาหารจะวางอยู่ตรงหน้าเค้าเจ้าค่ะ บางครั้งเค้าก็รับประทานจนหมด บางครั้งก็จะมีเหลือ แต่ทว่าสำหรับสองมื้อสุดท้าย เค้าไม่ได้กินเลยเจ้าค่ะ” หงหลวนตอบกลับ

 

จักรพรรดินีพยักหน้า นางดูกวนใจเล็กน้อย ดูเหมือนนางกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่

 

 

 

มองไปที่กำแพงเมืองที่ปรากฏบนขอบฟ้าอันไกลโพ้น รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเจ้าชายที่เจ็ด ในที่สุดเขาก็กลับมาแล้ว

 

ในช่วง 15 วันที่ผ่านมา เขาอยู่บนเส้นทาง และด้วยเหตุนี้ เขาจึงรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างถึงที่สุด ไม่ว่ารถม้าของเขาจะหรูหราเพียงใดก็ตาม มันก็ยังคงเทียบไม่ได้กับคฤหาสน์ของเขาอยู่ดี

 

แม้จะคิดว่านี่เป็นเพียงอำเภอใกล้ชายแดนของมหาจักรพรรดิเซี่ย แต่ก็ยังคงมีน้ำร้อน เหล้าชั้นดี และอาหารเอร็ดอร่อย โดยรวมแล้วมันก็ยังดีกว่าถิ่นทุรกันดาร

 

อย่างไรก็ตาม เขารู้สึกไม่สบายใจในช่วงสองวันที่ผ่านมา เขามีลางสังหรณ์ว่ามีบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น

 

เมื่อรถม้าของเจ้าชายที่เจ็ดมาถึงทางเข้าเมืองอำเภอ นายอำเภอ นายทะเบียน และข้าราชการคนอื่นในอำเภอต่างออกมาให้การต้อนรับเจ้าชายที่เจ็ด “ยินดีต้อนรับฝ่าบาท”

 

“เจ้าชื่ออะไร ?” เจ้าชายที่เจ็ดยิ้มแล้วถามออกมา

 

“ข้าน้อยเป็นนายอำเภอ ชื่อหลี่จึเซิงขอรับ ท่านนี้คือนายทะเบียน ท่านนี้คือนายทหารประจำอำเภอ… ”

 

“เอาล่ะ ข้าได้จดจำชื่อของพวกเจ้าไว้แล้ว ข้าแค่ผ่านมาเมืองนี้ จัดเตรียมสถานที่ให้ข้าพักผ่อนในคืนนี้ แล้วข้าจะออกเดินทางในเช้าวันพรุ่งนี้” เจ้าชายที่เจ็ดเปิดผ้าม่านของรถม้าออกแล้วพูดออกมา

 

“ขอรับฝ่าบาท พวกเราได้จัดเตรียมสถานที่ให้ฝ่าบาทได้พักผ่อนแล้วขอรับ” นายอำเภอกับนายทะเบียนตอบกลับทันที

 

“ดีเลย” เจ้าชายที่เจ็ดพยักหน้าแล้วปิดม่าน

 

นายอำเภอ นายทะเบียน และลูกน้องของพวกเขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก สถานะของเจ้าชายที่เจ็ดนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่พวกเขาจะประจบสอพลอเขาได้ ตราบใดที่ไม่มีอะไรผิดพลาด พวกเขาก็จะรู้สึกขอบคุณสรวงสวรรค์

 

ส่วนการที่เจ้าชายที่เจ็ดบอกว่าเขาได้จดจำชื่อของพวกเขาไว้แล้วนั้น มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่เชื่อในคำพูดตามธรรมเนียมแบบนั้น

 

 

 

หงเป่าและลูกน้องของเขากำลังรอคอยพวกเขาอยู่บนภูเขาอันไกลโพ้น พวกเขาทุกคนนำเนื้อแดดเดียวมาด้วย ในขณะที่พวกเขากำลังรอคอย พวกเขาก็กินเนื้อแดดเดียวและล้างมันด้วยไวน์ข้าวที่ไม่มีการกรอง มันนับว่าเป็นรูปแบบของความบันเทิงในถิ่นทุรกันดาร

 

เมื่อถึงตอนกลางคืน ชายร่างยักษ์กลับมารายงานกับหงเป่าแล้วพูดออกมา “ใต้เท้า พวกนั้นได้เข้าไปในอำเภอผิงกู่แล้วขอรับ”

 

“เอาล่ะ จากอำเภอผิงกู่ไปถึงเมืองหลวงของมหาจักรพรรดิเซี่ย พวกนั้นจะต้องผ่านหุบเขามังกรร้าวนี้ไป พวกเราจะรอพวกนั้นอยู่ที่นั่น” หงเป่าพูดออกมาด้วยเสียงอันดัง “พวกเราพักผ่อนกันเพียงพอแล้ว ไปกันเถอะขอรับ”

 

หงเป่าพาคนมาเพียง 15 คนเท่านั้น รวมตัวเขาด้วยก็จะมีทั้งหมด 16 คน เมื่อเดินทางข้ามผ่านป่าไป พวกเขาก็วิ่งเร็วราวกับเหาะ ในขณะที่ยังมืดอยู่ พวกเขาก็ข้ามผ่านที่ราบอย่างรวดเร็ว เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเขาเข้าไปในป่าเพื่อซ่อนตัวอีกครั้ง เมื่อถึงตอนกลางคืน พวกเขาก็ได้มาถึงหุบเขามังกรร้าวซึ่งอยู่ห่างจากอำเภอผิงกู่ 150 กิโลเมตร

 

หุบเขามังกรร้าว เป็นหุบเขาที่มีภูเขารูปหัวมังกรอยู่ด้านหนึ่ง ในอีกด้านหนึ่งมีภูเขาคดเคี้ยวที่มีรูปร่างเหมือนลำตัวมังกร

 

กล่าวกันว่าในสมัยโบราณ มีมังกรตัวจริงอยู่ที่นี่และมีดาบขนาดมหึมาลงมาจากท้องฟ้าในเวลาเดียวกัน ในที่สุดดาบก็ได้ตัดหัวมังกร จึงกลายเป็นหุบเขามังกรร้าว

 

เมื่อหงเป่าและกำลังพลของเขาไปถึงหุบเขามังกรร้าวแล้ว เขาก็ส่งคนไปเฝ้าดูรถม้าของเจ้าชายที่เจ็ด จากนั้นทุกคนจึงพักผ่อนในป่า

 

อีกสองวันได้ผ่านพ้นไป ในตอนเช้า มีใครบางคนมารายงานกับหงเป่า “รถม้าคันนั้นมาถึงที่นี่แล้ว”

 

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ขบวนปรากฏขึ้นบนขอบฟ้า ที่ด้านหน้าและด้านหลังของขบวนรถมีทหารม้า 50 นาย ความแข็งแกร่งของพวกเขาทุกคนอยู่ในระดับกงจักรมนุษย์ เจ้าชายที่เจ็ดได้ใช้ความพยายามและเวลามากมายในการจ้างและฝึกฝนทหารม้าเหล่านี้

 

กลางขบวน มีรถม้าอยู่ 5 คัน คันที่ดูหรูหราที่สุดคือรถม้าของเจ้าชายที่เจ็ดและซิ่วอู่ ข้างหลังพวกเขามีรถม้าที่ขนสุดยอดผู้อุทิศตน 2 คน ความแข็งแกร่งของทั้งคู่อยู่ในระดับตัวอ่อนดิน รถม้าอีก 3 คันที่เหลือบรรทุกเสบียงที่จำเป็นสำหรับการเดินทางไกล

 

หงเป่าได้รับข้อมูลนี้แล้วก่อนที่เขาจะเริ่มภารกิจนี้ มีทหารม้าเพียง 100 นายที่อยู่ในระดับกงจักรมนุษย์ และสุดยอด 2 คนก็บรรลุถึงจุดสูงสุดของระดับตัวอ่อนดิน รอยยิ้มปรากฎขึ้นบนหน้าของหงเป่า หลังจากที่รอคอยมานาน ในที่สุดเขาก็สามารถลงมือได้

 

“เอาไงดีขอรับใต้เท้า ?” ใครบางคนถามหงเป่า

 

“ฆ่าพวกมันทุกคน อย่าให้ใครรอดชีวิตไปได้ จงจำไว้ว่าข้าต้องการหัวเจ้าชายที่เจ็ด อย่าบดขยี้มันล่ะ” หงเป่าเตือนกำลังพลของเขา

 

“ทราบ” ทุกคนพยักหน้า

 

เมื่อขบวนของเจ้าชายที่เจ็ดมาถึงหุบเขามังกรร้าว พวกเขาก็ลดความเร็วและหยุดลง ทหารม้า 4 นายหวดแส้ใส่ม้าแล้วเดินหน้าต่อไปก่อน

 

แม้จะเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะกล้าซุ่มโจมตีขบวนของพวกเขาในมหาจักรพรรดิเซี่ย แต่สำหรับพวกเขา กันไว้ก็ยังดีกว่าแก้

 

เมื่อขบวนเริ่มรุดหน้าอีกครั้ง หงเป่าจึงโบกมือและกำลังพลของเขาก็หยิบคันธนูจากหลังทันที

 

“โจมตี !”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top