ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 129: หากความงามมีสีสัน

 275 Views

ในตอนเช้าตรู่ ที่ตีนเขาไป่หยวนนั้นเหมือนกับย่านใจกลางเมือง มันยากที่จะจินตนาการว่าจะมีผู้คนมากมายอยู่ในชนบท โดยเฉพาะเมื่อเป็นตอนเช้าฤดูหนาว น่าแปลกใจที่ตลาดเช้าก็มีกับเขาด้วย

 

ถนนทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยแผงขายอาหารที่ขายปาท่องโก๋ เกี๊ยว พายเนื้อ เค้กไข่ เป็นต้น แผงขายอาหารเกือบทั้งหมดถูกบรรจุอย่างเต็มที่

 

ตลอดทาง เหยินปาเชียนยังเห็นแผงขายของมากมายที่ขายประคําสวดมนต์ สร้อยเทพเจ้าแห่งความเมตตา (สร้อยเจ้าแม่กวนอิม) สร้อยพระพุทธรูป และตำราทางพุทธศาสนา ทุกสิ่งที่นี่ล้วนดูเหมือนจะมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาทั้งสิ้น

 

เหยินปาเชียนกำลังคาบซาลาเปาไส้หมูไว้ที่ปากพร้อมกับถือกล่องนมถั่วเหลืองไว้ในมือ ดวงตาเขาแดงก่ำ เขารีบมาที่นี่ในคืนเดียว เขารู้สึกว่าเขาทำดีที่สุดแล้ว

 

แทนที่จะเดินขึ้นเขาทันที เขากลับเดินไปรอบตลาดเช้าที่ตีนเขา เขาจะหยุดตรงร้านที่สนใจและอยู่ตรงนั้นสักพัก

 

ทุกสิ่งทุกอย่างในพระราชวังของต้าเย่าล้วนดีไปหมด เว้นเสียแต่ว่ามันหดหู่และเยือกเย็น หลังจากที่อยู่ในพระราชวังของต้าเย่ามาหลายวัน เขาก็เริ่มคิดถึงสถานที่ที่แออัดและมีชีวิตชีวาขึ้นมา

 

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อน พวกเขามักจะต้องการในสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่ในขณะนั้น

 

หลังจากที่อ้อยอิ่งอยู่ตีนเขาพักหนึ่ง เหยินปาเชียนก็ปีนตามพุทธศาสนิกชนขึ้นไปบนภูเขา เมื่อเขามาถึงประตูวัด เขาก็หยุดพักตรงนั้นไม่นาน

 

จากนั้นเขาก็เข้าวัดไปและได้เห็นบ่อน้ำรูปตัว “L” ที่มีสะพานโค้ง หลังจากที่ข้ามสะพาน เขาก็มาที่อาคารหลังใหญ่มหึมา

 

“กราบนมัสการครับ ผมมาที่นี่เพื่อมาหาท่านเจ้าอาวาสซู่เวิ่นครับ ท่านเจ้าอาวาสหยวนจี้จากวัดแห่งความสิ้นหวังบอกให้ผมมาที่นี่ครับ” เหยินปาเชียนพูดกับพระหนุ่มไม่นานหลังจากที่เข้ามาในวัด

 

“รอตรงนี้ซักครู่นะโยม อาตมาจะไปบอกท่านเจ้าอาวาสให้เดี๋ยวนี้” พระหนุ่มตอบกลับ

 

หลังจากนั้นไม่นาน เหยินปาเชียนก็ถูกพาไปที่ห้องรับแขกด้านหลังวัด หลังจากที่นั่งอยู่ตรงนั้นได้สักพัก เขาก็เห็นพระหนุ่มเดินเข้ามา

 

พระหนุ่มอายุประมาณ 30 พรรษา ดวงตาของเขาสดใสเป็นพิเศษ คล้ายกับทะเลสาบที่ใสจนมองเห็นก้นบึ้ง ดวงตาของเขาสามารถดึงความสนใจจากรูปร่างหน้าตาของเขาได้

 

ดวงตามักถูกเรียกว่าหน้าต่างสู่จิตวิญญาณคน เป็นไปได้หรือไม่ที่ชายผู้นี้มีจิตใจที่เรียกได้ว่าสะอาดบริสุทธิ์ ? เหยินปาเชียนคิดกับตัวเอง จากนั้นเขาก็ยืนขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วกล่าวทักทายพระ “กราบนมัสการท่านเจ้าอาวาสครับ”

 

เมื่อเหยินปาเชียนลดสายตาลงมา เขาก็สังเกตเห็นบางสิ่ง นั่นคือพระสงฆ์เท้าเปล่า ใคร ๆ ก็ต้องรู้ว่านี่เป็นฤดูหนาวแล้ว การที่สามารถเดินไปได้ทุกที่โดยไม่สวมรองเท้าถือเป็นความสามารถที่น่าเหลือเชื่อทีเดียว เหยินปาเชียนจึงรู้สึกเคารพในตัวเขาอย่างสูงที่สุดขึ้นมาทันที

 

“เจริญพรโยม อาตมาได้ยินมาว่าโยมถูกเจ้าอาวาสหยวนจี้บอกให้มาที่นี่ อาตมาขอทราบได้มั้ยว่าทำไมโยมถึงตามหาอาตมา ?” ซู่เวิ่นถามด้วยรอยยิ้มที่จริงใจบนหน้า เสียงของเขาทั้งใสและคมชัด ซู่เวิ่นทำให้เหยินปาเชียนรู้สึกถึงความสะอาดตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ว่าจะเป็นสายตาหรือน้ำเสียง ถึงแม้ว่าเท้าของเขาจะถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่น เหยินปาเชียนก็ยังรู้สึกเช่นนั้นอยู่ดี

 

“ผมต้องทำอะไรบางอย่างครับท่าน ที่จริงแล้วผมจะต้องมโนรูปภาพในสภาพที่ว่างเปล่า และทำให้ใจของผมอยู่ในสภาพที่ว่างและบริสุทธิ์โดยไม่มีความคิดเข้ามากวนใจ ผมจะทำยังไงได้บ้างครับ ? ผมจะต้องทำให้สำเร็จในเวลาหนึ่งเดือนครับ” เหยินปาเชียนถามด้วยความเคารพ ในตอนแรก เขาไม่ต้องการที่จะลงรายละเอียดลึกขนาดนั้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการเดินทางสองครั้งก่อนหน้านี้ไร้ประโยชน์และชายผู้นี้ก็ดูเหนือธรรมดา เขาจึงตัดสินใจพูดความจริงออกไป

 

หลังจากที่คิดถึงสิ่งนั้นแล้ว ซู่เวิ่นก็ตอบกลับ “โยมจะต้องมองดูรูปทุกวัน ทุกคืน ทุกวินาที ถึงโยมจะกินข้าวอยู่ โยมก็ต้องมองดูรูป พอโยมนอนหลับ โยมก็ต้องคิดถึงรูปนั้น อย่าปล่อยให้คลาดสายตาไปแม้แต่วินาทีเดียว โยมจะทำสำเร็จก็ต่อเมื่อรูปนั้นได้ครอบครองจิตใจของโยมอย่างสมบูรณ์แล้ว”

 

“ง่ายขนาดนั้นเลยหรอครับ ?” เหยินปาเชียนถามด้วยความประหลาดใจ

 

“มันก็แค่ดูเหมือนง่ายล่ะนะ” ซู่เวิ่นหัวเราะเบา ๆ

 

เหยินปาเชียนคิดอย่างรอบคอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขารู้สึกว่าวิธีนี้พูดง่ายกว่าทำจริง ๆ วิธีนี้เขาจะต้องมองรูปภาพทั้งวันทั้งคืนโดยไม่มีสิ่งกวนใจเลย นอกจากนี้ เขายังไม่รู้ด้วยว่ากระบวนการนี้จะใช้เวลานานเท่าไหร่ จิตใจของเขาจะต้องคิดถึงรูปภาพนี้โดยไม่มีอะไรอื่นอีก วิธีการนี้ง่ายต่อการเข้าใจ แต่ยากที่จะนำไปฝึกปฏิบัติ

 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าวิธีนี้จะทำได้ยากก็ตาม แต่มันก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้จิตใจของเขาปราศจากความคิดกวนใจ มันช่วยประหยัดเวลาได้มากกว่าวิธีสงบสติอารมณ์

 

“กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับท่านเจ้าอาวาส ผมขอทราบได้มั้ยครับว่าพอจะมีวิธีอื่นอีกมั้ย ?” เหยินปาเชียนถามอีกครั้ง

 

“มีแพ้บ้าง มีชนะบ้าง ถ้าหากโยมไม่เต็มใจให้ โยมจะได้รับได้อย่างไร ?” ซู่เวิ่นพูดแล้วหัวเราะ

 

เหยินปาเชียนยืนขึ้นแล้วกล่าวขอบคุณซู่เวิ่น “กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับท่านเจ้าอาวาส”

 

ไม่ว่าอะไรก็ตาม มันเป็นไอเดียที่ดีทีเดียว

 

“รอประเดี๋ยวนะโยม” ซู่เวิ่นยิ้มให้เหยินปาเชียนแล้วออกจากห้องโถง

 

เหยินปาเชียนไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขารออยู่ในห้องโถง

 

หลังจากนั้นสักพัก ซู่เวิ่นก็กลับมาพร้อมกับหนังสือเล่มเล็กในมือ จากนั้นเขาก็ส่งต่อให้เหยินปาเชียนแล้วพูดออกมา “โยมสามารถอ่านได้เมื่อโยมว่าง มันจะช่วยให้โยมสงบสติอารมณ์ของตัวเองได้”

 

“กราบขอบพระคุณครับท่านเจ้าอาวาส” เหยินปาเชียนกำมือแล้วพูดออกมา เขาคุ้นเคยกับการกำมือขอบคุณผู้คนเป็นอย่างมาก เขาทำไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

 

“ไม่มีปัญหา แต่อาตมายังอยากจะบอกอะไรโยม ในโลกใบนี้น่ะ มีชนะบ้าง มีแพ้บ้าง ถ้าหากโยมต้องการให้คนปฏิบัติต่อโยมด้วยความจริงใจ โยมก็ต้องปฏิบัติต่อพวกเค้าด้วยความจริงใจเสียก่อน ลิ้นลมไม่ได้ทำให้โยมประสบความสำเร็จในชีวิตหรอกนะ”

 

หลังจากที่ได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ ร่างกายของเหยินปาเชียนก็แข็งทื่อ เขารู้สึกได้ว่าหัวใจเต้นเร็วขึ้น หลังจากนั้นสักพัก เขาก็ตอบกลับ “กราบขอบพระคุณที่เตือนความจำครับ แต่ผมสงสัยว่าทำไมท่านถึงพูดอย่างนั้นล่ะครับ ?”

 

“จู่ ๆ อาตมาก็นึกถึงเพื่อนเก่าขึ้นมาน่ะสิ โปรดอย่าทำผิดกับคำพูดของอาตมาล่ะโยม” ซู่เวิ่นยิ้มแล้วพูดออกมา “ขอตัวก่อนนะโยม”

 

หลังจากที่เหยินปาเชียนออกมาจากวัด เขายังคงรู้สึกเย็นเสียวซ่าอยู่ที่หลัง

 

พระองค์นี้รู้อะไรกันแน่ ? เป็นไปได้ยังไงที่ท่านจะหลุดพูดอย่างนั้นออกมาน่ะ ?

 

หลังจากที่คิดอยู่นาน เหยินปาเชียนก็ยังไม่สามารถหาเหตุผลได้อยู่ดี เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะรู้เกี่ยวกับความลับของเขา

 

ท้ายที่สุดเขาก็เกิดการคาดเดาขึ้นมา

 

เป็นไปได้มั้ยว่าพระองค์นี้รู้เรื่องการทำนายดวงชะตา และท่านได้เล็งเห็นบางสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตรักของคน ๆ นั้นน่ะ ?

 

หลังจากที่คิดเกี่ยวกับมัน เหยินปาเชียนก็รู้สึกว่าการคาดเดานี้เป็นไปได้สูง อย่างไรก็ตาม การทำนายดวงชะตานั้นมีมานานแล้ว ถ้าหากว่าซู่เวิ่นรู้เรื่องการทำนายดวงชะตาจริง ๆ ล่ะก็ เหยินปาเชียนจะไม่แปลกใจเลย

 

เมื่อเหยินปาเชียนคิดถึงเรื่องนี้ เขาก็ถอนหายใจโล่งอก

 

หลังจากเหตุการณ์นี้ เขารู้สึกว่าเจ้าอาวาสซู่เวิ่นค่อนข้างลึกลับ ดังนั้นเขาจึงรู้สึกว่าวิธีการของเขาน่าจะใช้ได้

 

คนอย่างเค้าจะไม่หลอกเราใช่มั้ย ?

 

เหยินปาเชียนมองไปที่หนังสือในมือ ชื่อของหนังสือเล่มนี้คือ ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร [ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร คือพระสูตรที่สำคัญและเป็นที่นิยมยิ่งในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ชื่อ “ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร” มีความหมายตามตัวอักษรภาษาสันสกฤตว่า “พระสูตรอันเป็นหัวใจแห่งปฏิปทาอันยวดยิ่งแห่งความรู้แจ้ง” พระสูตรนี้มักได้รับการยอมรับว่าเป็นพระสูตรที่มีผู้รู้จักและนิยมที่สุดมากกว่าพระสูตรใดของพุทธศาสนา]

 

หลังจากที่พลิกหน้า เหยินปาเชียนก็รับรู้ว่ามันมีเพียงสามหน้าเท่านั้น หน้าแรกมีพระสูตร ส่วนหน้าที่ 2 กับหน้าที่ 3 มีคำอธิบายเกี่ยวกับพระสูตร

 

ในตอนที่เหยินปาเชียนกลับถึงบ้าน ก็ถึงเวลาเที่ยงคืนแล้ว ทันทีที่ศีรษะของเขากระแทกหมอน เขาก็หลับไป

 

 

 

อีกวันได้ผ่านพ้นไป เหยินปาเชียนนำเอาขนมและเหล้าติดตัวกลับไปยังโลกนั้น เหล้าที่เขานำมาในครั้งนี้คือ จู๋เย่ชิง เหล้านี้ซื้อมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่ามันเป็นของแท้หรือไม่ ตั้งแต่เขายังเด็ก เขาอ่านเรื่องเกี่ยวกับเหล้านี้ในนิยายกำลังภายในอยู่หลายครั้ง การได้เห็นเหล้านี้ทำให้เขารำลึกถึงความหลัง

[จู๋เย่ชิง (竹叶青: Zhúyèqīng) หรือที่เรียกกันว่าเหล้าใบไผ่เขียว คือไวน์จีนโบราณที่มีชื่อเสียงที่ดื่มให้เมาเพื่อสุขภาพที่ดี]

 

ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจซื้อมาให้จักรพรรดินีได้ลิ้มรส

 

อันที่จริงแล้ว จักรพรรดินีไม่จำเป็นต้องไปร่วมการประชุมราชสำนักทุกวัน นางจะทำเช่นนั้นทุก ๆ 3 วัน ยังไงซะก็มีเรื่องที่จะให้นางจัดการไม่มากเท่าไรนัก เรื่องส่วนมากจะถูกผู้อาวุโสหรือแผนกที่หกจัดการ เฉพาะเรื่องสำคัญที่ถูกกล่าวถึงระหว่างการประชุมราชสำนักเท่านั้น

 

เหยินปาเชียนได้เห็นจักรพรรดินีที่สวนที่เขาได้พบนางครั้งล่าสุด นางนั่งอยู่ตรงนั้นในชุดสีแดง ผมของนางพาดผ่านไหล่ไปถึงหลัง นางกำลังเพลิดเพลินไปกับกล่องดนตรี เมื่อเห็นเหยินปาเชียน นางก็ส่งมันไปให้สาวรับใช้ที่อยู่ด้านข้าง

 

“เจ้ามาในเวลาที่เหมาะ เล่าเรื่องให้ข้าฟังซิ เล่าต่อจากที่เจ้าเล่าครั้งล่าสุด” จักรพรรดินีพูดออกมาโดยผิวเผิน

 

เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ เหยินปาเชียนก็เก็บเรื่องอื่นไว้แล้วเล่าเรื่องห้องสินต่อ

 

มันค่อนข้างจะนานมาแล้วตั้งแต่ที่เขาเล่าเรื่องครั้งล่าสุด ครั้งล่าสุดที่เขาเล่าเรื่องนี้ก็ประมาณเดือนที่แล้ว เขาใช้เวลาพอสมควรในการนึกถึงจุดที่ได้หยุดไว้

 

ในขณะที่ดำเนินเรื่อง เทพเจ้าผู้ทรงพลังอย่างเช่น นาจา หลุยจินจู่ เอียวเจี้ยน เป็นต้น ต่างเริ่มปรากฏตัว เรื่องจึงมีความน่าสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

ในที่สุดเหยินปาเชียนก็หยุดเรื่องในช่วงบ่าย แล้วเขาก็ต้องไปกับจักรพรรดินีเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน

 

เหยินปาเชียนไม่รู้ว่าเป็นเพราะแสงแดดหรือเปล่าที่ทำให้จักรพรรดินีดูน่ารักผิดปกติในวันนี้ เขาอดชำเลืองมองนางไม่ได้เลย

 

“วันนี้เจ้าเริ่มเหิมเกริมใหญ่แล้วนะ” จักรพรรดินีพูดออกมาพร้อมกับมองหน้าเหยินปาเชียน

 

อันที่จริงแล้ว เหยินปาเชียนเริ่มเหิมเกริมมาสักพักแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ในอดีตเขารู้สึกเสมอว่าจักรพรรดินีนั้นเป็นคนที่เจ้าอารมณ์ นางสามารถคร่าชีวิตเขาได้อย่างง่ายดายด้วยมือข้างเดียว ดังนั้นเขาจึงระมัดระวังนางอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาได้รู้ว่าจักรพรรดินีก็เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไปในบางแง่มุม และบางครั้งก็เหมือนหญิงสาวด้วย เขาจึงรู้สึกเกรงกลัวนางน้อยลง อย่างน้อยที่สุด ในตอนนี้เขาก็ไม่ได้ระมัดระวังเหมือนแต่ก่อน

 

“ข้าน้อยรู้สึกว่า หากความงามมีสีสัน มันก็จะมีสีแดงอย่างที่ข้าน้อยได้เห็นในตอนนี้ขอรับ”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top