ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 128: แสวงหาวิธีการ

 263 Views

จักรพรรดินีกำลังนั่งอยู่ชั้นบนสุดของห้องโถงใหญ่ หลังจากช่วงเวลาสั้น ๆ หงอู่ก็เดินเข้ามาด้วยการก้าวยาว ๆ

 

“กราบถวายบังคมฝ่าบาท”

 

“ไปเตรียมที่นั่งอันทรงเกียรติให้แม่ทัพใหญ่ผู้ช่วยแคว้นสิ” จักรพรรดินีเปล่งเสียงออกมาแล้วเก้าอี้ก็ถูกวางไว้ด้านหลังหงอู่ในทันที

 

“แม่ทัพใหญ่จะออกเดินทางไปเมื่อใดรึ ?” จักรพรรดินีถามออกมา ในทุก ๆ ปี หงอู่จะมาเข้าเฝ้าในเวลานี้ และกลับไปทางเหนือหลังงานฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาขององค์จักรพรรดินี มันกลายเป็นกิจวัตรเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เอง

 

“ครั้งนี้ข้าได้กลับมาเห็นองค์จักรพรรดินีปลอดภัยดี ข้ารับใช้ผู้ต่ำต้อยผู้นี้ก็โล่งใจเป็นปลิดทิ้ง ข้าจะออกเดินทางพรุ่งนี้ขอรับ” หงอู่ตอบกลับ

 

“ข้าซาบซึ้งในการทำงานหนักของแม่ทัพใหญ่ที่คอยคุ้มกันชายแดนปีแล้วปีเล่า น่าเสียดายที่ข้ายังไม่พบใครที่จะมาทำหน้าที่แทนเจ้าเลยในขณะนี้”

 

“เป็นพระมหากรุณายิ่งในความกังวลของฝ่าบาท ข้าน่ะคุ้นเคยกับมันแล้วขอรับ นอกจากนี้ยังมีสถานที่ที่ดีที่ชายแดน อย่างน้อยข้าก็ได้เห็นหิมะในช่วงฤดูหนาวเป็นบางคราวขอรับ” หงอู่หัวเราะ

 

“ทิวทัศน์นั้นช่างสวยงามซะจริง”

 

“ข้าเองก็อยากดูด้วยเหมือนกัน” จักรพรรดินีพูดจบประโยคแล้วพูดเสริม “เมื่อแม่ทัพใหญ่พิชิตมหาจักรวรรดิเซี่ยได้แล้ว ข้าก็จะไปยังมหาจักรวรรดิเซี่ยเพื่อไปดูหิมะ”

 

หงอู่ได้ยินแล้วหัวเราะลั่นออกมา

 

เมื่อมหาจักรวรรดิเซี่ยพร้อมสำหรับการไปเยือน หลังจากที่กองทัพของพวกเขาถูกตีแตกถอยกลับมา เขาจะเข้ายึดเมืองแล้วให้จักรพรรดินีได้ชื่นชมหิมะ

 

“ข้าจะสั่งการให้รับสมัครพลทหารหลังจากที่เจ้าออกไป แล้วข้าก็จะคิดหาวิธีการจัดหาอาวุธให้เจ้าด้วย จงมั่นใจซะเถิด แม่ทัพใหญ่ผู้ช่วยแคว้น” จักรพรรดินีเน้นย้ำ

 

“ถ้าอย่างนั้น ข้ารับใช้ผู้ต่ำต้อยผู้นี้ก็รู้สึกมั่นใจขอรับ” หงอู่รู้สถานการณ์ในต้าเย่าดีมาก มันเป็นปัญหาที่ยุ่งยากมาก แต่เขาก็ยังคงหวังว่าจะได้รับอาวุธอย่างเพียงพอ ถึงแม้จะมีจำนวนเพียงหนึ่งหมื่น แต่ความมั่นใจของเขาก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมากทีเดียว

 

“แม่ทัพใหญ่ผู้ช่วยแคว้น รู้มั้ยว่าหลู่ชีอยู่ที่ไหน ?”

 

“หลู่ผิงไห่น่ะรึ ? เท่าที่ข้ารู้ เค้าก็ตระเวนไปเรื่อยน่ะขอรับ แต่เค้าจะไปที่หมู่บ้านชาวประมงทุก ๆ เดือนพฤศจิกายนในพื้นที่ทะเลตะวันซักออกสองสามวัน เพื่อแสดงความเคารพต่อมิตรสหายน่ะขอรับ” หงอู่ตอบกลับ

 

“ส่งคนไปรอเค้าแล้วบอกว่าข้าต้องการยาวิญญาณหยวน เค้าสามารถตีราคาได้” จักรพรรดินีพูดออกมา

 

หงอู่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ยาวิญญาณหยวนเป็นยาที่ดีที่สุดในโลกเพื่อการเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกายคน มีไว้เฉพาะผู้ที่สุขภาพร่างกายอ่อนแอ เพื่อให้พวกเขาสามารถฝึกฝนได้ นอกจากนี้มันสามารถเปลี่ยนร่างกายคนได้ภายในสองปี และเร่งกระบวนการฝึกฝนด้วย แค่อิงจากสิ่งนี้เพียงอย่างเดียว มันก็เป็นสมบัติที่มีค่าของโลกนี้แล้ว

 

พระองค์ทรงปรารถนาสิ่งนี้เพื่อเจ้าหนุ่มนั่นล่ะสิท่า ?

 

“จากสิ่งที่ข้ารับใช้ผู้ต่ำต้อยผู้นี้รู้ เค้าอาจจะมียาไม่ถึง 2 เม็ด เมื่อสองปีก่อน ข้าขอยา 1 เม็ดจากเค้าและถูกปฏิเสธมา พวกเราสองคนลงเอยด้วยการต่อสู้ และพวกเราทั้งคู่ก็ได้รับบาดเจ็บ มันไม่ง่ายเลยที่จะขอร้องเค้าน่ะขอรับ” หงอู่หัวเราะอย่างขมขื่น เขาไม่คิดว่าจักรพรรดินีจะแสวงหาสิ่งนี้เพื่อเจ้าหนุ่มนั่นโดยเฉพาะ

 

“บอกเค้าไปว่าถ้าปฏิเสธที่จะให้ ข้าจะฆ่าเค้าแล้วมันก็จะเป็นของข้า” จักรพรรดินีพูดอย่างเย็นชา

 

หงอู่ยังคงยิ้มให้ หลู่ผิงไห่นั้นอยู่อันดับที่แปดของโลก ซึ่งอยู่หลังจักรพรรดินีเพียงแค่หนึ่งอันดับเท่านั้น แค่พูดว่าต้องการฆ่าเขา จะหมายความว่าเขาโดนฆ่าได้ยังไงกันล่ะ ? ถึงแม้ว่าจักรพรรดินีจะสามารถเอาชนะเขาได้ แต่การพยายามหยุดเขาไม่ใช่เรื่องง่าย และถ้าไปถึงขั้นนั้น เขาอาจหนีไปและไม่มีใครขัดขวางเขาได้

 

นอกจากนี้ ถิ่นฐานบ้านเกิดของหลู่ผิงไห่ก็อยู่ในแคว้นหยูน จะเป็นไปไม่ได้หรือที่จักรพรรดินีต้องการที่จะไปเยือนแคว้นหยูนเป็นการส่วนตัว ?

 

อีกสักครู่ต่อมา หงอู่ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วกลับไปยังคฤหาสน์ของตน

 

“ท่านปู่ รอยย่นบนหน้าผากแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าท่านแก่แล้วนะ” หงเสี้ยนกระโดดไปด้านหน้าของหงอู่สองสามก้าว แล้วใช้ฝ่ามือเพื่อลดรอยย่นบนหน้าผากของเขา

 

“หงเสี้ยน เหยินปาเชียนคนแบบไหนกันแน่ ?” หงอู่ถามออกมา

 

เมื่อพูดถึงเหยินปาเชียน สีหน้าของหงเสี้ยนก็มืดมนลงเล็กน้อยในทันที เธอกลับถึงบ้านในวันนั้นและไม่ถูกลงโทษ แต่หลิ่วลั่วเหยาถูกเฆี่ยน 10 ครั้ง ถูกพ่อของเธอด่า และยังคงถูกกักบริเวณในบ้าน

 

ไอ้หมอนั่นถูกพระองค์เลือกให้เป็นพระสวามีได้ยังไงกัน ? องค์จักรพรรดินีเห็นอะไรในตัวเค้า ? หงเสี้ยนคิดอยู่หลายครั้งโดยที่ไม่เข้าใจว่าทำไมกัน เมื่อพิจารณาถึงเหยินปาเชียน เธอก็ไม่เห็นคุณสมบัติโดดเด่นในตัวเขาเลย

 

อย่างไรก็ตาม เธอไม่กล้าพูดเกินจริงต่อหน้าคุณปู่ที่เคารพนับถือ เธอเพียงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น

 

“อ๋อ เข้าใจแล้วล่ะ” หงอู่พยักหน้าครุ่นคิด จากสิ่งที่หลานสาวของเขาพูด และสิ่งที่เขาเห็นในวันนั้น ชายผู้นี้เป็นตัวร้าย การมีคนแบบนี้อยู่ข้างจักรพรรดินีไม่ใช่เรื่องที่ดี

 

แต่ทว่า ในตอนนี้เฝ้าดูและสังเกตเขาไว้จะดีกว่า ยังไงซะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติการของมหาจักรวรรดิเซี่ย ถ้าหากเขาค้นพบว่าเหยินปาเชียนเป็นสิ่งที่เขาคิดขึ้นมาจริง ๆ เขาก็จะไม่ไว้ชีวิต

 

 

 

โดยปกติเหยินปาเชียนจะไม่รู้ว่าจักรพรรดินีกำลังเตรียมอะไร เขายังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าอันดับสองของต้าเย่ากำลังเฝ้าสังเกตเขาด้วยความกังวล

 

หลังจากอยู่ที่พระราชวังชิงซินเป็นเวลา 3 วัน เขาก็กลับไปยังดาวโลก เขาพยายามฝึกการมโนภาพหยูอี้เป็นเวลา 2 คืน แต่ก็ไม่สามารถบรรลุถึงขั้นความว่างเปล่าได้ เมื่อเขาเงียบลง ความคิดต่าง ๆ ก็จะลอยผ่านความคิดของเขาราวกับม้าป่าวิ่งบนทุ่งหญ้า เขาพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อควบคุมจิตใจตนเอง แต่หลังจาก 10-20 วินาทีเป็นต้นไป ความคิดทุกประเภทก็จะโผล่ขึ้นมา

 

ดังนั้น สิ่งแรกที่เขาทำหลังจากตื่นนอนคือใช้คอมพิวเตอร์ค้นหาวัดลัทธิเต๋าที่มีชื่อเสียงเพิ่มเติม เพื่อดูว่าพวกเขาสามารถให้ความช่วยเหลือได้หรือไม่

 

ก่อนอื่นเขาไปที่วัดเหล่าจวินกวน ซึ่งอยู่ใกล้เมืองและสังเกตเห็นว่าการเผาเครื่องหอมนั้นรุนแรงมาก เหยินปาเชียนบริจาคค่าเครื่องหอมเป็นเงิน 5,000 หยวนก่อนที่จะปรึกษากับเจ้าอาวาสในบางเรื่อง

 

อีกสักครู่ต่อมา เหยินปาเชียนก็ออกมาจากวัดเหล่าจวินกวน

 

ลัทธิเต๋าได้ใช้วิธีการฝึกฝนจิตใจที่สงบ ประเด็นสำคัญอยู่ในคำเดียว “ป้องกัน” ด้วยแนวคิด “อย่าได้ผุดได้เกิด ความคิดใด ๆ ระหว่างกระบวนการจะต้องถูกตัดออก”

 

แต่ทว่า ถ้อยคำเหล่านี้ชี้แนะว่าเขาไม่มีทางที่จะควบคุม [การมโนภาพหยูอี้] รึเปล่า ?

 

เขาไม่ได้มีความคิดแม้แต่ว่าจะทำอะไร ถ้างั้นเขาจะฝึกฝนอย่างไรล่ะ ? หลังจากที่หลุดจากสภาพจิตใจนี้ ความคิดเรื่อยเปื่อยก็โผล่ขึ้นมาอีกครั้ง

 

ถ้าหากเขาใช้เวลาในการฝึกฝนจิตใจของตนนาน ความคิดเรื่อยเปื่อยก็ไม่ได้น้อยลง ไม่ว่าเขาจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้หรือไม่ เวลาที่ใช้น้อยที่สุดก็นานจนเกินไป

 

ถึงอย่างนั้น เหยินปาเชียนก็ใช้วิธีการทำสมาธิเพียงอย่างเดียว หากศาสนาพุทธใช้ไม่ได้ เขาก็จะต้องลองวิธีนี้ก่อน

 

จุดต่อไปคือวัดแห่งความสิ้นหวังในอีกเมือง มันมีชื่อเสียงค่อนข้างดีในอินเทอร์เน็ต พระที่นี่มีมานะอุตสาหะด้วยการบังคับตนเอง และจำนวนพระในวัดก็น้อยลงในยุคนี้

 

อย่างไรก็ตาม คนทั่วไปมักจะนึกภาพหัวโต ๆ กับหูใหญ่ ๆ ทุกครั้งที่พูดถึงพระ

 

เหยินปาเชียนมาถึงด้านล่างของภูเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดแห่งความสิ้นหวังในตอนบ่าย เขาขึ้นไปบนภูเขาไปพบกับเจ้าอาวาสที่มีขนคิ้วยาวหนา เป็นพระที่ผิวคล้ำและผอมแห้งอายุประมาณ 50 ปี

 

“ท่านเจ้าอาวาส เพื่อที่จะทำงานให้สำเร็จ ผมต้องบรรลุความคิดที่ว่างและโปร่งใสในเวลาอันสั้น ผมจะทำยังไงได้บ้างครับ ?” เหยินปาเชียนถามออกมาตรง ๆ

 

เจ้าอาวาสวาดวงกลมลงบนพื้นแล้วพูดออกมา “ถ้าวงกลมวงนี้ถูกทาสีด้วยหมึก หลังจากหนึ่งวันจะลบได้มั้ย ?”

 

“ผมเกรงว่าผมอาจจะลบไม่ได้น่ะครับ” เหยินปาเชียนส่ายหน้าตอบกลับ หลังจากหนึ่งวันหมึกก็จะซึม เขาเข้าใจในสิ่งที่เจ้าอาวาสกำลังพูดอยู่ ความคิดเรื่อยเปื่อยเหล่านั้นน่าจะฝังรากอยู่ในใจของเขา ราวกับหมึกที่ไม่สามารถลบได้

 

“ถูกต้องแล้ว มันไม่สามารถลบออกได้ เว้นแต่โยมจะขุดดินออกไป มันเป็นวิธีเดียวถ้าหากโยมต้องการบรรลุจิตใจที่สงบในเวลาอันสั้น” พระชั้นผู้ใหญ่ตอบกลับ

 

“ผมจะทำยังไงได้บ้างครับ ?” จิตวิญญาณของเหยินปาเชียนดีใจโดยหวังว่าจะมีคำตอบ

 

“เอาก้อนอิฐทุบตัวเองให้ความจำเสื่อม ลืมทุกอย่างแล้วเข้าสู่จักรวาลแห่งความว่างเปล่า อะไรก็ตามที่ถูกวาดขึ้นมาก็จะถูกชำระล้าง” เจ้าอาวาสพูดออกมา

 

เหยินปาเชียนรู้สึกเหมือนถูกสบประมาท “พ่องสิ”

 

“อาตมาเกรงว่าผู้มีพระคุณจะไม่เต็มใจน่ะสิ ถ้าโยมลืมไปล่ะก็ โยมก็จะไม่เป็นตัวของตัวเองอีกต่อไป” เจ้าอาวาสหัวเราะอีกครั้ง

 

“ถ้าโยมมีเวลาล่ะก็ โยมสามารถไปที่วัดจิ้งซิน ทะเลตะวันออกในมณฑลหลู่ (มณฑลชานตง) ไปปรึกษาเจ้าอาวาสซู่เวิ่น เค้าเก่งกว่าอาตมามากและอาจช่วยเหลือโยมได้นะ” นี่คือสิ่งสุดท้ายที่เจ้าอาวาสพูดพร้อมกับหันหลังเดินจากไป

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top