ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 127: การมโนภาพหยูอี้ (2)

 236 Views

เมื่อออกมาจากพระราชวังชิงซินแล้ว เหยินปาเชียนก็กลับไปที่สวนสัตว์ผิงเล่อด้วยตัวเอง

 

เขาเพิ่งจะได้รู้ชื่อเรียกที่พักแห่งนี้ก็ตอนที่เขาถามถึงมันระหว่างทางกลับ

 

เขาเข้าไปในห้องของตัวเอง เขาปิดประตูแล้วเปิดหน้าต่างออก จากนั้นเขาก็นั่งลงแล้ววางหนังสือเล่มหนาที่ห่อด้วยหนังสัตว์ไว้บนโต๊ะที่อยู่ตรงหน้า ในตอนนี้เขารู้สึกมีอารมณ์ร่วมเล็กน้อย

 

ถึงยังไงก็เถอะ หนังสือเล่มนี้ก็เป็นคัมภีร์ศิลปะการต่อสู้ของโลกนี้ ศิลปะการต่อสู้ที่ว่านี้จะต้องอยู่ในระดับที่สูงมาก มิฉะนั้นมันคงจะไม่ถูกวางไว้ในชั้นที่สองของพระราชวังชิงซินหรอก มันไม่ได้เป็นแบบคัมภีร์ [18 ฝ่ามือพิชิตมังกร] ที่วางขายตามท้องถนน [18 ฝ่ามือพิชิตมังกร (降龙十巴掌: Xiáng Lóng Shí Bāzhang) เป็นวิทยายุทธในนิยายกำลังภายในหลายเรื่องของกิมย้ง]

 

หนังสัตว์ที่ห่อหุ้มคัมภีร์นั้นเป็นสิ่งที่แปลกสำหรับเหยินปาเชียน มันทำให้หนังสือดูราวกับว่าถูกสืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ยังคงสภาพสมบูรณ์โดยที่ไม่มีการสึกหรอ

 

เหยินปาเชียนพลิกหน้าหนังสืออย่างระมัดระวัง มีทะเลสาบถูกวาดไว้ในหน้าแรกของหนังสือ มีพื้นดิน พืชผัก และต้นไม้ล้อมรอบทะเลสาบ

 

ถึงแม้ว่ารูปภาพจะไม่ได้ลงรายละเอียดอย่างดีเลิศ แต่เสน่ห์ของมันก็ยังคงปรากฏออกมาอย่างสมบูรณ์ ราวกับว่ามันปล่อยไอน้ำออกมาตรงหน้าเหยินปาเชียน

 

ใต้รูปภาพมีถ้อยคำอยู่หนึ่งบรรทัด หลังจากที่พยายามอ่านมาระยะหนึ่งแล้ว เหยินปาเชียนก็อ่านออกแค่คำเดียว ถ้าเขาจำไม่ผิด คำนี้น่าจะหมายถึง “น้ำ”

 

ยังไงซะทุกสัญลักษณ์ล้วนมีจุดร่วมกันอยู่หลายจุด

 

เขาถูกถ้อยคำที่เหลือสะกดไว้โดยไม่รู้ตัว ทุกคำล้วนเป็นเหมือนรูปภาพ

 

จักรพรรดินีไม่ได้ถามถึงความคืบหน้าในการเรียนรู้ของเขาก่อนหน้านี้ แถมตัวเขาเองก็ลืมเรื่องนี้ไปแล้วด้วย

 

“ดูเหมือนว่าเราจะต้องเรียนรู้วิธีอ่านคำให้ดีก่อน ส่วนตอนนี้เราต้องให้ใครซักคนมาแปลหนังสือเล่มนี้ให้แล้วล่ะ” เหยินปาเชียนคิดกับตัวเอง เขาพลิกหน้าหนังสือผ่าน ๆ ในหน้าที่ 2 มีคำยิบย่อยอยู่มากมาย ในหน้าที่ 3 มีรูปภาพป่า ในหน้าที่ 4 ก็มีคำยิบย่อยมากมายอีก

 

เหยินปาเชียนพลิกหน้าหนังสือต่อไป ทุก ๆ หน้าที่มีรูปภาพจะตามด้วยหน้าที่มีคำเต็มหน้า ในหนังสือจะมีรูปภาพทั้งหมด 9 รูปด้วยกัน หลังจากหน้าที่ 18 เป็นต้นไป หน้าที่เหลือก็จะมีคำเต็มหน้า ในหน้าสุดท้ายของหนังสือก็มีรูปภาพอีก

 

เหยินปาเชียนไม่เข้าใจอะไรในหนังสือเลย จะเป็นอะไรที่ตลกมากถ้าเขาสามารถเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้เพียงแค่ดูรูปภาพอย่างเดียว

 

เหยินปาเชียนหยิบหนังสือขึ้นมาแล้วมุ่งหน้าไปยังพระราชวังชิงซิน

 

การโชว์หนังสือเล่มนี้ให้หลินเฉี่ยวเล่อดูน่าจะไม่เป็นไร เขาจะไม่พูดแบบเดียวกันกับคนอื่น เพราะฉะนั้นเขาจะต้องไปหาแม่สาวน้อยผู้ที่เคลิ้มหลับอยู่ตลอดเวลา

 

ด้วยเหรียญตราที่จักรพรรดินีมอบให้เขา เขาสามารถไปยังที่ต่าง ๆ ในพระราชวังได้โดยไม่ยุ่งยากมากนัก ทุกอย่างจะดีตราบใดที่เขาไม่ได้หลงทาง

 

ระหว่างทางเขาได้พบกับหญิงรับใช้หลายคน หนึ่งคนในนั้นจะมองเขาด้วยความอยากรู้ในตอนแรกแล้วรีบออกไป

 

ยังไงซะเหยินปาเชียนก็ถูกมองว่าเป็นว่าที่เจ้าชาย และนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเธอประสบกับสถานการณ์เช่นนี้ ดังนั้นพวกเธอจึงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรนอกจากรักษาระยะห่างจากเขาไว้

 

 

 

เมื่อเหยินปาเชียนผลักประตูของพระราชวังชิงซิน เขาก็เห็นหลินเฉี่ยวเล่อกำลังนอนหลับอยู่ ใบหน้าของเธอแนบไปกับโต๊ะ

 

นอกจากวันที่เธอสอนวิธีการอ่านให้เหยินปาเชียน เธอก็จะนอนหลับอย่างน้อย 20 ชั่วโมงต่อวัน เหยินปาเชียนคิดไว้แล้วว่าจะได้เห็นเธอนอนหลับอยู่เมื่อมาถึงพระราชวังชิงซิน

 

เธอตกใจตื่นหลังจากที่เหยินปาเชียนเคาะโต๊ะเพียงไม่กี่ครั้ง เมื่อเธอรู้ว่าเขาคือเหยินปาเชียน เธอจึงหาวทันที เธอถามออกมาด้วยสีหน้าหงุดหงิด “เจ้ามาทำอะไรที่นี่อีกแล้วเนี่ย ?”

 

“ช่วยสอนวิธีการอ่านแล้วบอกความหมายของคำพวกนี้ให้หน่อยสิ” ในตอนที่เหยินปาเชียนพูดจบ หลินเฉี่ยวเล่อก็ยื่นฝ่ามือที่อ่อนช้อยและงดงามออกมาแล้ว

 

“เจ้าหายหัวไปหลายวันเลยนะ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ข้ากล้ากินไปแค่ไม่กี่ชิ้นเอง ถ้าเจ้าไม่กลับมาเร็วกว่านี้ล่ะก็ ข้าคงจะต้องไปหาเจ้าแล้วล่ะ”

 

เหยินปาเชียนหยิบลูกอมจากเสื้อของเขาออกมาเต็มมือแล้ววางไว้ในฝ่ามือของเธอ โชคดีที่เขาเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์เช่นนี้ ถ้าหากว่าเขาไม่ได้เอาขนมมาให้แม่สาวน้อยคนนี้เลยล่ะก็ เธอคงจะไม่ช่วยเขาอย่างแน่นอน

 

หลินเฉี่ยวเล่อค่อนข้างตรงไปตรงมาในตอนที่เหยินปาเชียนใช้ลูกอมเพื่อแลกกับความช่วยเหลือของเธอ เธอช่วยเหยินปาเชียนแปลหนังสือทั้งเล่มจนถึงตอนเย็นโดยไม่สนใจความอยากนอน

 

เหยินปาเชียนไปยังพระราชวังชิงซินสามวันติดต่อกันกว่าเขาจะเข้าใจ [การมโนภาพหยูอี้] ในที่สุด

 

ศิลปะการต่อสู้นี้แบ่งร่างกายมนุษย์ออกเป็น 5 ธาตุ การใช้ 1 ใน 5 ธาตุนั้น ทำให้บุคคลสามารถเข้าสู่สภาวะว่างเปล่าได้ รูปภาพ 5 รูปแรกในหนังสือเล่มนี้บรรยายถึงทะเลสาบ ภูเขา ป่าไม้ ลูกไฟ และดาบ

 

เมื่อเข้าสู่สภาวะว่างเปล่าแล้ว บุคคลนั้นจะสังเกตร่างกายของตนและเรียนรู้ 1 ใน 5 ธาตุที่ตรงกับร่างกายของตน การทำเช่นนี้จะช่วยเสริมสร้างสภาพร่างกายของตนได้

 

นี่เป็นเพียงขั้นพื้นฐานเท่านั้น

 

เมื่อบุคคลนั้นเรียนรู้ธาตุทั้ง 5 แล้ว ก็จะสามารถคลี่คลายและเรียนรู้ความลึกลับทั้งหมดในร่างกายของตนได้ ในขั้นนี้จะบรรลุจุดสูงสุดของกงจักรมนุษย์และจะเข้าสู่ระดับกงจักรดินต่อไป

 

หลังจากขั้นนี้เป็นต้นไป บุคคลนั้นจะต้องมโนภาพเทพธิดาที่เรียกกันว่าพระแม่เพื่อดำเนินการฝึกฝนต่อไป บุคคลนั้นจะต้องวาดการเชื่อมต่อจากจิตสำนึกของตนไปยังพื้นดิน และจากนั้นก็ไล่ไปตามเส้นสายจนกว่าจะบรรลุถึงจุดสูงสุดของกงจักรดิน

 

ส่วนที่ยากที่สุดของศิลปะการต่อสู้นี้ก็คือขั้นพื้นฐาน เมื่อผ่านขั้นพื้นฐานไปแล้ว บุคคลนั้นก็จะมีเส้นทางที่ราบรื่นไปยังขอบเขตตัวอ่อนดิน

 

ศิลปะการต่อสู้นี้ก็มีข้อเสีย 3 ประการ ประการแรกคือ มันแตกต่างจากศิลปะการต่อสู้ส่วนใหญ่ในโลก ศิลปะการต่อสู้ส่วนใหญ่จะฝึกฝนภายนอกร่างกายก่อนที่จะทำการฝึกฝนภายใน หรือไม่ก็ฝึกฝนทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน ในทางกลับกัน [การมโนภาพหยูอี้] จะฝึกฝนภายในร่างกายก่อนที่จะฝึกฝนภายนอก ระหว่างกระบวนการฝึกฝน บุคคลนั้นจะต้องใช้ส่วนผสมยาจำนวนมากเพื่อเสริมสร้างธาตุทั้ง 5 และทำให้ร่างกายเข้มแข็งขึ้น

 

การฝึกฝนศิลปะการต่อสู้นี้จะต้องใช้ส่วนผสมยาที่หายากหลายชนิด จำนวนทรัพยากรที่ศิลปะการต่อสู้นี้ใช้นั้น มากกว่าศิลปะการต่อสู้อื่นถึง 10 เท่า

 

ประการที่สองคือ [การมโนภาพหยูอี้] จะข้ามกระบวนการเปลี่ยนแก่นเลือดให้เป็นพลังปราณ กระบวนการนี้มักจะพบในศิลปะการต่อสู้ทั่วไป ดังนั้นบุคคลที่ฝึกฝน [การมโนภาพหยูอี้] จะไม่ได้มีพลังปราณในร่างกายของตน มันแตกต่างจากศิลปะการต่อสู้อื่นโดยสิ้นเชิง ซึ่งดูราวกับว่ามันสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกายเท่านั้นเอง

 

ประการที่สามคือ ศิลปะการต่อสู้นี้ไม่สามารถมอบความสามารถในการต่อสู้ให้กับผู้ฝึกฝนได้ นอกเหนือจากการทำให้บุคคลนั้นบรรลุถึงขอบเขตเส้นสายได้ มันก็ไม่มีประโยชน์ในการต่อสู้ ถึงแม้ว่าบุคคลนั้นจะบรรลุถึงระดับกงจักรดิน แต่ก็ทำได้แค่ใช้ความเหนือกว่าทางกายภาพของตนเพื่อปราบปรามสุดยอดกงจักรดินคนอื่น ผู้ฝึกฝน [การมโนภาพหยูอี้] อาจเรียกได้ว่าอ่อนแอที่สุดในบรรดาสุดยอดจากกงจักรดินแล้ว

 

นอกจากนี้ การที่ไม่มีพลังปราณ ถึงแม้ว่าบุคคลนั้นจะพยายามเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้อื่น ก็อาจไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้

 

ในตอนแรก เหยินปาเชียนคิดว่าศิลปะการต่อสู้นี้จะสามารถช่วยให้ร่างกายแข็งแกร่งเหมือนชนเผ่าได้ คำพูดของหลินเฉี่ยวเล่อทำลายความหวังของเขา เหตุผลที่ชนเผ่าสามารถแหกข้อจำกัดทางกายภาพได้ก็คือพวกเขาดึงพลังของสายเลือดมาใช้นั่นเอง

 

ดังนั้น [การมโนภาพหยูอี้] จึงถือว่าแตกต่างจากศิลปะการต่อสู้อื่น มันเป็นศิลปะการต่อสู้ที่ผิดแปลกไปโดยสมบูรณ์

 

วิธีการฝึกฝนหลังจากที่บรรลุถึงขอบเขตตัวอ่อนดินนั้น บรรยายอยู่ในรูปภาพสุดท้ายในหนังสือ มันเป็นการบรรยายรูปภาพที่บรรยายถึงชายที่ดูโหดเหี้ยมที่มีแขน 8 ข้าง หนังสือเล่มนี้ไม่ได้บอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่บรรลุถึงสถานะตัวอ่อนดิน เหยินปาเชียนเชื่อว่าตนจะได้รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต่อเมื่อตนบรรลุถึงขั้นนั้นแล้วจินตนาการเห็นรูปภาพนั้น

 

ตามที่หัวหน้าหลินบอกมา [การมโนภาพหยูอี้] ถูกค้นพบในห้องสมุดหลวงของแคว้นเฮ่า บางทีแม้แต่ผู้คนของแคว้นเฮ่าก็ไม่เคยฝึกมันมาก่อนด้วยซ้ำ

 

ไม่เพียงแต่ขั้นพื้นฐานที่เรียนรู้ได้ยากเท่านั้น แต่ยังต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้ว่าเหยินปาเชียนเรียนรู้แล้ว เขาก็จะอยู่ที่จุดต่ำสุดของสุดยอดกงจักรดินทั้งหมด และเขาก็ทำได้แค่ใช้ความเหนือกว่าทางกายภาพของตนเพื่อระรานผู้อื่น จุดประสงค์ในการเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้แบบนี้คืออะไรกันแน่ ?

 

ยังไงซะผู้ที่สามารถเข้าไปยังห้องสมุดหลวงได้นั้นย่อมรู้ศิลปะการต่อสู้อย่างแน่นอน

 

“เจ้ายังต้องการเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้นี้อยู่มั้ย ?” หลินเฉี่ยวเล่อถามพร้อมกับเคี้ยวลูกอม

 

เหยินปาเชียนลังเลเล็กน้อย หลังจากที่ได้ฟังหลินเฉี่ยวเล่อในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาก็ได้รู้เรื่องศิลปะการต่อสู้อย่างสองอย่าง การเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้ไม่เหมือนกับการเรียนวิชาเอกในมหาวิทยาลัย คนเราไม่สามารถหยุดการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ และเรียนรู้อีกอย่างหนึ่งเพียงเพราะพบว่าไม่เหมาะสมได้หรอก

 

ส่วนศิลปะการต่อสู้อื่น หากบรรลุถึงระดับที่แน่นอนอย่างเช่นกงจักรดินล่ะก็ จะสามารถเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้แบบอื่นได้ สำหรับ [การมโนภาพหยูอี้] มันเป็นสถานการณ์ที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง ถึงแม้ว่าเขาต้องการที่จะเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้แบบใหม่หลังจากที่เรียนรู้ [การมโนภาพหยูอี้] เขาก็ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้

 

หากเขาเลือกที่จะเรียนรู้ [การมโนภาพหยูอี้] เขาจะต้องเลือกมันไปตลอด ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่บรรลุถึงจุดสูงสุดของกงจักรดิน ทุกอย่างในอนาคตเป็นสิ่งที่เขาไม่รู้

 

หากเขาเลือกที่จะไม่เรียนรู้ [การมโนภาพหยูอี้] เขาก็จะต้องเรียนรู้ [สุดยอดมวยผาน] มิฉะนั้นเขาต้องรอจักรพรรดินีค้นหาศิลปะการต่อสู้จากที่อื่นมาให้เขา

 

ใคร ๆ ก็สามารถจินตนาการถึงความยากลำบากของงานนี้ได้ จากชุดหนังสือทั้งหมดในพระราชวังชิงซิน รวมถึงหนังสือจากห้องสมุดหลวงของแคว้นเฮ่า มีศิลปะการต่อสู้เพียงสองอย่างเท่านั้น

 

หากเขาจะเลือกศิลปะการต่อสู้อื่น เขาจะสามารถหาในช่วงเวลาสั้น ๆ ได้หรือไม่ ? แล้วระหว่างกระบวนการเขาจะทำให้เกิดปัญหามากแค่ไหน ? ถึงแม้ว่าจักรพรรดินีจะเต็มใจที่จะทำเช่นนั้น เขาก็ไม่กล้าปล่อยให้นางทำเช่นนั้นหรอก

 

เมื่อคิดดูแล้ว เหยินปาเชียนก็รู้สึกว่าตนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเลือก [การมโนภาพหยูอี้]

 

สิ่งที่จำเป็นต้องทำคือต้องผ่านขั้นพื้นฐานไปให้ได้

 

ตั้งแต่ตอนแรกเขาไม่เคยคำนึงถึงความแข็งแกร่งในการต่อสู้เลย เขาไม่ต้องการที่จะเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้เพื่อประโยชน์ในการทำร้ายผู้คน ถ้าหากว่าเขาอ่อนแอกว่าคนอื่นจึงจะทำ อย่างน้อยที่สุดเขาก็จะแข็งแกร่งกว่าตัวเองในปัจจุบัน

 

นอกจากนี้ ดาวโลกยังมีอาวุธทำลายล้างอันทรงพลังมากมาย อย่างเช่น ปืนไรเฟิล ระเบิด RPG เป็นต้น

 

ถ้าหากว่าเขามีปืนกลของซิลเวสเตอร์ สตอลโลนในบทแรมโบ้ล่ะก็ เขาเชื่อว่าสุดยอดของกงจักรดินส่วนใหญ่จะเผ่นหนีไปด้วยความกลัวเลยทีเดียว

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top