ขนาดตัวอักษร

จักรพรรดิ์เทพมังกร – บทที่ 11 : เปลี่ยนทัศนคติ

 389 Views

[ติดตามข่าวสารได้ที่เพจ : จักรพรรดิ์เทพมังกร ]

 

บทที่ 11 : เปลี่ยนทัศนคติ

“กระสอบทรายนั่นหนักกี่กิโล?” ถังเมิ่งถามขึ้นขณะที่เดินตรงเข้าไปหาเฉิงจี๋ พร้อมกับโยนซองบุหรี่ให้..

ที่ใหนมีการแข่งขันกีฬา หรือมีการชกต่อย.. ถังเมิ่งกับเฉิงจี๋ และเพื่อนนักกีฬาคนอื่นๆ มักจะอยู่ที่นั่นเพื่อพนันกันเสมอ ทุกคนต่างก็รู้จักถางเมิ่งดี..

หลังจากที่หายตกใจและได้สติ เฉิงจี๋จึงเหลือบมองไปที่ครูหม่า เขากำลังยุ่งอยู่กับการสอนนักเรียนเกรด 11 เมื่อมั่นใจว่าครูของเขายังคงหมกมุ่นอยู่กับการสอน เฉิงจี๋จึงหยิบบุหรี่ออกจากซองขึ้นมาจุด และดูดเข้าไปจนเต็มปอด..

“26 กิโล” เฉิงจี๋ตอบ..

ในการเป็นนักวิ่งระยะไกลนั้น เฉิงจี๋จำเป็นต้องมีปอดที่แข็งแรง หากคุณครูเห็นเขายืนสูบบุหรี่แล้วล่ะก็ เขาคงโดนลงโทษอย่างหนักแน่

“นี่พวกนายพนันเรื่องของไอ้หมอนี่เหรอ?”

สายตาของถังเมิ่งจับจ้องอยู่ที่หลิงหยุนเท่านั้น.. เขาเพิ่งจะวิ่งผ่านรอบแรกไปได้

“ฉันก็แค่เดิมพันสนุกๆ แต่ไม่คิดว่าเสียเจิ้นหยุนจะมาร่วมวงด้วย.. เขาวางเดิมพัน 5000 เชียวนะ!” ถังเมิ่งอุทานพร้อมกับพยักหน้า..

“พวกนายพนันว่าจะวิ่งได้กี่รอบงั้นเหรอ?” เฉิงจี๋ถาม..

“อืมม..ใช่” ถังเมิ่งพึมพำก่อนจะหันหน้ามามองเฉิงจี๋

ถังเมิ่งมองหน้าเฉิงจี๋และถามขึ้นว่า “ถ้านายแบกกระสอบทรายแบบนั้น แล้ววิ่งจนสุดแรงเกิดของนาย นายคิดว่านายจะวิ่งได้กี่รอบ?”

เฉิงจี๋มองใบหน้าที่จริงจังของถังเมิ่ง ก่อนจะตอบยิ้มๆว่า.. “นายดูรูปร่างที่ผอมแห้งของฉันสิ.. นายคิดว่าฉันจะมีปัญญาแบกกระสอบนั่นวิ่งเหรอ?”

ถังเมิ่งครุ่นคิดอย่างหนัก.. เขามองหน้าเฉิงจี๋และถามอีก.. “แล้วถ้าลดน้ำหนักกระสอบเหลือแค่ 15 กิโล หรือเท่าที่นายสามารถแบกได้ นายคิดว่านายจะวิ่งได้ทั้งหมดกี่รอบ?”

เฉิงจี๋เข้าใจดีว่าถังเมิ่งกำลังคิดอะไรอยู่ เขาครุ่นคิดก่อนจะหันกลับไปตอบ..

“คำนวณดูแล้ว.. ฉันคงวิ่งได้อย่างมากสุด 3 รอบ.. คงไม่ได้มากกว่านี้แล้ว” เฉิงจี๋ตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง..

ถังเมิ่งถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อนึกเปรียบเทียบเฉิงจี๋กับหลิงหยุนในใจ.. หลังจากใคร่ครวญอยู่นาน.. เขาก็มั่นใจว่าไม่มีทางแพ้อย่างแน่นอน เสียเงินไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เขาไม่ต้องการให้เสียเจิ้นเหยินหัวเราะเยาะ.. ในสายตาของถังเมิ่ง.. เสียเจิ้นเหยินนอกจากจะเลวแล้ว เขายังหยิ่งยะโส และขี้อวด เขาจึงเกลียดเสียเจิ้นเหยินมาก ดังนั้น.. การได้ชนะพนันเสียเจิ้นหยุน จึงมีรสชาติหอมหวานกว่าการได้เงินเพียงไม่กี่พันหยวน

“ไว้ฉันจะมาคุยกับนายใหม่.. ฉันจะไปดูก่อนว่าหลิงหยุนมันจะวิ่งได้กี่รอบ” ถังเมิ่งบอก ก่อนที่จะลุกไปหาที่นั่งเหมาะๆ เพื่อนั่งสังเกตุการณ์หลิงหยุน

เมื่อหลิงหยุนวิ่งผ่านบริเวณที่เขานั่ง ถังเมิ่งคิดกับตัวเองว่า.. ‘นึกไม่ถึงจริงๆว่า เราเรียนด้วยกันมาสามปี แต่วันนึง.. ฉันกลับต้องมาเดิมพันเรื่องของนาย.. น่าสนใจ!’

“โอ้ว!! ไม่น่าเชื่อ.. เขาวิ่งผ่านรอบที่หนึ่งไปแล้ว!” ใครบางคนที่อยู่บนสแตนด์ร้องตะโกนออกมา..

ครืด.. ครืด.. หลิงหยุนหายใจแรงและดัง ขณะที่ยังคงแบกกระสอบบนไหล่วิ่งต่อไป เหงื่อของเขายังคงไหลไม่หยุด และร่างกายของเขาก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อที่เปียกชุ่มแนบติดอยู่กับร่างอ้วนๆของเขา..

แม้เขาจะดูอ่อนแรง.. แต่จังหวะและความเร็วในการวิ่งยังคงไม่ตก เขาสูดลมหายใจเข้าลึกในแต่ละก้าวที่วิ่ง เพื่อเป็นการสูดเอาอ๊อกซิเจนเข้าไปในร่างกายที่เหนื่อยล้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ กระสอบทรายที่หลิงหยุนแบกอยู่บนไหล่นั้น ตอนนี้ไม่ต่างจากการแบกเขาไท่ไว้ทั้งลูก และดูเหมือนมันจะหนักขึ้นในทุกๆก้าวที่เขาก้าวไป แต่เขาก็ยังคงวิ่งต่อไป..

ระหว่างที่หลิงหยุนวิ่งไปอย่างไม่หยุดหย่อนนั้น ความเจ็บปวดมากมายมาจากใหนไม่รู้ ได้ปะทุขึ้นตามกล้ามเนื้อ กระดูก และแม้กระทั่งในเส้นเลือด เพื่อมาขัดขวางการทำภารกิจครั้งนี้ของเขา..

แม้จะมีอุปสรรคเหล่านี้ แต่ความเป็นนักสู้ในแววตาของเขากลับยิ่งเจิดจ้ามากขึ้น ใบหน้าของหลิงหยุนยังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และเขารู้สึกได้ว่า.. แต่ละก้าวที่เขาก้าวออกไปนั้น กลับยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้เขามากขึ้นเรื่อยๆ ความมุ่งมั่นตั้งใจที่เขามีนั้น ไม่ใช่ความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างที่คนธรรมดามีกัน แต่มันเกิดจากการฝึกฝนนับครั้งไม่ถ้วน จนกระทั่งสามารถเข้าสู่ขั้นเป็นอมตะ เมื่อครั้งที่เขายังอยู่ในโลกแห่งการบ่มเพาะพลัง ความมุ่งมั่นตั้งใจที่ไม่มีวันดับสลายนี้ จึงเกิดจากหัวใจแห่งเต๋าในตัวเขา..

หลิงหยุนรู้ดีว่า.. เมื่อใดก็ตาม ที่ความเจ็บปวดรวดร้าวได้แผ่กระจายไปจนทั่วร่างกายของเขาแล้ว ในเวลานั้น.. จิตใจของเขาจะเข้าสู่สภาวะที่ทำให้เขาสามารถวิ่งได้อย่างไร้ขีดจำกัด..

นอกจากนี้.. การใช้จิตใจที่มุ่งมั่น ผลักดันร่างกายนี้ให้ไปถึงขีดจำกัดสูงสุด จะทำให้พลังชีวิตของสมุนไพรชีฉีอยู่ที่เขาดูดซับไว้ในร่างกายนั้น กระจายไปสู่เส้นลมปราณแต่ละเส้น กล้ามเนื้อแต่ละมัด และเส้นเลือดทุกเส้นอีกด้วย ทำให้เซลต่างๆในร่างกายของเขาแข็งแรงขึ้น อีกทั้งยังเป็นการชำระล้างภายในร่างกาย ทำให้เขามีพลังที่จะวิ่งได้อย่างต่อเนื่อง..

แม้เขาจะรู้สึกหมดแรง แต่ใบหน้ากลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขาพยายามยืดแผ่นหลังให้ตั้งตรง และรู้สึกว่าตัวเองสามารถวิ่งได้เร็วมากขึ้น..

ความจริงแล้ว.. ต้องพูดว่า เขายิ้มไปพร้อมกับความเจ็บปวด

“บ้าชิบหาย!! ผ่านไป 400 เมตรแล้ว เจ้านั่นกลับวิ่งได้เร็วขึ้น?” ถังเมิ่งร้องตะโกนออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ พร้อมกับลุกขึ้นยืนบนสแตนด์

“หมอนี่ต้องบ้าไปแล้ว!” เฉิงจี๋พึมพำกับตัวเองขณะที่ลุกขึ้นยืนมองหลิงหยุน จากเพียงแค่การเดิมพันสนุกๆ กลับกลายเป็นคนละเรื่องไปแล้ว..

เฉิงจี๋แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เขาที่เป็นแชมป์วิ่งระยะไกลของเมืองจิงฉู ยังไม่สามารถวิ่งได้มากกว่า 50 เมตรเลย หากต้องแบกน้ำหนักขนาดนั้นไปด้วย แต่เจ้าอ้วนหลิงหยุนกลับวิ่งได้มากกว่า 400 เมตรแล้ว และยังวิ่งได้เร็วขึ้นกว่าเดิมด้วย

ช่วงเริ่มวิ่ง.. หลิงหยุนก้าวเพียงสั้นๆ และวิ่งช้ากว่าการจ๊อกกิ้งธรรมดาเสียอีก เขาใช้เวลามากกว่า 20 นาทีจึงจะวิ่งครบหนึ่งรอบ

แต่เมื่อร่างกายของเขาเริ่มเจ็บปวดจากการวิ่งที่หักโหมเกินไป เขาจึงค่อยๆ เริ่มคุ้นเคยกับน้ำหนักของกระสอบทรายที่แบกไว้ ทำให้สามารถวิ่งได้ในจังหวะที่เร็วขึ้น ราวกับว่าน้ำหนักที่แบกอยู่นั้น เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายไปด้วยแล้ว

ยังมีเหตุผลบางอย่างที่ซ่อนอยู่อีก.. นั่นคือหลิงหยุนมีบางสิ่งบางอย่างที่ผู้อื่นไม่มี แม้ว่าเขาจะไม่สามารถใช้พลังจิต หรือทักษะการเคลื่อนไหวอื่นๆได้ แต่เขาก็ได้ครอบครองดวงจิตที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่..

เขาบรรลุจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งระดับนี้ได้ จากการต้องผ่านช่วงเวลาที่ทุกข์ยากอย่างแสนสาหัส จากการฝึกฝน และการทรมานจากสวรรค์ เพื่อให้สามารถเข้าสู่ขั้นของความเป็นอมตะ..

“ความเหนื่อยล้าเล็กน้อยแค่นี้.. ไม่ใช่อะไรที่น่ากลัวเลย” หลิงหยุนหัวเราะกับตัวเอง

เขากัดฟันและกระชับมือที่แบกกระสอบทรายไว้แน่นกว่าเดิม.. ก่อนจะฝืนก้าวเท้าให้กว้างขึ้น และเริ่มวิ่งให้เร็วขึ้นเมื่อเริ่มวิ่งในรอบที่สอง..

ในนาทีนั้นเอง.. ผู้ที่กำลังยืนดูอยู่รวมทั้งถังเมิ่ง และเฉิงจี๋ ก็เพิ่งจะตระหนักว่า หลิงหยุนไม่ได้ออกวิ่งด้วยกำลังทั้งหมดที่เขามีตั้งแต่แรก

“เร็วเข้า.. นายต้องทำได้! อย่าถอดใจล่ะ!” ใครคนหนึ่งตะโกนออกมา

เพียงหนึ่งนาทีต่อมา.. เสียงก็ดังกระหึ่มขึ้น!! ผู้คนที่ยืนดูอยู่ต่างก็พากันส่งเสียงเชียร์หลิงหยุน และนั่นทำให้ไฟในกายของหลิงหยุนลุกโชนมากขึ้น ทำให้เขามีพลังในการวิ่งได้เร็วขึ้นอีก

ในห้องเรียนของนักเรียนเกรด 12 ห้อง 6..

เกาเฉินเฉินได้ยินเสียงเชียร์ดังกระหึ่มมาจากสแตนด์ เธอไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น แต่ก็มั่นใจว่าน่าจะเป็นเพราะหลิงหยุนยังคงวิ่งอยู่นั่นเอง รอยยิ้มเล็กๆปรากฏอยู่บนใบหน้าของเกาเฉินเฉิน ที่ดูไม่ต่างจากใบหน้าของโมนาลิซ่า ตลอดระยะเวลาสามปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอไม่สามารถจดจ่ออยู่กับการเรียนได้

ที่ห้องเรียนของนักเรียนเกรด 12 ห้อง 1

ในเวลานั้น.. หนิงหลิงยู่ไม่มีกะจิตกะใจจะฟังครู เธอแทบอยากจะวิ่งออกจากห้องไปเชียร์พี่ใหญ่ของเธอที่สนาม

เมื่อเฉิงเมี่ยนผู้แสนฉลาดและรอบรู้ ได้ยินเสียงเชียร์กระหึ่มขึ้น เธอรู้ทันทีว่าหลิงหยุนได้วิ่งผ่านรอบแรกไปแล้ว เพราะตอนกลับเข้าห้องเรียนนั้น หลิงหยุนก็ได้วิ่งไปได้ครึ่งรอบแล้ว ผ่านมามากกว่า 7 นาทีแล้ว.. ดังนั้นเสียงเชียร์ทีดังกระหึ่มอยู่นี้ จึงเป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่า หลิงหยุนยังคงวิ่งอยู่

เฉิงเมี่ยนกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ ใบหน้าก็บิดเบี้ยวจนน่าเกลียด ส่วนเสียเจิ้นเหยินที่กำลังจดจ่ออยู่กับการเรียนนั้น.. เมื่อได้ยินเสียงเชียร์ดังขึ้น เขาเพียงแค่ยิ้มบางๆ ด้วยความพอใจ ที่สามารถวางเดิมพันได้ถูกต้อง..

เจ็ดนาทีผ่านไป..

ภายใต้เสียงเชียร์และการสนับสนุนจากผู้ชม หลิงหยุนก็วิ่งผ่านรอบที่สองไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า และกำลังวิ่งต่อเป็นรอบที่สาม

ในรอบที่สองนั้น.. เขาใช้เวลาไปเพียง 13 นาที

แม้ว่าหลิงหยุนจะรู้สึกเวียนหัว และไม่สามารถใช้ความคิดได้ดีนัก แต่เขาก็ยังคงผลักดันร่างกายนี้ให้วิ่งตรงไปข้างหน้าต่อไปราวกับเครื่องจักร

“หลังจากวิ่งรอบนี้ด้วยความเร็วแบบเดิม ความเจ็บปวดเหล่านี้ก็จะกระจายไปทั่วร่างแล้ว!” หลิงหยุนร้องบอกตัวเองขณะที่ฝืนร่างกายให้วิ่งไปข้างหน้า

ความเจ็บปวดที่หลิงหยุนได้รับอยู่ในเวลานี้ คล้ายกับความเจ็บปวดที่เวลาคนเราฝืนร่างกายตัวเองไปให้ไปถึงจุดสูงสุดของขีดจำกัดที่ร่างกายจะสามารถทนได้ และเมื่อร่างกายเจ็บปวดจนถึงจุดนั้นแล้ว ร่างกายก็จะเกิดอาการง่วงนอน เพราะกลไกลของร่างกายจะพยายามปิดสวิทช์การรับรู้ความรู้สึกให้ดับไป

แต่สำหรับหลิงหยุนแล้ว.. เขากลับพยายามจะใช้ความเจ็บปวดเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์มากกว่านั้น! ด้วยความตั้งใจมุ่งมั่นที่เหนือมนุษย์ และดวงจิตที่แข็งแกร่งจากการผ่านความทุกข์ยากแสนสาหัสมา หลิงหยุนกำลังจะแปลงความเจ็บปวดเหล่านี้ ให้เป็นพลังขับเคลื่อนต่อไป..

หากต้องการฝึกฝนร่างกาย.. จำเป็นต้องใช้หัวใจที่กล้าแกร่ง

หากขาดหัวใจที่กล้าแกร่งแล้ว.. จะสามารถควบคุมพลังงานในร่างกายได้อย่างไร?

“นี่รอบที่สามแล้ว แต่สปีดยังไม่ตกเลย.. เจ้าบ้านั่นไปเอาเรี่ยวแรงมาจากใหนกัน?” ถังเมิ่งอุทานออกมาอย่างโมโห.. พร้อมกับจับจ้องที่หลิงหยุนมากกว่าเดิม ส่วนเฉิงจี๋ก็กำลังยืนตะลึงพร้อมกับพูดซ้ำว่า “เป็นไปไม่ได้.. เป็นไปไม่ได้..”

อีกเจ็ดนาทีผ่านไป..

หลิงหยุนก็วิ่งผ่านไปได้ถึงสามในสี่ของรอบที่สามแล้ว และก็กำลังวิ่งเข้าใกล้กลุ่มผู้ชมทีละก้าว ทุกคนต่างใจจดใจจ่ออยู่กับการวิ่งของเขา ราวกับว่าพวกเขากำลังวิ่งอยู่ในสนามด้วย

เป็นไปตามที่วางแผนไว้.. ความเจ็บปวดได้แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของหลิงหยุน และที่เขายังคงลืมตาอยู่ได้นี้ ก็มาจากความมุ่งมั่นตั้งใจของเขา เขารู้ดีว่า.. นี่ยังไม่ถึงขีดจำกัดจริงๆของเขา และเพื่อให้ไปถึงจุดนั้นให้ได้ เขาจึงตัดสินใจใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ในร่างกาย เพิ่มความเร็วให้มากขึ้นอีก..

“เขาวิ่งเร็วกว่าเดิมอีก!”

“เขาแข็งแรงมากจริงๆ! ดูท่าจะเหนื่อยสุดๆแล้วนะนั่น..” เด็กสาวที่ยืนมองอยู่ในสนาม ต่างพากันอุทานออกมา

“มาเร็วพวกเรา.. ไปเชียร์เขาใกล้ๆกันดีกว่า!” เด็กสาวคนหนึ่งในกลุ่มตะโกนออกมา ขณะที่วิ่งเข้าไปหาหลิงหยุน

บางครั้ง.. เหตุการณ์เพียงครั้งเดียว ก็สามารถเปลี่ยนทัศนคติของผู้คนได้

ในโรงเรียนมัทธยมจิงฉูแห่งนี้ มีใครบ้างที่ไม่รู้จักหลิงหยุน? และมีใครบ้างที่ไม่เคยหัวเราะเยาะเขา?

แต่ในเวลานี้.. เหตุการณ์เพียงครั้งเดียว กลับเปลี่ยนทัศนคติของผู้คนที่มีต่อหลิงหยุนได้อย่างมาก

รวมถึงนักเรียนทั้งหมดที่กำลังเรียนวิชาพละ นักกีฬาโรงเรียน เฉิงจี๋ และถังเมิ่ง แม้กระทั่งครูสอนพละหม่าเทียนเฟิ่ง..!

“เด็กคนนี้..” ครูสอนพละผู้มีร่างกายสูงใหญ่ หม่าเทียนเฟิ่ง.. พึมพำอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองระหว่างที่จ้องมองหลิงหยุน ถ้าเขาเห็นหลิงหยุนวิ่งแบบนี้ตั้งแต่อยู่เกรด 11 สาบานได้ว่า.. เขาจะต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อดึงหลิงหยุนเข้าทีมให้ได้

ทันทีที่หลิงหยุนวิ่งผ่านถังเมิ่ง สีหน้าของเกาเฉินเฉินที่เดิมพันกับเขาเมื่อครู่ ก็ค่อยๆลอยเข้ามาในหัวของถังเมิ่ง

“เธออาจจะพูดถูกก็ได้.. ถ้าเขาไม่เป็นลมไปก่อน เขาคงต้องวิ่งได้มากกว่าห้ารอบอย่างแน่นอน” ถังเมิ่งพึมพำเบาๆ

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top