ขนาดตัวอักษร

DW:บทที่ 17 ไล่ตามไปติดๆ

 334 Views

DW:บทที่ 17 ไล่ตามไปติดๆ
ราวกับว่ามีใครเทน้ำร้อนเข้ามายังความทรงจำของเธอ แล้วทำข้าวต้มอยู่ตรงนั้น ความทรงจำของเธอนั้นเหมือนกับต้มซุปกระดูกอ่อน เธอจำได้เพียงว่ามันค่อยๆร้อนขึ้น ร้อนขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ตัวของเธอเองนั้นกำลังนอนหลับอยู่บนเตียง คอของเธอก็เริ่มแห้งขึ้นและแห้งขึ้น… ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกได้ถึงความห่วงใยจากผู้ชายที่อยู่ข้างๆเธอ เธอจับมือของเขาและกระซิบ “ฉันหิวน้ำ…”
“ในเวลานั้นเอง เธอก็ได้ปลดปล่อยความสามารถของเธอออกมาอย่างไม่รู้ตัว และดูดกลืนสามีของเธอเอง พอเธอได้สติ ก็เหลือเพียงแต่ชุดนอนของเขาที่ถูกทิ้งเอาไว้…” เสียงที่เย็นชาของหลินซันจิ่วดังก้องไปทั่วห้องที่มืดมิด
มองไปทางผู้หญิงที่กำลังนั่งอยู่กับพื้นตอนนี้ หลินซันจิ่วเกรงกลัวความสามารถของเธอ [ความสามารถของเธอแข็งแกร่งขนาดไหนกัน? เธอสามารถดูดกลืนผู้ชายตัวใหญ่ได้ภายในระยะเวลาสั้นๆขณะที่เธอกำลังสะลึมสะลือเชียวเหรอ? ไม่เหลือแม้แต่ปรอยผม!]
คงหยุนมองไปบนอากาศด้วยความว่างเปล่า เธอแสดงท่าทางประหลาดๆ ท่าทางของเธอเหมือนว่ากำลังจะหัวเราะไม่ก็ร้องไห้ ทันทีที่สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีหน้าที่ร้ายกาจ เธอส่งเสียง “ฮ่า” ออกมาก่อนที่น้ำตาของเธอจะหล่นหายไป “ไร้สาระน่า! เธอจะไปรู้อะไร! เธอก็แค่พูดเพราะว่าเธอไม่อยากให้ฉันดูดกลืนเธอล่ะสิ! เธอจึงพูดเรื่องที่ไร้สาระเช่นนี้!”
“งั้นเหรอ? ถ้าอย่างนั้นฉันขอถามอะไรเธอหน่อยนะ ตอนที่เธอตื่นขึ้น เธอรู้สึกหิวน้ำหรือเปล่า?” หลินซันจิ่วถามอย่างท้าทาย
ประโยคที่เธอพูดออกมานั้นเหมือนเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้อูฐหลังหัก มันทำให้หัวใจของคงหยุนแตกเป็นเสี่ยงๆ คงหยุนปล่อยโฮออกมาทันที นั่นทำให้สามคนที่เหลือตกใจมากจนต้องเดินถอยหลังไป 2-3 ก้าว หลังจากนั้นเธอก็ฝังใบหน้าของเธอลงบนอ้อมแขนและขดตัวลงกับพื้น เธอโยกตัวของเธอไปมาเบาๆราวกับว่ากำลังปลอบใจตัวเองพร้อมกับร้องไห้ออกมาเสียงดัง
“ฉัน… ฉันไม่รู้!” คงหยุนพูดไปร้องไห้ไป ใบหน้าของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา เสียงของเธอนั้นอู้อี้และไม่ชัดเจน “คนอื่นต่างก็บอกว่าฉันนั้นดีเกินไปสำหรับเขา แต่จริงๆแล้ว เขาต่างหากที่ดีเกินไปสำหรับฉัน… ดีเกินไป!” เสียงร้องไห้ของเธอนั้นเหมือนกับผ้าที่ถูกฉีกขาด มันเต็มไปด้วยความโกรธและความเจ็บปวดอย่างสุดซึ้ง มากจนขนาดที่คนฟังไม่สามารถอดกลั้นความรู้สึกกลัวหรือกระวนกระวายใจได้
“ทำไมเธอถึงยังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นล่ะ?”
ทันใดนั้นเองเธอก็รู้สึกได้ว่าแขนของเธอนั้นกำลังถูกดึง เมื่อหันหน้าไปก็พบว่าคนที่ดึงแขนของเธอนั้นคือมาร์ซี่ “เราต้องใช้โอกาสนี้ในการหนี! เธออยากจะรอจนคงหยุนตั้งสติได้แล้วมากินเธอเหรอ?”มาร์ซี่กระซิบ
หลินซันจิ่วเพิ่งจะได้สติของเธอกลับมาตอนนั้น ดูเหมือนว่าลูเทอร์ที่มีสีหน้าเคร่งเครียดจะเป็นคนแรกที่ค่อยๆย่องออกจากห้องนั่งเล่น เมื่อเขาเห็นอีกสองคนยังคงยืนอยู่ที่เดิม เขาก็โกรธมากและโวยวายออกมาทันที “พวกเธอโง่หรือเปล่า?”
ทั้งสองก็เร่งฝีเท้าขึ้นและย่องผ่านคงหยุนไปอย่างเงียบๆ ดูเหมือนว่าคงหยุนจะลืมไปแล้วว่าเธอกำลังอยู่ที่ไหน เธอร้องไห้คร่ำครวญโดยไม่สนใจสิ่งรอบๆตัว นิ้วมือทั้งสิบของเธอกดลึกลงไปในโซฟา ทำให้รอยนิ้วมือของเธอปรากฏลงบนโซฟานุ่มอย่างชัดเจน เธอไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของคนรอบๆตัวเธอเลยแม้แต่น้อย
ภายใต้เสียงร้องไห้อันทุกข์ระทมของเธอ ทั้งสามก็แอบหนีออกมาเงียบๆ และวิ่งลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว หลังจากผ่านเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวที่เกือบจะทำให้หัวใจหยุดเต้น การเดินทางกลับไปยังซุปเปอร์มาร์เก็ตของพวกเขาจึงเป็นการเดินทางที่ไม่สนุกนัก พวกเขาวิ่งเหยาะๆกันไปจนถึงถนนหน้าห้างสรรพสินค้า พวกเขาเคลื่อนที่ผ่านแถวของรถยนต์ที่จอดเรียงยาวอย่างกระฉับกระเฉง ก้าวผ่านรถยนต์แต่ละคันไปอย่างรวดเร็ว
เสียงฝีเท้าของพวกเขาทำให้คนที่กำลังจะตายอยู่ในรถยนต์ตื่นขึ้น เมื่อกลุ่มของพวกเขาเดินผ่านรถยนต์ คนที่อยู่ในรถบางคนได้ลุกขึ้นนั่งและทุบกระจกรถยนต์อย่างไร้กำลัง สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ถึงแม้ว่าพวกเขาจะยังมีชีวิตอยู่ แต่สภาพของพวกเขาตอนนี้ก็ไม่ต่างจากคนตายเลย
หลินซันจิ่วมองพวกเขาด้วยความสงสาร ในจำนวนคนมากกว่า 10 คนที่ทุบกระจกอยู่ในรถยนต์นั้น เธอไม่รู้ว่าจะมีสักกี่คนที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ จนถึงวันที่พวกเขาวิวัฒนาการได้อย่างเสร็จสมบูรณ์…
“หยุดก่อน!” ลูเทอร์ที่กำลังวิ่งนำอยู่ข้างหน้า หยุดวิ่งอย่างกระทันหัน เขาหันไปบอกมาร์ซี่ “คอยมองถนนเอาไว้ ให้แน่ใจว่าคงหยุนไม่ได้ตามพวกเรามา ซันจิ่วส่งมีดของเธอมาให้ฉัน”
แสงแฟลชสีขาวก็เปล่งประกายขึ้น หลินซันจิ่วยื่นมีดทำครัวของเธอให้เขา และถามอย่างงุนงง “มีอะไรผิดปกติเหรอ?”
ลูเทอร์เอียงหน้าของเขาไปยังรถยนต์ยี่ห้อ โฟล์กสวาเกน โบรา สีขาว หน้าของเขาซีดเผือด “ดูนั่นสิ คนคนนั้นกำลังจะกลายสภาพเป็นตัวลั่วจ้งแล้ว”
เมื่อมองไปตามสัญญาณมือของลูเทอร์ หลินซันจิ่วก็รู้สึกได้ถึงขนที่กำลังตั้งชันบนผิวหนังของเธอ ใบหน้าสีน้ำตาลเข้มกำลังกดแน่นอยู่กับกระจกรถยนต์ยี่ห้อ โฟล์กสวาเกน โบรา ไม่สามารถบอกได้ว่าเพศของมันนั้นคืออะไร ความชุ่มชื้นบนร่างกายของมันนั้นได้ระเหยออกไปหมดแล้ว เหลือเพียงแต่ชั้นผิวหนังที่เหยี่ยวย่นที่ซ้อนทับกันอยู่บนแก้มทั้งสองข้าง พื้นที่ตรงปากของมันกำลังยืดขึ้นราวกับว่ามันจะทะลุผ่านผิวหนังออกมาได้ทุกขณะ เปลือกตาของมันข้างหนึ่งได้หลุดออกไปแล้ว และเปลือกตาอีกข้างนั้นกำลังห้อยต่องแต่งลงมาจากดวงตาของมันอย่างน่ากลัว
ดวงตาสีขาวสองคู่กำลังจ้องมองไปที่ทั้งสามคนอย่างแน่นิ่ง
ลูเทอร์กลั้นหายใจพร้อมกับเดินไปทางด้านข้างของรถยนต์อย่างระมัดระวัง ดวงตาภายในรถก็ได้หมุนไปมองที่เขา
ด้วยเสียงดัง ‘เพล้ง!’ กระจกรถยนต์ฝั่งคนขับนั้นก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ก่อนคนที่อยู่บนรถจะได้ทำอะไร ลูเทอร์ก็ได้แทงมีดลงไปที่สมองของครึ่งคนครึ่งตัวลั่วจ้งตัวนั้น มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับฟ้าผ่า และก่อนที่หลินซันจิ่วจะได้ทำอะไร เธอก็ได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดออกมาจากลำคอของสิ่งที่น่าขยะแขยงนั่น มันถอยกลับไปยังพนักพิงอย่างอิดโรย
หลังจากที่เขาได้ทำความสะอาดมีดทำครัวบนเสื้อของศพอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรแล้ว เขาก็เดินกลับมาพร้อมกับคืนมีดให้หลินซันจิ่ว เมื่อเห็นหลินซันจิ่วที่กำลังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่นั้น เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาและพูดว่า “ฉันรู้ว่ามันทำให้เธอไม่สบายใจ แต่เราปล่อยมันไว้แบบนี้ไม่ได้จริงไหม?”
หลินซันจิ่วพยักหน้าพร้อมกับเก็บมีดทำครัวของเธอไป
ถึงแม้ว่าร่างกายของคนคนนั้นจะมีเค้าโครงของมนุษย์อยู่บ้าง แต่ก็เห็นได้ชัดว่าพวกเธอคงจะช่วยอะไรเขาไม่ได้แล้ว เธอควรจะพยายามทำจิตใจของเธอให้ชินกับสถานการณ์แบบนี้ในอนาคต ขณะที่หลินซันจิ่วนั้นกำลังก้าวเดินต่อไปอีกครั้ง เธอก็พยายามกลืนความรู้สึกขยะแขยง คลื่นไส้ที่จุกอยู่ในคอของเธอลงไป — ถึงอย่างนั้น มันก็ค่อนข้างที่จะแตกต่างจากการฆ่าเพื่อป้องกันตัว
พวกเขาไม่รู้ว่าคงหยุนยังคงจมอยู่กับความโศกเศร้าหรือเปล่า แต่ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้ตามพวกเขามา ทั้งสามวิ่งเข้าไปในซุปเปอร์มาร์เก็ต ยังคงช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ก็ไม่ได้รับอันตรายใดๆ พวกเขาดึงประตูเหล็กม้วนลงมาอย่างรวดเร็ว หลังจากที่พวกเขาล็อกประตูม้วนจากทางด้านในแล้วนั้น หลินซันจิ่วก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พร้อมกับไถลตัวลงนั่งกับพื้น พิงอยู่บนประตูเหล็ก
มาร์ซี่หยิบขวดน้ำออกมาสองสามขวดก่อนที่จะยื่นให้กับลูเทอร์และหลินซันจิ่ว เธอหยิบตัวขัดเกลาทักษะที่เธอได้เอากลับมาด้วยก่อนหน้านี้ออกมา และวางมันลงบนชั้นวางของข้างๆพวกเขาเพื่อส่องแสง ใครจะไปรู้ว่ามันจะสว่างขนาดนี้ มุมหนึ่งของซุปเปอร์มาร์เก็ตสว่างขึ้นราวกับว่ามีไฟนีออนอยู่ตรงนั้น
หลังจากที่ได้พักผ่อนกันสองสามนาที หัวของหลินซันจิ่วก็ไม่สามารถหยุดคิดถึงเศษกระดาษใบนั้นได้ “ตกลงไอเทมที่เราเจอนั้น…” ขณะที่เธอกำลังพูดอยู่นั้นเธอก็หยิบเศษกระดาษออกมา ทันใดนั้นเองอีกสองคนที่เหลือก็หันมาสนใจเศษกระดาษใบนั้นด้วย
ลายมือที่อยู่บนกระดาษนั้นสามารถอ่านได้อย่างชัดเจนภายใต้แสงไฟสีเงินนั่น หลินซันจิ่วบดขยี้ปลายกระดาษอย่างไม่ตั้งใจด้วยความตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น
【วีซ่า】
สถานที่ออก: เมืองแห่งความตายสีดำ
สถานที่ปลายทาง: นรกที่ร้อนแรง
ใช้ได้ตั้งแต่: 6 เดือนก่อนการเกิดนรกที่ร้อนแรง
วีซ่านี้ถูกออกโดยเจ้าหน้าที่กงสุลของเมืองแห่งความตายสีดำ
แม้จะได้เห็นมันมาก่อนแล้ว แต่หลินซันจิ่วก็ยังคงตกตะลึงไปกับมัน เธอยื่นแผ่นวีซ่าไปให้ลูเทอร์และมาร์ซี่ ใบหน้าของทั้งคู่ก็เต็มไปด้วยความงุนงงเช่นกัน
“ฉันไม่เข้าใจ… ตอนพวกเรามาที่นี่ พวกเราสามารถเข้ามาได้โดยที่ไม่ต้องใช้วีซ่า” ลูเทอร์บ่นพึมพำซ้ำไปซ้ำมา เขาพลิกแผ่นกระดาษไปมาหลายครั้งเพื่อตรวจสอบมัน
“ถ้ามาคิดดูดีๆแล้ว สถานการณ์ของนายนั้นแตกต่าง
จากเขา” หลินซันจิ่วหยุดคิดอะไรบางอย่าง “เธอต้องรอถึงสิบสี่เดือนเต็มก่อนที่จะได้เข้ามายังมิติที่ได้กลายพันธุ์นี้ แต่เรนหนาน เขาเข้ามายังโลกของฉัน ตอนที่มันยังปกติ — การกลายพันธุ์ยังไม่เริ่มต้นเลยด้วยซ้ำ…”
[เห็นได้ชัดว่าวีซ่านี้ไม่เพียงแต่ใช้กำหนดปลายทางที่จะไปได้เท่านั้น แต่ยังช่วยให้บุคคลหนึ่งเดินทางไปยังมิติก่อนที่จะเกิดการกลายพันธุ์ได้อย่างนั้นเหรอ?]
มาร์ซี่ชี้ไปที่ประโยคที่เขียนว่า “การเดินทางได้ถูกใช้แล้ว” ที่อยู่ด้านหลังแผ่นวีซ่า “เรนหนานต้องมาที่นี่ด้วยวีซ่านี้แน่ๆ”เธอพูดอย่างพิถีพิถัน
“พวกเธอเคยได้ยินอะไรเกี่ยวกับวีซ่านี้บ้างไหม?” หลินซันจิ่วเน้นน้ำเสียงไปที่คำถามของเธออย่างไม่ลดละ ถึงแม้ว่ามันจะดูสิ้นหวังก็ตาม
ทั้งคู่ส่ายหัวอย่างที่คาดไว้ ลูเทอร์วางแผ่นวีซ่าลงบนพื้น สายตายังคงจับจ้องอยู่กับมัน แล้วก็พูดขึ้นมาอย่างขมขื่น “ถ้าพวกเขารู้ว่ามีอะไรแบบนี้อยู่ล่ะก็ พวกเราคงไม่ต้องตื่นขึ้นมาเจอกับระเบิดหรอก”
[ฟังดูมีเหตุผล] หลินซันจิ่วลดศีรษะลง หัวใจของเธอนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะเข้าใจ
“พวกเราคงไม่สามารถเมินเฉยกับเรื่องนี้ได้ คิดถึงข้อดีของการได้เข้าไปยังมิติใหม่ 6 เดือนก่อนหน้าสิ!” ลูเทอร์เดาะลิ้นของเขา ขณะพูดกับหลินซันจิ่ว “เธอสามารถทำการเตรียมตัว ตอนที่ทุกอย่างนั้นยังสงบสุข ทั้งอาหาร ของใช้ หรือการฝึกฝนร่างกาย… โอกาสรอดชีวิตของเธอนั้นก็จะสูงกว่าประชากรทั่วไปที่อยู่บนโลกใบนั้น”
[จริงอย่างที่เขาพูด…]
“แต่ฉันคิดว่าวีซ่าประเภทนี้มีประโยชน์กับคนที่มีความสามารถแบบเรนหนานมากกว่า… ถึงพวกเราจะเตรียมตัวดีแค่ไหน เราก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าทุกอย่างจะออกมาดี แต่ด้วยความสามารถของเขา เขาสามารถเพิ่มค่าศักยภาพการเติบโตของเขาได้มากมายภายในหกเดือน” เมื่อนึกถึงช่วงเวลาครึ่งปีแห่งความสับสนที่ผ่านมา รอยยิ้มเยือกเย็นที่ดูไร้ค่าก็ผุดขึ้นบนใบหน้าของหลินซันจิ่ว
ลูเทอร์ถอนหายใจพร้อมกับตบไปยังแขนของหลินซันจิ่วเบาๆเพื่อปลอบโยน ด้วยท่าทีที่ดูเป็นผู้ใหญ่
“ฉันสงสัยว่าเขาได้วีซ่ามาจากไหนกัน ถึงแม้ว่าพวกเราจะอยากรู้ แต่ก็ไม่มีใครที่เราจะถามได้” มาร์ซี่พูดขณะที่ยังคงเขี่ยเศษกระดาษไปมาอย่างไร้จุดหมาย
“เขามีไอเทมไม่มากนัก ฉันจึงไม่คิดว่าเขาเคยเดินทางไปหลายแห่ง…” ทันใดดวงตาของลูเทอร์ก็ส่องประกายขึ้น เขายิ้มขึ้นและพูด “ถ้าเราสามารถหาเจ้าหน้าที่กงสุลของนรกที่ร้อนแรงนี้ได้ บางทีเราอาจจะได้อยู่ด้วยกัน เราอาจจะไม่ต้องแยกกันในตอนที่เราจะต้องถูกส่งไปยังโลกใหม่”
การที่จะต้องดิ้นรนผ่านโลกที่ถูกกลายพันธุ์อย่างไม่สิ้นสุด ที่ทุกคนผ่านมาแล้วก็ผ่านไปราวกับใบไม้ที่ลอยอยู่ในน้ำนั้น เป็นสิ่งที่น่าหนักใจมาก มันยากมากที่จะพบกับใครสักคนที่สามารถร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกันได้ คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่ได้มีเพื่อนที่สามารถร่วมเดินทางไปด้วยกันได้ทุกที่…
ปัญหาก็คือพวกเขาจะหาเจ้าหน้าที่กงสุลได้ที่ไหน? ทั้งสามคนมีความคิดแบบเดียวกัน ในตอนที่หลินซันจิ่วกำลังจะเอ่ยปากพูด ก็มีเสียงเคาะขึ้นที่ประตู
“พวกเธอคงจะอยู่ข้างในกันใช่ไหม? ทำไมไม่เปิดประตูให้ฉันล่ะ?” คงหยุนยังคงมีเสียงอู้อี้อยู่ในจมูก ที่เกิดจากการร้องไห้ แต่โทนเสียงของเธอนั้นสงบนิ่งลงมาก

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top