ขนาดตัวอักษร

DW:บทที่ 15 คงหยุน

 315 Views

DW:บทที่ 15 คงหยุน

ทั้งสามสปริงตัวขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียง.
ภายในชั่ววินาที หลินซันจิ่วก็พลิกฝ่ามือของเธอ พร้อมกับกำมีดทำครัวเอาไว้ เธอถามด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม “นั่นใครน่ะ?”
เสียงที่เย็นชาของเธอดังก้องอยู่ในความมืด
“อา… อย่ากังวลไปเลย ฉันเอง คงหยุนที่อยู่ห้องด้านล่าง” เสียงตอบกลับดังมาจากทางเดินมืดหน้าห้องแม่บ้าน น้ำเสียงของคงหยุนถึงแม้จะฟังดูอ่อนเพลียเล็กน้อยแต่ก็ดูค่อนข้างจะพอใจ “พวกเธอมีไฟฉายด้วยเหรอ เยี่ยมเลย” เธอพูดพร้อมกับเดินตรงเข้าไปหาพวกเขา ถึงแม้ว่าจะไม่มีคำเชิญให้เข้ามาในอพาร์ทเม้นท์เลยก็ตาม
[ไฟฉาย? ที่ไหนกัน…]
ทั้งสามสบถอย่างเงียบๆเมื่อนึกขึ้นได้ว่าไฟฉายที่คงหยุนนั้นหมายถึงคืออะไร เจ้าตัวขัดเกลาทักษะนั่นส่องแสงสว่างเกินไปจริงๆ มากเสียจนคงหยุนสามารถเห็นแสงที่มันเปล่งออกมาแม้ว่าจะอยู่ตรงประตูฉุกเฉินได้ ณ จุดนี้พวกเขาสามารถได้ยินเสียงฝีเท้าของคงหยุนที่ก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ ในช่วงเวลาแห่งความวิตกกังวลนี้ มาร์ซี่ได้เตะเจ้าตัวขัดเกลาทักษะนั่นไปยังโซฟา ทันทีที่ขวดเกือบจะชนเข้ากับโซฟา มันก็ได้หายวับ กลายเป็นแสงไฟระยิบระยับหลายร้อยดวง และได้รวมตัวเข้ากับโซฟา ห้องนั่งเล่นก็มืดลงในทันที
“หืม? พวกเธอปิดไฟฉายทำไมล่ะ? ฉันมองไม่เห็นอะไรเลย…” คงหยุนแสดงความเห็นด้วยน้ำเสียงที่ดูไม่ค่อยพอใจนัก
หลินซันจิ่วขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะนึกอะไรขึ้นมาได้และตอบกลับอย่างรวดเร็ว “นั่นเป็นแสงจากโทรศัพท์ของฉันเอง แบตเตอรี่มันหมดพอดีน่ะ… พี่คง พวกเราบอกให้พี่รออยู่ในอพาร์ทเมนท์ของพี่ด้านล่างไม่ใช่หรือ? พี่ขึ้นมาที่นี่ทำไม?” หลังจากที่เธอหยุดพูด ความสงสัยก็ผุดขึ้นมาในหัวของเธอ “แล้วพี่รู้ได้อย่างไรว่าห้องของฉันอยู่ที่นี่?”
หลินซันจิ่วใช้โอกาสขณะที่เธอกำลังพูดอยู่นั้น วางมือลงบนขาของเรนหนาน แสงไฟสีขาววูบขึ้นมาแว็บนึงก่อนที่ศพจะหายไปจากพื้น
ทันทีที่เธอดันการ์ดเข้าไปในมือของเธอ คงหยุนก็เดินมาถึงห้องนั่งเล่น มือของเธอควานไปรอบๆในความมืด ทันทีที่เธอก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่น ลูเทอร์ก็จุดไฟแช็คขึ้น ภายใต้แสงไฟสีแดงส้ม ใบหน้าและลำตัวของคงหยุนนั้นถูกปกคลุมไปด้วยเหงื่อ ปรอยผมของเธอเลอะติดกับหน้าผาก สภาพของเธอตอนนี้ช่างน่าสมเพชนัก เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาที่มองมาของพวกเขาเธอก็หัวเราะออกมาอย่างอายๆและพูดกับหลินซันจิ่วว่า “ครั้งหนึ่ง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่อยู่ด้านล่างเคยบอกฉันว่า เธอและแฟนของเธอเป็นเจ้าของห้องชั้นบนสุดนี้ อพาร์ทเม้นท์ของเธออยู่สูงมากจริงๆ ฉันรู้สึกเหนื่อยมากจากการเดินขึ้นมาจากชั้น 26…”
ถึงแม้ว่าเธอจะได้รับการวิวัฒนาการแล้ว แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจนัก หากไม่ได้รับการพัฒนาความแข็งแรงทางร่างกายแล้วนั้น ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีร่างกายที่แข็งแรงอย่างหลินซันจิ่ว ทันทีที่หลินซันจิ่ววางมีดลง ในหัวของเธอยังคงตราตรึงอยู่กับเศษกระดาษที่อยู่บนพื้น เธอฝืนยิ้มและถาม “พี่คง แล้วพี่ขึ้นมาทำไมกัน?”
“ไม่มีอะไรหรอก” คงหยุนที่ดูเหมือนจะลำบากใจเล็กน้อยตอบ “ฉันอยู่ในอพาร์ทเม้นท์คนเดียว สามีของฉันก็หายตัวไป ฉันก็แค่กลัว…”
สิ่งที่เธอพูดมานั้นก็เป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจได้ ทั้งสามมองหน้ากัน ก่อนที่ลูเทอร์จะหันไปยิ้มให้คงหยุน เผยให้เห็นฟันสีขาวที่เรียงกันเป็นแผงของเขา “พี่คง พี่ขึ้นมาก็ดีแล้ว พวกเราจะได้ไม่ต้องเสียเวลาลงไปหาพี่ข้างล่าง พี่เห็นไหม พวกเราเอาข้าวมาทำโจ๊กกันด้วย… พี่อยากจะกินด้วยกันไหมล่ะ?”
หลินซันจิ่วได้ยินเสียงหัวใจของเธอเต้นตุบๆ — นั่นเป็นข้ออ้างที่ฉลาดมาก! ไม่อย่างนั้นภาพของพวกเขาที่ยืนเคว้งคว้างอยู่กลางห้องนั่งเล่นนั้นคงจะดูผิดปกติสุดๆ
เห็นได้ชัดว่าลูเทอร์นั้นทำให้คงหยุนหันเหความสนใจไปทางเขาได้สำเร็จ เธอมองไปที่ห่อข้าวก่อนที่จะหัวเราะขึ้นมา “เอาสิ! ถึงแม้ข้าวในถุงนั่นจะไม่เหมาะกับการทำโจ๊กก็เถอะ แต่มันก็เป็นความคิดที่ดีนะ พวกเธอควรไปพักกันเถอะ ให้ฉันทำให้ดีกว่า”
“ให้ฉันช่วยเธอนะ” มาร์ซี่พูดพร้อมกับถือถุงข้าวเข้าไปในครัว
คงหยุนอดที่จะสงสัยในตัวมาร์ซี่ไม่ได้ เธอเดินตามหลังมาร์ซี่ไปอย่างรวดเร็วและถาม “ภาษาจีนของเธอนั้นดีมาก เธอเป็นคนที่ไหนหรือ?”
เมื่อเห็นทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่ในห้องครัวและกำลังเตรียมของเพื่อที่จะทำอาหาร ลูเทอร์ก็ยื่นของที่มีลักษณะแข็งบางอย่างให้หลินซันจิ่วอย่างเงียบๆ ดูเหมือนว่าเขาจะหาทางหยิบแผ่นกระดาษที่อยู่บนพื้นก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้สำเร็จ
“ถ้างั้นนี่ก็คือ…” ก่อนที่หลินซันจิ่วจะพูดอะไรบางอย่าง เด็กหนุ่มก็ขัดขึ้น
“ไว้ค่อยคุยกันตอนกลับ”
“กลับหรือ? นี่นายหมายความว่าพวกเราจะไม่พาเธอกลับไปซุปเปอร์มาร์เก็ตด้วยอย่างนั้นเหรอ?” หลินซันจิ่วถามกลับอย่างรวดเร็ว
ดูเหมือนว่าเขาจะพูดออกมาตามสัญชาตญาณ โดยที่ไม่ได้คิดไตร่ตรองให้ดีก่อน เมื่อได้ฟังคำถามของเธอ เขาก็ขมวดคิ้วขึ้นอย่างเคร่งเครียด ที่จริงการทิ้งคงหยุนที่เพิ่งผ่านการวิวัฒนาการมาใหม่ๆ คนที่แทบจะไม่มีพลังอะไร ไว้ที่นี่คนเดียวนั้นเป็นการกระทำที่ค่อนข้างโหดเหี้ยม ในทางกลับกัน พวกเขาก็ไม่สามารถไว้ใจเธอได้เนื่องจากไม่เคยผ่านสถานการณ์ที่เฉียดเป็นเฉียดตายมาด้วยกัน เพราะอย่างนั้นมันก็คงจะไม่ใช่ความคิดที่ดีเช่นกันที่จะพาเธอกลับไปยังซุปเปอร์มาร์เก็ตด้วย
“คอยจับตาดูเธอเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน บางทีเธออาจจะมีแผนของเธอ พวกเราอาจจะไม่ต้องช่วยเธอตัดสินใจก็ได้” หลินซันจิ่วพูดให้ลูเทอร์รู้สึกสบายใจขึ้น หลังจากเห็นหน้าตาบูดบึ้งที่มองแล้วก็อดขำไม่ได้ของเขา
คงหยุนคงจะเคยทำอาหารที่บ้านบ่อยครั้ง แสงไฟที่อันน้อยนิดนั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทำอาหารที่คล่องแคล่วของเธอ — เธอหั่นเนื้อไก่แช่น้ำเกลือออกเป็นสี่เหลี่ยม เพิ่มเครื่องปรุงรสเข้าไป และต้มมันพร้อมกับโจ๊กเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง ในไม่ช้าอากาศก็เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของโจ๊กไก่
หลังจากที่ไม่ได้รับประทานอาหารปกติมาเป็นปี ปากขอลูเทอร์ก็เต็มไปด้วยน้ำลายที่พร้อมจะไหลทะลักออกมาในทุกเมื่อ
“อาหารพร้อมแล้ว มากินกันเถอะ!”
หลังจากที่วางหม้อโจ๊กลงบนโต๊ะกินข้าวและจัดโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้ว มาร์ซี่ก็ตักโจ๊กใส่ถ้วยสี่ชาม

โจ๊กในหม้อกำลังเดือด ข้าวสีขาวราวกับหิมะเปล่งประกายเมื่อมันกระทบกับแสงจากไฟแช็ค พวกเขาต่างก็เป่าโจ๊กของตัวเองก่อนที่จะนำช้อนจุ่มลงไป หลังจากที่รอมานานพวกเขาก็ได้เริ่มกินอาหารกัน พวกเขาตักโจ๊กขึ้นมาเต็มช้อนอย่างรีบร้อน
ถึงแม้ว่าโจ๊กจะร้อนมาก มันไม่ใช่เวลาที่ดีนักที่พวกเขาจะกินมันเข้าไป — ความรู้สึกที่น่ารื่นรมย์ของโจ๊กร้อนๆก็ปกคลุมไปทั่วกระเพาะของพวกเขา ในเวลาเดียวกันรสชาติหอมหวานปนเค็มของโจ๊กไก่ก็ยังคงติดอยู่ที่ลิ้นของพวกเขา เมื่อได้นับเวลาที่ผ่านมาแล้วนั้น จริงๆแล้วหลินซันจิ่วก็เพิ่งจะได้กินแซลมอนรสเยี่ยม ไปเพียง 24 ชั่วโมงก่อน แต่ไม่รู้ทำไม โจ๊กไก่ถ้วยนี้ที่เธอได้รับประทานหลังจากที่โลกของเธอได้ถูกทำลายนั้น ถึงมีรสชาติเหมือนกับสิ่งที่เธอโหยหามานานแสนนาน
มาร์ซี่ที่กำลังกินโจ๊กอยู่เต็มปากก็ถามคงหยุนอย่างเป็นกันเองว่า “เมื่อวานเธอผ่านเรื่องพวกนี้มาด้วยตัวคนเดียวเหรอ?”
เนื่องจากก่อนหน้านี้ลูเทอร์ได้วางไฟแช็คของเขาลงบนโต๊ะ เพื่อที่จะรับประทานอาหาร ภายในห้องจึงมืดสนิท พวกเขาไม่สามารถมองเห็นสีหน้าของคงหยุนได้ชัดเจนนัก พวกเขาเพียงแต่ได้ยินเธอตอบกลับมาอย่างเศร้าสร้อยว่า “หลังจากที่ตื่นขึ้นมาคืนก่อน ฉันก็ได้แต่ตามหาสามีของฉัน โทรศัพท์ก็โทรไม่ติด เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทุกคนต่างก็หมดสติ ฉันจึงออกมาข้างนอก ขับรถวนไปวนมา 2-3 รอบ เจอคนจำนวนมากเดินอย่างไร้จุดหมายอยู่บนถนนราวกับคนบ้า มันทำให้ฉันกลัว ฉันจึงรีบกลับบ้าน จนตอนเช้าที่อากาศเริ่มร้อนขึ้นจนแทบเกินจะทน ฉันจึงไปหลบอยู่ในห้องน้ำและเผลอหลับไป… ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้สามีของฉันจะเป็นอย่างไรบ้าง”
“อืมม… แล้วเธอรู้สึกว่าตัวเธอเองมีอะไรแปลกไปบ้างไหม?” หลินซันจิ่วอดถามไม่ได้
“อ่าาา? แปลกไปเหรอ… ไม่นะ เธอกำลังหมายถึงอะไรอย่างนั้นเหรอ?” คงหยุนถามด้วยความประหลาดใจ เธอเคาะช้อนของเธอลงบนถ้วยอย่างไม่ได้ตั้งใจ
[บางทีสกิลเชิงรุกของเธออาจจะยังไม่ถูกพัฒนา] หลินซันจิ่วคิดไตร่ตรอง ถ้าพวกเขาจะอธิบายเกี่ยวกับโลกใหม่ให้เธอฟัง เรื่องเกี่ยวกับพวกเหนือมนุษย์อะไรแบบนั้น มันคงจะน่าเชื่อถือกว่าหากสกิลเชิงรุกของคงหยุนได้ถูกพัฒนาแล้ว ดังนั้นเธอจึงยิ้มและตอบว่า “ไม่มีอะไรหรอก เรื่องมันยาวน่ะ ไว้พวกเราจะเล่าให้เธอฟังทีหลังนะ อย่างไรก็เถอะ เธอมีแผนที่จะทำอะไรต่อจากนี้ไหม?”
คงหยุนตอบกลับอย่างไม่ลังเลในทันที “ฉันจะกลับบ้าน เพื่อรอสามีของฉัน ฉันจะรอจนกว่าเขาจะกลับ ฉันกลัวว่าเขาจะเป็นห่วงถ้ากลับมาแล้วไม่เจอฉัน ใช่แล้ว รีบกินเข้าเถอะ. แล้วฉันจะเอารูปสามีของฉันให้พวกเธอดูทีหลัง เผื่อพวกเธอเจอเขาข้างนอกนั่น ได้โปรดบอกให้เขากลับบ้านมาหาฉันด้วยนะ…”
จากคำพูดของเธอ ดูเหมือนเธอจะไม่ทันคิดว่าถ้าหากเธอรอต่อไปโดยไม่มีน้ำและอาหาร เธออาจจะต้องเสียชีวิตลงในที่สุด บางทีอาจจะไม่ใช่เพราะเธอไม่ทันคิด แต่เป็นเพราะเธอนั้นยอมที่จะเสี่ยง — ถึงแม้ว่าความหวังนั้นจะมีเพียงแค่น้อยนิดก็ตาม
ทันใดนั้นบรรยากาศรอบๆโต๊ะอาหารก็เริ่มตรึงเครียด หลังจากนั้นสักพักหนึ่ง หลินซันจิ่วก็พูดขึ้นมา “โอเค ถ้าอาหารของเธอเริ่มที่จะเหลือน้อย พวกเราจะเป็นคนเอาอาหารไปให้เธอเอง”
เธอไม่อยากรีบทำลายความหวังเดียวของผู้หญิงคนนี้ลงนัก การสูญเสียความหวังนั้นก็คล้ายกับการเจอกับสภาพอากาศที่โหดร้ายด้านนอกนั่น มันทำให้คนๆหนึ่งถึงตายได้ คงหยุนกล่าวขอบคุณหลินซันจิ่วอย่างซาบซึ้ง หลังจากได้ฟังคำอธิบายของคงหยุน ทั้งสามก็เก็บของของพวกเขาและตามเธอลงไปด้านล่าง
มีครอบครัวอาศัยอยู่สองครอบครัวในชั้นสองชั้นถัดจากเพนท์เฮ้าส์ของเธอ เนื่องจากอพาร์ทเม้นท์อื่นในชั้น 26 ต่างก็ไม่มีคนอยู่ คงหยุนเลยไม่ได้ล็อคห้องของเธอตอนเธอออกมา มันเปิดออกอย่างง่ายดายแค่เธอผลักมัน
ทันทีที่ทั้งสามเข้าไปในอพาร์ทเม้นท์ของเธอ พวกเขาก็ต้องตกตะลึง
เวลานั้นเอง อพาร์ทเม้นท์ที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหรานั้นสว่างมาก มีเชิงเทียนรูปแบบเก๋ไก๋วางอยู่ทั่วทุกมุมห้อง เช่น โต๊ะอาหาร โต๊ะกาแฟ และชั้นวางดอกไม้ บนเชิงเทียนแต่ละอันนั้นมีเทียนไขสีครีมวางอยู่ แสงไฟสีส้มจากเทียนและกลิ่นหอมอ่อนๆกระจายฟุ้งไปทั่วห้องนั่งเล่น มันสวยงามอย่างกับภาพฝัน — แต่ก็ร้อนระอุราวกับฝันร้าย
ท่ามกลางแสงสว่างจากเทียนไข คงหยุนยิ้มอย่างเอียงอายพร้อมกับน้ำตาที่ก่อตัวขึ้นบนดวงตาของเธอ “สามีของฉันซื้อเทียนไขพวกนี้มาสำหรับวันครบรอบแต่งงานของเรา เมื่อฉันกลับมาที่บ้านวันนั้น อพาร์ทเม้นท์ของเราเต็มไปด้วยแสงเทียน เขายังทำอาหารให้ฉันด้วย…” เสียงของเธอติดอยู่ในลำคอ เธอรวบผมของเธอเข้าหากันและค้นหากรอบรูปถ่ายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“หลังจากวันครบรอบแต่งงาน เขาต้องการจะโยนเทียนไขพวกนี้ทิ้งไป แต่ฉันไม่เห็นด้วย และดูสิ ตอนนี้มันเป็นสิ่งที่มีประโยนช์มาก” คงหยุนสูดหายใจฟิดฟัดก่อนที่จะยื่นรูปถ่ายให้หลินซันจิ่วทั้งน้ำตา
ผู้ชายที่อยู่ในรูปภาพนั้นหน้าตาธรรมดาๆ เขามีรอยยิ้มที่อ่อนโยนกับฟันสีขาว “อ้า!” หลินซันจิ่วอุทานขึ้นมาก่อนที่จะพูดว่า “ฉันจำได้ว่าเคยเห็นสามีของเธอข้างล่างครั้งหนึ่ง”
หลินซันจิ่วอธิบายว่าเธอจำเขาได้เพราะว่า ครั้งนั้นมีผู้หญิงที่เกรี้ยวกราดมากยืนต่อแถวอยู่กับเขา เธอตะโกนใส่เขาอย่างต่อเนื่อง เสียงของเธอนั้นดังขนาดที่สามารถได้ยินผ่านสายโทรศัพท์
หลังจากหลินซันจิ่วพูดจบ น้ำตาก็ไหลพรากลงจากดวงตาของคงหยุนอย่างควบคุมไม่ได้ “วันนั้นเราทะเลาะกัน… ฉันเสียใจมาก… ถ้าฉันรู้ว่าเราจะต้องแยกจากกัน ฉันจะไม่ตะโกนใส่เขาแบบนั้น เขาเป็นคนที่อ่อนโยนจริงๆ…”
มาร์ซี่แตะไปที่ไล่ของคงหยุนเบาๆและถอนหายใจ ลูเทอร์นั่งอย่างเงียบๆอยู่บนเก้าอี้ เหมือนกับผู้ชายทั่วๆไป เขาไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรเมื่อเห็นผู้หญิงร้องไห้ หลังจากปลอบคงหยุนด้วยคำพูดสองสามประโยค หลินซันจิ่วก็ลุกขึ้น สายตาของเธอกวาดไปรอบๆอพาร์ทเม้นท์อย่างไร้จุดหมาย ทันใดนั้นคิ้วของเธอก็ย่นเข้าหากันด้วยความรู้สึกสงสัย เมื่อดูดีๆแล้วมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับอพาร์ทเม้นท์แห่งนี้
ตู้น้ำในห้องนั่งเล่นนั้นว่างป่าว ทั้งๆที่มีขวดน้ำเต็มขวดวางอยู่ข้างๆมัน ราวกับว่าเจ้าของไม่สนใจที่จะเติมน้ำในตู้น้ำเลย เจ้าของอาจจะไม่ได้รู้สึกกระหายน้ำ ยิ่งไปกว่านั้นตู้ปลาที่ตั้งอยู่กลับว่างเปล่า มีเพียงหินประดับที่ถูกวางเป็นชั้นๆและหีบสมบัติเล็กๆที่ใช้สำหรับตกแต่งอยู่ในนั้น เมื่อเธอเดินเข้าไป ก็พบว่ามันมีกลิ่นเหม็นคาวอยู่แถวนั้น สิ่งที่แปลกที่สุดคือกระถางต้นไม้ในอพาร์ทเม้นท์ หรือจะเรียกให้ถูกกระถางที่มีแต่ดิน ไม่มีต้นไม้อยู่ในกระถางเลยสักอัน อีกทั้งดินที่อยู่ในกระถางต้นไม้ยังมีหลุมเหมือนกับว่าเคยมีต้นไม้อยู่ในนั้นมาก่อน เธอสามารถมองเห็นรากของมันที่ยังคงหลงเหลืออยู่ประปราย… ทันใดนั้นความคิดก็ผุดขึ้นมาในหัวของเธออย่างรวดเร็ว
“ฉันจะไปหยิบน้ำให้นะ พี่มีน้ำอยู่ในตู้เย็นบ้างไหม?” หลินซันจิ่วรีบเดินไปที่ตู้เย็นก่อนที่จะถามคงหยุนอย่างปุบปับ ก่อนที่จะได้รับคำตอบ เธอก็เปิดตู้เย็นออก
ช่องเก็บของในตู้เย็นนั้นเกือบจะว่างเปล่า มีเพียงห่อพลาสที่ใช้ห่ออาหารวางอยู่ระเกะระกะ — ห่อพลาสติกนั้นเป็นห่อพลาสติกที่ใช้ห่อผักในซุปเปอร์มาร์เก็ต มีป้ายติดอยู่บนห่อพลาสติกอันหนึ่งเขียนว่า แครอทออร์แกนิคระดับพรีเมียม, $14.98. บนช่องเก็บของด้านขวาของตู้เย็น มีเครื่องดื่มวางเรียงกันอยู่อย่างเป็นระเบียบ หลินซันจิ่วสามารถมั่นใจได้ในทันทีว่าเครื่องดื่มที่วางเรียงกันอยู่นั้น ไม่เคยถูกแตะอย่างแน่นอน
เวลานั้นเองที่เธอได้ยินเสียงกระวนกระวายใจเล็กน้อยของคงหยุน ดังมาจากด้านหลังของเธอ “ไม่ ไม่เป็นไร ฉันไม่หิว ขอบคุณนะ” หลินซันจิ่วปิดประตูตู้เย็นลง แล้วหันไปมองมือของมาร์ซี่ที่กำลังวางอยู่บนไหล่ของคงหยุน เธอรู้สึกเหมือนมีก้อนหินก้อนใหญ่วางทับอยู่ในก้นบึ้งของกระเพาะของเธอ

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top