ขนาดตัวอักษร

บทที่2 เครื่องรางทองคำ

 227 Views

บทที่2 เครื่องรางทองคำ

 

“เจ้ารู้รึยัง? การหมั้นหมายระหว่างกวนเซี่ยและหลี่ฟู่เฉินถูกยกเลิก”

 

“น่าเวทนาเสียจริง เดิมทีพรสวรรค์ของเขาหายไป และแม้แต่คู่หมั้นของเขาก็หายไปด้วย นี่เป็นสิ่งที่เลวร้ายยากที่จะทานทนได้”

 

“ฮึ่ม เขาทำให้ตัวเองขายหน้า และตอนนี้ยังทำให้ตระกูลหลี่ต้องแปดเปื้อนอีก”

 

“ชู่ววว์…เขามานี่แล้ว”

 

ที่ข้างถนน เสียงพึมพำหยุดลงทันที

 

หลี่ฟูเฉินเดินผ่านคนเหล่านี้ไปด้วยสีหน้าที่ไร้อารมณ์

 

การที่ถูกยกเลิกการหมั้นหมาย หลี่ฟูเฉินไม่ได้ตระหนกตกใจแม้แต่น้อย

ก็ในเมื่อกวนเซี่ยแสดงพรสวรรค์ที่เธอมีออกมาอย่างต่อเนื่อง มันจึงค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า ๆ แม้ว่าเธอจะยังคงแสดงออกอย่างอ่อนโยนและสุภาพ  แต่ความรู้สึกภาคภูมิใจที่อยู่ภายในก็ยากที่จะปกปิดมันได้ นี้เป็นความภาคภูมิใจที่มีเพียงเฉพาะอัจฉริยะที่สมบูรณ์แบบเท่านั้นที่จะมีมัน เมื่อเขากลายเป็นคนงี่เง่าดั่งเช่นที่เป็นอยู่ในตอนนี้ และเมื่อเทียบกับเธอ เขาก็เป็นเพียงแค่คนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น สิ่งนี้มันช่างเป็นสิ่งที่กรัดกร่อนหัวใจของเขาได้ดีจริงๆ

 

สิ่งเดียวที่เขาไม่สามารถยอมรับได้ ก็คือตระกูลกวนที่ได้เผาสะพาน หลังจากที่ได้ข้ามแม่น้ำได้แล้ว

 

เมื่อตระกูลกวนเข้ามาในเมืองหยุ่นวู่เป็นครั้งแรก พวกเขาถูกสะกดข่มโดยตระกูลอื่นๆ หากไม่ใช่เพราะการสนับสนุนของตระกูลหลี่ ตระกูลกวนจะไม่สามารถเสริมสร้างตัวเองในเมืองหยุ่นวู่ได้ และการสนับสนุนตระกูลกวน ที่นี้ก็เป็นการสร้างความขุ่นเคืองให้กับหนึ่งในสี่ตะกูลใหญ่ นั่นก็คือ ตระกูลหยาง

 

“ นี่คือสัจธรรมของมนุษย์?”หลี่ฟู่เฉินครุ่นคิดกับตัวเอง

***

 

หลี่ฟู่เฉินมายอดเขาด้านหลังเขตปกครองตระกูลหลี่อย่างเช่นเคย

 

เขาชอบความสูง มันอาจจะเป็นเพราะความปรารถนาของเขา ที่ต้องการมีพลังที่แข็งแกร่ง มากพอที่จะมองเห็นทุกสรรพสิ่งได้

 

อากาศในวันนี้ดูแปลกไปเล็กน้อย ลมโพยพัดก้อนเมฆไปอย่างรวดเร็ว จนสามารถเห็นริ้วสีทองเรืองรองได้

 

“ถ้าวันหนึ่งข้าสามารถทยานผ่านก้อนเมฆไปได้ ข้าก็พร้อมที่จะตายโดยไม่เสียใจใดๆ แล้ว”

 

หลี่ฟู่เฉินกำหมัดทาบท่ามมันขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยท่าทางที่มุ่งมั่น เขากำลังจินตนาการว่าหมัดของเขาจะทะลุประกายทองคำในกลุ่มเมฆนั้น และตรงดิ่งไปยังดวงดาว

หลี่ฟูเฉินหัวเราะให้กับตัวเอง และลงมาจากยอดเขา

 

ทันใดนั้นเอง… เขาก็หยุดชะงัก

 

เขาเห็นหมู่เมฆสีทองเปิดออก และมีลำแสงสีทองพุ่งผ่านพวกมันมา กลิ่นอายนั้นฉีกท้องนภาให้แยกออกจากกัน พุ่งมาหาเขาด้วยความเร็วดุจเดียวกับแสง มันให้ความรู้สึกราวกับว่าเวลาได้หยุดลงไป ผืนฟ้าและปฐพีกลายเป็นเงียบงัน

 

หลี่ฟู่เฉินต้องการวิ่งหนี แต่ร่างกายเขากลับไม่ตอบสนอง

 

ประกายแสงสีทองทำให้หลี่ฟู่เฉินต้องปิดตาลง หว่างกลางคิ้วของเขารู้สึกได้ถึงความรุ่มร้อน ก่อนที่มันจะหายไป

 

หลี่ฟูเฉินรู้สึกราวกับตกอยู่ในห้วงฝัน เขากำลังควบม้าวิ่งไปทั่วดินแดน ดินแดนที่ดูไร้สิ้นสุดและไร้จุดจบ เพียงแค่เขาสะบัดดาบ ประกายแสงก็สาดส่องทะลุไปยังสวรรค์ชั้นฟ้า พลังหมัดอันแข็งแกร่งของเขา ทะลุทะลวงผ่านพื้นดินไปยังก้นบึ้งของนรก

 

“ช่างเป็นความฝันที่สวยงามอะไรเช่นนี้!”

 

คิ้วของหลี่ฟู่เฉินผ่อนคลายลง เขารู้สึกเต็มไปด้วยพลังอันแกร่งกล้า

 

เมื่อหลี่ฟู่เฉินตื่นขึ้น ท้องฟ้ายังคงไม่มืดมิด

 

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

เขายังรู้สึกงงงวย เมื่อสัมผัสไปที่หน้าผาก เขาสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณที่เกรี้ยวกราดพุ่งเข้าสู่จิตใจ

 

บูม! !

 

ใจของเขารู้สึกสั่นสะเทือน ภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ปรากฏอยู่ในจิตสำนึกของเขา ทุกอย่างช่างดูวุ่นวาย มันมีหมอกสีเทาอยู่ตรงกลาง และท่ามกลางสายหมอกนั้น ก็ปรากฏเป็นเครื่องรางขนาดเล็กออกมา

 

สีทองนั้น ทำให้จิตวิญญาณของเขารู้สึกปลอดโปลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หมอกสีเทาดูเหมือนจะก่อตัวเป็นลูกบอลแสงสีเทา

 

“สิ่งนี้เข้ามาอยู่ในจิตใจ…หมอกสีเทาคือดวงวิญญาณของข้า? แล้วเครื่องรางทองคำนี้มันคืออะไรกัน”

 

จิตใจของหลี่ฟู่เฉินนั้นเต็มไปด้วยความสงสัย ภาพนี้ขัดกับสิ่งที่เขาเคยรู้มาก่อน

 

เมื่อเปลี่ยนมุมมอง เขาก็ถูกดึงดูดเข้าหาเครื่องรางทองคำ

 

เครื่องรางไม่มีร่องรอยของการสึกหรอ มันเผยให้เห็นถึงความรู้สึกเรียบง่ายไม่รู้จบ มันให้ความรู้สึกราวกับว่าอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ต้น และจะคงอยู่ต่อไปชั่วนิรันดร์

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน เมื่องพลังที่ขับเคลื่อนเขาเริ่มลดลง จิตของหลี่ฟู่เฉินก็ถูกขับออกจากพื้นที่ในใจของเขา

 

“มันสายแล้ว ข้าคงต้องกลับแล้ว”

 

หลี่ฟู่เฉินกลับบ้าน ขณะที่เต็มไปด้วยความสงสัย

 

***

 

ที่สนามซ้อม หลี่ฟู่เฉินมองเห็นหลี่หยุ่นเหอซ้อมร่วมกับศิษย์ตระกูลหลี่ด้วยท่าทางสบายๆ หลี่หยุ่นเหอใช้เพียงแค่ฝ่ามือเดียวผลักคู่ต่อสู้ของเขาให้ลอยออกไป จากนั้นเขาหันมามองและยิ้มให้แก่หลี่ฟู่เฉิน

 

“หลี่ฟู่เฉิน เจ้าสนใจที่จะมาซ้อมมือกันมั้ย? ข้าเพิ่งบรรลุขั้นที่ห้าของพลังลมปราณ ข้ายังขาดคู่ซ้อม และดูเหมือนว่าเจ้าสามารถรับหมัดได้ดี”

 

การจะก้าวข้ามขึ้นไปอีกขั้นนั้น  มันกลับกลายเป็นสิ่งที่ยากที่จะบรรลุการฝึกฝนขอบเขตพลังลมปราณ…

 

เมื่อเห็นถึงตัวเขาสามารถบรรลุขั้นที่ห้าได้นั้น มันจะต้องเกี่ยวข้องกับการที่เขาประสบความสำเร็จในการบรรลุเทคนิคหยกแดงระดับสี่เป็นแน่

 

“ข้ามีธุระบางอย่างที่จะต้องทำ บางทีอาจกินเวลาถึงสองสามวัน”

 

กล่าวได้แบบนี้ หลี่ฟู่เฉินก็เดินจากไปทันที

 

“เจ้านี่”

 

สีหน้าของหลี่หยุ่นเหอเปลี่ยนไปในทันที นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่ฟูเฉินไม่ได้แสดงถึงความเกรงกลัวใดๆ

 

“ฮึ คนโง่ก็ย่อมคือคนโง่อยู่ดี ดูเหมือนการที่เจ้าไม่สามารถบ่มเพาะตลอดทั้งปี มันคงทำลายปณิธานของเจ้าไปแล้ว เจ้าเลยไม่มีแม้แต่จะมีความกล้าที่จะมาต่อสู้กับข้า” หลี่หยุ่นเหอเยาะเย้ย

 

***

 

หลังอาหารเย็น หลี่ฟู่เฉินก็รีบกลับเข้าห้องไปในทันที

 

เมื่อเข้ามาในจิตสำนึก หลี่ฟู่เฉินรู้สึกประหลาดใจ เมื่อพบว่าหมอกสีเทาอันเดิมนั้น ได้กลายเป็นลูกบอลสีเทา ซึ่งมีริ้วหมอกปกคลุมอยู่รอบๆ แล้ว

 

“หมอกสีเทากลายเป็นลูกบอลแสงสีเทา มันจะมีเป็นประโยชน์ต่อข้าหรือไม่” หลี่ฟู่เฉินคิดอ่าน

 

เขาทิ้งความคิดเหล่านี้ไว้ พร้อมกับจิตสำนึกที่ออกมาจากจิตใจ จากนั้นหลี่ฟู่เฉินเริ่มต้นการบ่มเพาะทันที

 

สิบห้านาทีผ่านไป…

 

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป…

 

หลี่ฟู่เฉินลืมตาขึ้น เขารู้สึกทั้งอัศจรรย์ใจ ระคนประหลาดใจไปพร้อมๆกัน

ก่อนหน้านี้ เขามีสมาธิกับการฝึกฝนของตัวเองได้เพียงแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น แต่คืนนี้ เขาทนมันได้ถึงครึ่งชั่วโมง และไม่มีอาการปวดๆ ใดแม้แต่น้อย “อาจเป็นเพราะหมอกสีเทาในจิตวิญญาณของข้า? เมื่อมันรวมกันเป็นลูกบอลแสง มันจึงทำให้การฝึกบ่มเพาะของข้าง่ายขึ้น”จากสิ่งที่หลี่ฟู่เฉินรับรู้ ทำให้เขาสรุปออกมาได้แบบนี้

 

คืนนี้ จะเป็นคืนที่น่าจดจำคืนหนึ่ง

 

***

 

ตอนแรกหลี่ฟู่เฉินคิดว่าเครื่องรางอันนั้น อยู่ภายในเพียงเพื่อรักษาจิตวิญญาณไว้ด้วยกัน เพื่อไม่ให้กระจัดกระจายออกไป แต่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เขาก็รู้ว่าเขาคิดผิด

 

เครื่องรางไม่เพียงแต่รวบรวมจิตวิญญาณเข้าหากัน แต่มันยังสามารถค่อยๆ พัฒนาได้อีกด้วย

 

ตอนนี้จิตวิญญาณของเขาได้กลายเป็นลูกบอลแห่งแสงโดยสมบรูณ์ และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อน ด้วยวิวัฒนาการทางจิตวิญญาณของเขา ส่งผลทำให้หัวของเขารู้สึกโล่งโปรงมากขี้น เหมือนสิ่งอุดตันนับไม่ถ้วนในหัวของเขา ได้ถูกชำระล้างออกไปจนหมดแล้ว ไม่เพียงแต่การรับรู้ของเขาที่ดีขึ้น แต่เขายังสามารถเข้าใจนิยายของสิ่งต่างๆได้เร็วมากขึ้นอีกด้วย

 

***

 

ช่วงเวลากลางคืน…

 

เขาโครงรอบเทคนิคหยกแดง ฝ่ามือของหลี่ฟู่เฉินหันเข้าหาท้องฟ้า ค่อยๆ ดูดซับพลังลมปราณที่อยู่ใต้ในสวรรค์และผืนโลก

 

ครึ่งชั่วโมงต่อมา เส้นแสงสามเส้นก็ไหลไปมาอย่างอิสระภายในร่างกายของหลี่ฟู่เฉิน เส้นแสงทั้งสามเส้นนี้ รวมตัวเข้ากับเทคนิคหยกแดง ก่อให้เกิดเป็นรูปแบบการไหลเวียนที่ซับซ้อนของพลังลมปราณ

 

“เทคนิคหยกแดงขั้นที่สี่?”หลี่ฟู่เฉินรู้สึกประหลาดใจ

 

ความก้าวหน้าของแต่ละระดับ มันจะยากมากยิ่งขึ้นทุกครั้งที่ทะลวงระดับได้ สำหรับการฝึกฝนเทคนิคหยกแดงนี้

 

เมื่อไม่เข้าใจแก่นแท้ของเทคนิคแล้วละก็ แม้ว่าเส้นแสงทั้งสามจะจะถูกสกัดกั้นไว้ได้ แต่มันก็จะยากที่จะนำมันมาฝึกฝน แต่หลี่ฟู่เฉินกลับสามารถบรรลุได้ถึงขั้นที่สี่ได้ก่อน ที่จะดึงเส้นแสงทั้งสามนั้นมาใช้ด้วยซ้ำไป

“เมื่อไม่ได้ฝึกฝนเทคนิคหยกแดงมามากกว่าหนึ่งปีแล้ว ในตอนแรกข้าคาดว่า ข้าอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยที่สุด ซักสองสามเดือนเพื่อที่จะบรรลุระดับ  แต่ข้าไม่คาดคิดเลยว่าจะใช้เวลาเพียงแค่สามวันเท่านั้น”

 

 

หลี่ฟูเฉินเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ไม่เพียงแต่วิวัฒนาการทางจิตวิญญาณของเขา ที่ทำให้การรับรู้ของเขาดูแม่นยำมากขึ้น แต่มันยังทำให้ประสาทสัมผัสของดูแหลมคมขึ้นมากอีกด้วย ในอดีต การรับรู้ของเขาก็ถือว่าดีมากแล้ว แต่ที่เป็นอยู่อนนี้ เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดถึงมันมาก่อน

 

***

 

หลี่ฟู่เฉินฝึกฝนเทคนิคหยกแดงในตอนกลางคืนและศึกษาศิลปะการต่อสู้ระหว่างวัน

 

ฟุบ!

ในสนาม หลี่ฟู่เฉินกระแทกฝ่ามือลงแผ่นไม้อัดที่หนาแน่น ด้วยพลังโจมตี จึงทำให้มันทะลุลึกเข้าไปภายใน ครึ่งบนของไม้อัดแตกออกจากกัน หากการกระแทกนี้นำไปใช้กับมนุษย์ อาจจะทำให้เกิดจากตกตายลงได้

 

“ฝ่ามือพิฆาตศิลาบรรลุแล้ว ไม่ได้มีแค่เพียงหลี่หยุ่นไห่ที่ทำสิ่งนี้สำเร็จ!”

 

ฝ่ามือพิฆาตศิลา เป็นทักษะการต่อสู้ฝ่ามือสีเหลืองระดับต่ำ มันทั้งแข็งแกร่งและยากที่จะสะกดข่ม ขอบเขตพลังลมปราณของหลี่ฟู่เฉินยังคงอยู่ในระดับต่ำ ถ้าเขาอยู่ในขอบเขตพลังลมปราณขั้นที่เจ็ดหรือแปด การปะทะฝ่ามือเพียงครั้งเดียว อาจสามารถทำลายก้อนหินที่มีขนาดยักษ์ลงไปได้

 

ในขณะหลี่ฟู่เฉินฝึกฝกทักษะฝ่ามืออยู่ที่สวนเสร็จ หลี่ฟู่เฉินก็ไปฝึกฝนทักษะดาบของตัวเอง ที่ด้านหลังภูเขาของตระกูลหลี่ต่อ

 

ณ จุงสูงสุดของยอดผา ลมโหมกระหน่ำ ต้นไม้พลิ้วไหวรุนแรง

 

การร่ายรำด้วยดาบเหล็กของหลี่ฟู่เฉินนั้นดูไร้ที่ติ ขณะนี้เขาช่างดูเยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยประกาย มันดูไร้อารมณ์ความรู้สึก มีเพียงแต่ความหลงใหลในทักษะแห่งดาบเท่านั้น

 

ซึบ!

 

ดาบแทงเข้าไปในลำต้นของต้นไม้หนาใหญ่ และด้วยการสะบัดข้อมือของหลี่ฟู่เฉิน เขาเฉือนครึ่งบนของต้นไม้ลอยปลิวขึ้นไป ก่อนที่มันจะตกลงมา หลี่ฟู่เฉินก็ตามไปกระโดดฟันอีกที

ฉึบ! ฉึบ!

 

กลางอากาศ ตัวดาบสร้างประกายไฟเป็นรูปกากบาทออกมา และตัดไม้ออกเป็นส่วนๆ

 

ทักษะดาบสีเหลืองระดับต่ำ วิชาเขี้ยวพยัคฆ์พิฆาต บรรลุแล้ว

 

ภายในห้าวัน เขาบรรลุฝ่ามือวิชาพิฆาตศิลาและวิชาเขี้ยวพยัคฆ์พิฆาตสำเร็จ การรับรู้ของหลี่ฟู่เฉิน มาถึงจุดที่ไม่เคยมีมาก่อน  ดูเหมือนว่าศิลปะการต่อสู้ทุกชนิด จะไม่สามารถซ่อนความลับจากสายตาของเขาได้  เพียงแค่ใช้เวลาสั้นๆ เขาก็สามารถฝึกฝนวิชาเหล่านี้สำเร็จได้

 

“ทักษะดาบเป็นฐานของความรู้พื้นฐานทั้งหมด มันเป็นกุญแจที่สำคัญ หากใครปรารถนาที่จะเข้าสู่สำนักนิกายคังเหลียน ดูเหมือนว่าข้าจะรู้ทักษะดาบดีกว่าทักษะฝ่ามือ”

 

แม้ว่าพวกมันจะมีชั้นและระดับเดียวกัน แต่เข้าใจทักษะดาบมากกว่าทักษะฝ่ามือ มันก็เพราะ ดาบเป็นวัตถุ อาจะยากกว่าการกวัดแกว่งโดยการใช้มือของตัวเอง แต่เมื่อทักษะดาบของบุคคลผู้หนึ่งสมบูรณ์แล้ว ความแข็งแกร่งของมัน แม่แต่ทักษะฝ่ามือก็ไม่อาจเทียบได้

 

การตะหวัดดาบเพียงหนึ่งครั้ง ถ้าไม่บาดเจ็บอย่างรุนแรง ก็อาจถึงตายได้ นั่นเป็นวิธีที่น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง

 

“ตระกูลหลี่ข้านั้นอ่อนแอที่สุดในบรรดาเหล่าตระกูลใหญ่ทั้งสี่ของเมืองหยุ่นวู่ ตอนนี้ตระกูลกวนได้ยุติความสัมพันธ์กับพวกเราแล้ว ตระกูลหยางก็กำลังจับตาดูพวกเราอยู่ ตอนนี้เจ้าเมืองก็มีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลกวนและหยาง แต่ถ้าข้าเข้าสำนักนิกายคังเหลียนได้ มันจะช่วยให้ตระกูลหลี่ของข้ากลับไปอยู่เหนือกว่าเช่นเดิมได้”

หลี่ฟุ่เฉินสูดหายใจเข้าลึก ดวงตาของเขาฉายแววก้าวร้าวว “ข้าจะเข้าไปในสำนักนิกายคังเหลียน และให้ทุกคนเห็นว่าตระกูลหลี่ของข้าไม่ได้อ่อนแอ”

 

ในอดีต นิกายคังเหลียนเป็นเพียงแค่เป้าหมายของหลี่ฟู่เฉิน แต่ตอนนี้มันเป็นความปารถนาสูงสุดของเขาไปแล้ว

 

เป็นหนึ่ง ภายใต้คำบัญชาของโลก มันจะต้องเป็นนิกายที่ยิ่งใหญ่และเกรียงไกร

 

เมืองหยุ่นวู่ที่ตระกูลหลี่อยู่ เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ เมืองที่สำนักนิกายคังเหลียนปกครอง

 

สำนักนิกายคังเหลียนเป็นสำนักศิลปะการต่อสู้แห่งดาบ เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของการฝึกฝนเกี่ยวข้องกับดาบ ไม่ว่าจะเป็นคนของตระกูล หรือคนธรรมดาที่มองมายังศิษย์ของนิกายคังเหลียน เขาจะรู้ได้ทันทีว่า ว่าคนนี้เป็นศิษย์ของนิกายคังเหลียน คนนั้นผู้นั้นก็จะสามารถผงาดขึ้นได้อย่างรวดเร็วภายใต้ผืนฟ้านี้

 

ในหลายปีที่ผ่านมา ตระกูลหลี่ตกต่ำลง เนื่องจากไม่มีใครได้เข้าร่วมสำนักนิกายคังเหลียนได้ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา แต่ถึงเป็นแบบนั้น ตระกูลใหญ่อีกสามตระกูล จะมีลูกหลานอย่างน้อยหนึ่งหรือสองคนเข้าร่วมนิกายในทุกๆ ปี เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งนี้ ตระกูลหลี่นั้นอ่อนแอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น ลำดับความสำคัญของผู้คนในเหล่าตระกูลจึงค่อยๆ ลดลง

 

…………………..

 

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top