ขนาดตัวอักษร

DW:บทที่ 8 โอ้ไม่นะ! รุ่งสางเสียแล้ว

 314 Views

DW:บทที่ 8 โอ้ไม่นะ! รุ่งสางเสียแล้ว
ในหมู่พวกเหนือมนุษย์มีกฎที่รู้กันอยู่ว่า ไม่ควรถามใครเกี่ยวกับความสามารถของเขา
ในขณะที่ความหลากหลายทางความสามารถที่มาจากการวิวัฒนาการ จะมีลักษณะเฉพาะและไม่ธรรมดา บางทีอาจจะมากกว่าความคาดคิดของคนทั่วไป แม้แต่ความสามารถที่ดูเหมือนจะปกติธรรมดา อาจกลายเป็นการ์ดที่สำคัญต่อการอยู่รอดของใครคนหนึ่งได้ โดยทั่วไปแล้ว ไม่มีใครอยากจะโชว์การ์ดที่สำคัญของตัวเองให้คนอื่นดูหรอกนะ
ถ้าไม่จำเป็น คนส่วนใหญ่จะไม่ใช้ความสามารถของตนเองต่อหน้าคนอื่น
ลูเทอร์เคยพูดเรื่องนี้กับหลินซันจิ่วไปแล้ว — แล้วทำไมมาร์ซี่ถึงมีคำขอเช่นนี้อีก? “มันเป็นการเข้าใจผิด” มาร์ซี่ยิ้ม บางทีอาจจะนึกได้ว่าคำขอของเธอนั้นไม่เหมาะสม รอยย่นบางๆปรากฏขึ้นบนหางตาของเธอในตอนที่เธอยิ้ม ก็เธอไม่ได้ดูเด็กขนาดนั้นมาตั้งแต่แรก “ดูจากความสามารถของฉันในตอนนี้ ฉันไม่สามารถบอกได้ว่าเธอมีสกิลเชิงรุกอะไรบ้าง ฉันสามารถทำได้แต่วิเคราะห์สถิติพื้นฐานของเธอ ฉันคิดว่ามันสำคัญเหมือนกันนะที่เธอจะต้องรู้สถิติพื้นฐานของเธอ…แต่ก็แน่นอนมันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเธอ เธออยากจะลองไหมล่ะ?”
“ตกลง!” หลินซันจิ่วตอบกลับโดยไม่ลังเลพร้อมกับกางแขนของเธอออกมา “ฉันเชื่อใจในตัวพวกเธอทั้งสองคน”
นอกจากนี้ ตอนที่พวกเธอต่อสู้กับเจ้าตัวลั่วจ้ง ทั้งลูเทอร์และเธอเองต่างก็เผยความสามารถของตัวเองออกมามากมาย และพวกเธอทั้งคู่ก็ไม่ได้โง่ เมื่อเธอสามารถเดาได้ว่าความสามารถของลูเทอร์ทำงานอย่างไร ลูเทอร์ก็ต้องเดาได้อย่างแน่นอนว่าความสามารถของเธอนั้นเป็นอย่างไร จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องเก็บเป็นความลับขนาดนั้น
ปลายแหลมคมของเล็บของเธอแวววาวด้วยโลหะเงา มันเกือบจะสัมผัสเข้ากับแขนของหลินซันจิ่ว ราวกับถูกเชื้อเชิญปลายแหลมของเล็บเหล็กก็ได้จมลงไปที่ผิวหนังของหลินซันจิ่ว ในขณะหลินซันจิ่วนั้นรู้สึกเจ็บเล็กๆ มาร์ซี่ก็ได้นำเล็บของเธอกลับออกไปแล้ว พร้อมกับยิ้มให้เธอ “เสร็จแล้ว”
เธอหยดเลือดทรงกลมหนึ่งหยดลงบนฝ่ามือของเธอ หยดเลือดนั้นก็ได้หายไปในพริบตา จากนั้นมาร์ซี่ก็หลับตาลง เมื่อหลินซันจิ่วมองไปที่แขนของเธออีกครั้ง เธอก็เห็นว่ารอยแผลของเธอนั้นเล็กมากจนมีก้อนเลือดยาวๆ
ลูกเทอร์อธิบาย ฟังดูเหมือนกำลังอับอายเสียมากกว่า “สกิลเชิงรุกทั้งหมดจะค่อยๆพัฒนาขึ้นตามเวลา ในอนาคตเธอก็จะเข้าใจเอง”
หลินซันจิ่วครุ่นคิดถึงความสามารถที่แปลกประหลาดของเธอ อย่างนั้นก็แปลว่าการ์ดบ้าๆพวกนั้นจะพัฒนาขึ้นเหรอ? แล้วพวกมันจะเป็นอย่างไรล่ะ? อย่างน้อยที่สุดมันควรให้เธอเปลี่ยนสภาพสิ่งของได้ไม่มีจำกัด ถูกไหม?
ขณะที่เธอกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เธอก็นึกขึ้นมาได้ว่าเธอได้ ‘เก็บ’ เจ้าประตูเหล็กไปแล้วสองครั้ง ถึงแม้ว่าครั้งที่สองจะเก็บได้เพียงแค่สองวินาที เธอจึงอยากรู้ว่า เธอได้ใช้โควตาทั้งหมดที่มีของเธอในวันนี้ไปแล้วหรือยัง เธอต้องหาเวลาทดสอบมัน…
ขณะที่เธอกำลังรอมาร์ซี่วิเคราะห์ข้อมูล เธอก็เริ่มพูดคุยกับลูเทอร์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เทียบกับเธอแล้ว ลูเทอร์เป็นคนที่มีประสบการณ์มากกว่า ได้ผ่านโลกใหม่มาสองใบ ในขณะที่เขากำลังเล่าถึงประสบการณ์ของเขาที่ทั้งใหม่และแปลกสำหรับเธอ เธอก็ฟังอย่างตั้งใจและรู้สึกทึ่งอยู่ระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะขึ้นอย่างดัง นอกจากนี้เธอยังรู้สึกเสียวๆในช่วงที่น่าตื่นเต้น ลูเทอร์คงจะไม่ได้พูดคุยกับใครอย่างสบายใจแบบนี้มานานแล้ว ความสัมพันธ์ของพวกเธอพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาสั้นๆ
เมื่อการสนทนาของพวกเธอใกล้จะจบลง พวกเขาก็มองไปที่มาร์ซี่ เธอยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ตาของเธอปิดสนิท ไม่มีเสียงใดๆทั้งสิ้นออกมา
“ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กว่ามาร์ซี่จะวิเคราะห์ข้อมูลเสร็จ?” ในที่สุดหลินซันจิ่วก็ถามขึ้นมา “เอ่อ…จากที่ฉันเห็น ฉันคิดว่าน่าจะอีกสัก 1-2 ชั่วโมง” ลูเทอร์ตอบกลับอย่างอายๆ “แต่ก่อนตอนที่เธอวิเคราะห์สถิติของฉัน เธอไม่ได้ใช้เวลานานขนาดนี้…”
“นานขนาดนี้?” หลินซันจิ่วสะดุ้ง ทันใดนั้นเธอก็เอนหลังลงบนเบาะและมองขึ้นไปยังท้องฟ้าผ่านกระจกหน้าต่างรถ ในเวลานั้นเอง สีของท้องฟ้าตอนกลางคืนที่ดำมืด ก็สว่างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และขอบฟ้าทางด้านตะวันออกก็มีเส้นสีขาวนวล ขณะที่เธอเอนกลับไปยังเบาะนั่งของเธอ สีหน้าของเธอเผยความกังวลออกมาเล็กน้อย
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเธอทำหน้าอย่างนั้น?”
“ใกล้จะรุ่งสางแล้ว” หลินซันจิ่วพึมพำ หันหน้าไปหาลูเทอร์ “ขนาดตอนกลางคืนยังร้อนขนาดนั้น เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น แสงจากดวงอาทิตย์จะส่องลงมาที่รถโดยตรง… เธอคิดว่าอุณหภูมิจะสูงขึ้นขนาดไหนกันล่ะ?”
คำถามของเธอทำให้ลูเทอร์ชะงักไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง พวกเขามองหน้ากันด้วยความหวาดกลัว หลินซันจิ่วใช้สองนิ้วนวดเข้าที่ขมับของเธอและพูดขึ้นอย่างอิดโรย “ถ้าเราอยู่ที่นี่ต่ออีก 2-3 ชั่วโมง เราจะต้องกลายเป็นเป็ดย่างแน่ๆ”
แม้ว่าจะยังมีพลังงานไฟฟ้าและน้ำมันสำหรับเครื่องปรับอากาศเหลืออยู่ ลมเย็นๆอันน้อยนิดนี้ ดูเหมือนว่าจะเปราะบางมากถ้าเทียบกับความร้อนจากด้านนอก — และนี่ก็เป็นแค่สถานการณ์ในตอนกลางคืนเท่านั้น เมื่อรุ่งเช้ามาถึง เครื่องปรับอากาศบนรถยนต์ที่น่าเวทนา ก็คงจะยืนหยัดทนความร้อนของแสงอาทิตย์ที่แผดเผาไม่ไหว ถึงแม้ว่ามันจะทำงานจนตัวเองพังลง…
“เธอคุ้นเคยกับที่นี่ดี เธอมีคำแนะนำอะไรบ้างไหม?” ลูเทอร์ ที่ได้รักษาสีหน้าผ่อนคลายเอาไว้ได้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานี้ เริ่มที่จะมีท่าทีเคร่งเครียดขึ้น
เธอคิดอะไรบางอย่างออกแล้ว ห้างสรรพสินค้าที่หรูหราที่สุดในเมือง อยู่ไม่ไกลจากคอนโดนี้ ตึกของมันไร้ประโยชน์ ห้างนั้นถูกออกแบบให้มีป่าเขตร้อนตั้งสูงอยู่ตรงกลาง และเพื่อที่จะสร้างความรู้สึกแบบธรรมชาติทางสายตา เพดานของมันถูกสร้างขึ้นด้วยกระจกแก้วโปร่งใส ในอดีตความรู้สึกที่ได้มีแสดงอาทิตย์ส่องลงมาบนไหล่ ขณะที่กำลังเดินเล่นอยู่ท่ามกลางต้นไม้สีเขียวขจี ช่างเป็นความรู้สึกที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก แต่ในตอนนี้มันช่างโหดร้าย
อย่างไรก็ตามชั้นใต้ดินของห้างสรรพสินค้า เต็มไปด้วยซุปเปอร์มาร์เก็ตของนำเข้าขนาดใหญ่ นอกจากจะเป็นที่หลบแดดแล้ว ยังมีอาหารและน้ำจำนวนมากอีกด้วย…
ในขณะที่หลินซันจิ่วกำลังพรรณนาถึงห้างสรรพสินค้าอยู่นั้น ลูเทอร์ก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น “ซุปเปอร์มาร์เก็ตอย่างนั้นหรอ? เยี่ยมเลย! มาร์ซี่และฉันไม่ได้กินอาหารดีๆมานานเป็นปีแล้ว! ในโลกใหม่ที่พวกเราอยู่ เราต้องกินขนมปังแข็งๆหรืออาหารปันส่วนจากทหารทุกวัน เมื่อสถานการณ์แย่มากๆ เราถึงกับต้องกินเปลือกไม้ พระเจ้า มันทำให้ฉันท้องผูกอย่างรุนแรง ท้องของฉันแข็งอย่างกับหิน…” หลินซันจิ่วมองไปทางเขาคิ้วของเธอยกขึ้น ลูเทอร์นึกขึ้นได้ว่าเขาพูดมากเกินไปและไออย่างแห้งๆ “เธอพูดถูก พวกเราไม่รู้หรอกว่าอุณหภูมิในตอนเช้าจะสูงขึ้นเท่าไหร่ เราควรจะต้องรีบวางแผนกันได้แล้ว”
หลังจากที่พวกเขาได้หารือกันอย่างเงียบๆสักพัก ทั้งคู่ก็ตัดสินใจได้ว่า: พวกเขาจะขับรถไปยังทางเข้าของห้างสรรพสินค้าก่อน แล้วก็หาที่จอดรถในที่ร่ม จากนั้นลูเทอร์ก็จะแบกมาร์ซี่ พวกเขาก็จะเข้าไปในซุปเปอร์มาร์เก็ตด้วยกัน
โซนอาหารเป็นโซนที่ใหญ่ที่สุดในซุปเปอร์มาร์เก็ต นอกจากนั้นยังมีส่วนที่เก็บอยู่ในคลังสินค้า ที่นั่นน่าจะมีอาหารมากเกินพอสำหรับพวกเขาทั้งสามคน
นอกจากนี้ สถานที่ตั้งของห้างสรรพสินค้ายังดีมากๆ ถ้าพวกเขาโชคดี พวกเขาคงจะมาตั้งหลักปักฐานอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ตนี้เลย มันจะเป็นที่หลบภัยหลักของพวกเขา และพวกเขาคงได้อยู่ที่นั่นเป็นระยะเวลาหนึ่งอย่างสงบสุข…
หลินซันจิ่วทราบดีว่าเธออาจจะมองโลกในแง่ดีเกินไปนิดหนึ่ง สถานการณ์จริงๆตอนนี้คงจะเรียกว่าดีไม่ได้ โชคร้ายที่เธอไม่สามารถคาดเดาได้ว่า แค่เพียงก้าวแรกของแผนการของพวกเขา (ขับรถไปยังทางเข้าของห้างสรรพสินค้า) จะกลายเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้
ห้างสรรพสินค้าตั้งอยู่ในสถานที่ที่ดีเยี่ยม มันตั้งอยู่ตรงถนนหลักใจกลางเมืองเป๊ะ ย่านเล็กๆที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงก็มีชื่อเสียงในด้านสถานบันเทิงยามค่ำคืน มีแสงไฟสว่างตลอดทั้งคืน และการจราจรที่ไม่สิ้นสุด ด้วยความบังเอิญที่เดือนนี้เป็นวันครอบรอบ 5 ปีของการก่อตั้งห้างสรรพสินค้า จึงมีการเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดทั้งเดือน…
ขณะที่อุณหภูมิได้เพิ่มสูงขึ้นเมื่อคืนนี้ ความคิดแรกที่ผู้คนมี คือไปที่นั่นและหาที่หลบภัยจากความร้อน ตอนนี้ถนนหลักได้อัดแน่นไปด้วยรถยนต์ที่มีเสียงดังก้องของเครื่องยนต์ติดยาวเป็นแถว รถยนต์ของพวกเธอติดอยู่ที่หางแถว รถยนต์ที่ใช้งานได้ทุกคันตอนนี้แน่นอนกำลังติดเครื่อง ขณะที่เธอหลี่ตาและมองไปที่ห้างสรรพสินค้าเธอก็เห็นพื้นที่รอบๆน้ำพุตรงทางเข้า เต็มไปด้วยฝูงชนหนาแน่น กำลังนอนกองกันอยู่ที่พื้น
มันคงจะเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะขับรถไปถึงที่นั่น หลินซันจิ่วจับพวงมาลัยอย่างแรง ตัดสินใจที่จะหันรถกลับ อย่างไรก็ตาม ขณะเธอหยุดและมองไปที่สถานการณ์ตอนนี้ ก็มีรถอีกคันหนึ่งปรากฏขึ้นบนกระจกมองหลังของเธอ รถยนต์ยี่ห้อ Audi ของพวกเขาตอนนี้ติดอยู่ในแถวเรียบร้อยแล้ว
“ไฟก็ดับมาหลายชั่วโมงแล้ว ทำไมผู้คนถึงยังมุ่งหน้าไปทางนั้นกันอยู่นะ?”
ในขณะที่พวกเขาถูกล้อมรอบไปด้วยเครื่องยนต์ร้อนที่กำลังทำงานอยู่ จุดบกพร่องของกระจกที่แตกในรถยนต์ของพวกเขาก็ชัดขึ้น ลมเย็นอันน้อยนิดจากเครื่องปรับอากาศไม่สามารถเทียบได้กับความร้อนที่แล่นผ่านช่องว่างของกระจกแตกที่ถูกปิดไว้ด้วยรอยปะ ผิวที่ขาวอ่อนของลูเทอร์ค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีชมพูราวกับกระต่ายยักษ์
หลินซันจิ่วถอนหายใจ “พวกเขาคงอยากจะออกไปจากเมืองนี้…และนี่ก็เป็นถนนใหญ่ มันเชื่อมต่อกับทางด่วนระหว่างเมืองหลายสาย ลองรอดูก่อน รถด้านหลังเราน่าจะตัดสินใจขับออกไปในที่สุด…”
เพียงชั่ววินาทีที่เธอกำลังพูดประโยคของเธออยู่นั้น รถอีก 2-3 คันก็เข้ามาต่อเพิ่มในแถว รถคันแรกของรถกลุ่มใหม่นั้น รู้ได้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้านหน้าในทันที บางทีคนขับอาจจะรู้สึกวิตกกังวลจนเกินไป เธอจับพวงมาลัยของเธอแน่นและหักมันโดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ รถของเธอได้ชนเข้ากับกระโปรงหน้าของรถด้านหลัง ทำให้เกินควันหนาลอยขึ้นมาทันที
หลินซันจิ่วแผดร้องออกมาเงียบๆด้วยความตกใจก่อนที่เธอจะสบถด้วยคำหยาบคาย รถที่พยายามจะหักกลับคือรถยนต์ยี่ห้อ Land Rover รถคันใหญ่ตอนนี้จอดอยู่ในตำแหน่งแนวนอน มันได้ปิดกั้นครึ่งหนึ่งของถนน นอกจากนั้นรถที่กระโปรงหน้าเสียหาย ดูเหมือนว่าจะใช้การไม่ได้อีกแล้ว ตอนนี้หนทางกลับได้ถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิง
ในระยะไกล รถที่เพิ่งเข้ามาต่อแถวได้รีบหันหนีกลับ
นอกเหนือจากมาร์ซี่ที่ไม่สามารถรู้ได้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นรอบๆข้างเธอ พวกที่อยู่ในรถสองคนก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตอนนี้พวกเขามีทางเลือกอะไรบ้าง? นอกเหนือเสียจากทิ้งรถและเดินต่อด้วยเท้าเปล่า
ท้องฟ้าตอนนี้กลายเป็นสีเขียวเหมือนไข่เป็ด แน่นอนมันไม่ได้เป็นสีที่สดใสเหมือนท้องฟ้าตอนกลางวันแสกๆ แต่มันก็สว่างพอที่จะทำให้พวกเขามองเห็นทุกอย่าง
“เรายังมีน้ำเหลืออยู่เท่าไหร่?” ลูเทอร์เลียริมฝีปากที่แห้งแตกของตัวเอง รู้สึกไม่สบายตัวเอาซะเลย
หลินซันจิ่วมองไปที่กระเป๋าเป้ของเธอ จริงๆแล้วไม่ต้องมองเธอก็รู้ว่าไม่มีน้ำเปล่าเหลืออยู่แม้แต่ขวดเดียว เธอมีแค่โค้กสามกระป๋อง และตอนนี้มันก็ไม่เย็นแล้วด้วย
เมื่อพิจารณาถึงสภาพร่างกายของพวกเขาทั้งสองในตอนนี้ เธอก็โยนกระป๋องโค้กกระป๋องหนึ่งไปให้เขา “มีโค้กเหลืออยู่แค่สามกระป๋อง รีบดื่มซะ! แม้ว่ามันจะไม่ช่วยให้นายหยุดกระหายน้ำ อย่างน้อยมันก็ทำให้ร่างกายของนายได้รับน้ำตาลบ้าง พวกเราคงต้องการพลังงานมากทีเดียวเพื่อจะไปถึงที่นั้น”
ทันทีที่เขาดื่มโค้กลงไปเต็มคำ ลูเทอร์ก็ชะงักด้วยความไม่คาดคิด เขาเรอพร้อมกับถามว่า “นี่อะไร?” ปรากฏว่าบริษัทโคคา-โคล่า ไม่มีอยู่ในโลกของเขา เมื่อมองไปที่ริมฝีปากของเขาที่กำลังเม้มรับรสชาติทุกหยดจากเครื่องดื่ม หลินซันจิ่วก็ดื่มโค้กของเธอจนหมดเช่นกัน เธอเขวี้ยงกระป๋องโค้กที่ว่างเปล่าทิ้ง และถามว่า “นายพร้อมหรือยัง?”
ลูเทอร์พยักหน้า เธอสูดหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนที่จะเปิดประตูออกมา อากาศที่ร้อนกว่าเดิมหลายเท่าได้พุ่งเข้ามาใส่พวกเขา

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top