ขนาดตัวอักษร

บทที่2 ค่ำคืนที่ร้อนระอุกับสเต็กหนึ่งจาน

 426 Views

บทที่2 ค่ำคืนที่ร้อนระอุกับสเต็กหนึ่งจาน
“อะไรคือความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิในช่วงเที่ยงคืนถึงตีหนึ่ง?”
ถ้าทุกอย่างเป็นไปเหมือนปกติ คงไม่มีใครรู้สึกถึงมัน
แต่ทว่า คืนนี้ช่างแตกต่างนัก พระอาทิตย์ได้ตกไปนานแล้ว แต่อุณหภูมิของความร้อนอบอ้าวในอากาศดูเหมือนจะค่อยๆเพิ่มขึ้นในทุกนาที และเพื่อที่จะทำให้ทุกอย่างแย่ลง นี่ก็เป็นเวลาหลายวันแล้วที่ไม่มีลมเลยแม้แต่น้อย อากาศด้านนอกไม่ใช่เพียงแค่อากาศธรรมดาอีกต่อไป แต่เป็นอากาศที่หายใจไม่ออก อากาศที่ร้อนลวก ที่เฝ้ารอที่จะจู่โจมเข้ามาหาคุณ
คนส่วนน้อยที่อาศัยอยู่ในเมือง ที่ด้วยสาเหตุบางอย่าง ไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศของเขา ต่างก็หันมาเปิดเครื่องปรับอากาศกันราวกับว่ามีคนสั่ง ขณะที่คนที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศก็ไม่สามารถทนได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็น ผับ, ร้านค้าที่เปิด 24 ชั่วโมง หรือ ออฟฟิต… ที่ไหนก็ตามที่มีร่องรอยของลมเย็นๆ พวกเขาก็จะไป
หลังจากมีเสียงกระแทกดังอยู่ 30 นาที ไฟกลางคืนที่เปิดอยู่บางส่วนในอพาร์ตเมนต์ชั้น 38 ก็ดับลง ห้องทั้งห้องจมอยู่ในความมืดสนิท—เสียงร้องหึ่งเบาๆที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องในห้องนอน ได้หยุดไปในตอนไหนก็ไม่รู้
เครื่องปรับอากาศตัวหลักได้หยุดทำงาน
หลังจากเครื่องปรับอากาศหยุดทำงาน หลินซันจิ่วนั้นก็พลิกตัวอย่างหงุดหงิดขณะที่กำลังนอนหลับ หากไม่มีการควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ ในระดับที่กำลังสบายอย่าง 26 องศา ร่างกายของเธอก็เริ่มที่จะปกคลุมไปด้วยชั้นของเหงื่อ ชั้นของเหงื่อนี้เปรียบได้กับผ้าห่มที่ไม่มีรูระบายอากาศ และไม่นานเธอก็ตื่นขึ้นเพราะความร้อน
“เอิกก…เหมือนว่ารีโมทแอร์จะอยู่บนตู้ข้างเตียง…” ความคิดได้แล่นเข้ามาในหัวสมองที่กำลังสะลึมสะลือจากความง่วงของเธอ ขณะที่เธอกำลังจะยื่นมือออกไปเพื่อหยิบมัน เธอรู้สึกได้ในทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ เธอชะงักมือของเธอเอาไว้ หลังจากที่เธอนอนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนอยู่พักหนึ่ง เธอก็เหล่ตาเล็กน้อยและเหลือบมองไปด้านบน
ใบหน้าสีขาวราวกับหิมะห้อยอยู่เหนือใบหน้าของเธอ ตาสีดำเป็นโพรง 2 คู่ มองตรงมาที่เธอ
“อีกแล้ว มันอีกแล้ว” เสียงกรีดร้องดังระเบิดอยู่ในหัวของหลินซันจิ่ว แต่ลำคอของเธอนั้นแห้งเหือดเกินกว่าที่จะส่งเสียงใดๆออกมา จังหวะหัวใจของเธอเต้นเร็วขึ้นและเร็วขึ้น ดังขึ้นและดังขึ้น ใบหน้าสีขาวนั้นเอียงหูเข้ามา และด้วยความรวดเร็ว มันเข้ามาใกล้หลินซันจิ่ว
สองเดือนก่อน เธอเคยตื่นขึ้นมากลางดึกครั้งหนึ่งจากการหิวน้ำ เมื่อเธอตื่นขึ้นหัวของเธอนั้นได้กระแทกกับใบหน้าสีขาว เวลานั้นเธอตกใจมากจนร้องเสียงแหลมและตะเกียกตะกายเปิดไฟ เพียงเพื่อจะพบว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเธอนั้นคือเรนหนาน
เธอไม่รู้ว่าเรนหนานมานั่งใกล้เธอตั้งแต่เมื่อไหร่ ด้วยใบหน้าที่ปราศจากความรู้สึกอยู่ในความมืด เขาจ้องหน้าเธอแบบนี้อยู่นานเท่าไหร่แล้วนะ – เหมือนอย่างเช่นคืนนี้
เขาเคยบอกเธอว่า เขามักจะเดินละเมอตั้งแต่เด็กๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะความสงสัยของเธอ เธอก็คงจะเชื่อเขา ในเวลานั้นเองเธออดกลั้นความกลัวของเธอเอาไว้และแสร้งทำเหมือนว่าเธอไม่ได้ตื่นขึ้นมา เธอขยี้ตาและถามอย่างลวกๆ “เรนหนาน คุณเดินละเมออีกแล้วหรือ?”
ในความมืด รอยยิ้มได้ผุดขึ้นบนใบหน้าของเรนหนาน “ใช่ ผมละเมอเดินอีกแล้ว ผมคงไม่ได้ทำให้คุณตกใจใช่ไหม?” เขาพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“น่ะ..นิดหน่อย..ค่ะ” หลินซันจิ่วลุกขึ้นจากเตียง ราวกับกำลังหลบหนี เธอยืนอยู่ที่ประตูซึ่งให้ความรู้สึกผิดๆว่าเธอสามารถหนีออกไปเมื่อไหร่ก็ได้ เธอจึงใจเย็นลงเล็กน้อย ในตอนนั้นเองที่เธอรู้สึกได้ถึงไอร้อนของอุณหภูมิห้อง “ทำไมมันถึงร้อนจังเลย? คุณปิดเครื่องปรับอากาศหรือเปล่า?”
เรนหนานไม่ได้พูดอะไร เขาดึงม่านที่หนาและหนักขึ้น เผยให้เห็นหน้าต่างยาวเต็มบาน ปกติแล้วหลินซันจิ่วสามารถมองเห็นบรรยากาศที่แพรวพราวยามค่ำคืนของเมืองได้ผ่านทางหน้าต่าง แต่ในคืนนี้ดูเหมือนว่าเมืองทั้งเมืองได้สูญเสียแสงสว่างอันเป็นนิรันดร์ไปแล้ว แม้แต่แสงดาวก็ถูกบดบังด้วยก้อนเมฆ เหลือเพียงแต่ความมืดที่ตายแล้ว
ด้านในอพาร์ทเม้นท์ที่ประตูและหน้าต่างถูกปิดสนิท มันอุดอู้มากจนยากที่จะหายใจ
“โหลดไฟฟ้าคงมากเกินไป ดูเหมือนว่าไฟจะดับทั่วทั้งเมือง” ยังคงมีความร่าเริงในน้ำเสียงของเรนหนาน แสดงให้เห็นถึงความใจเย็นของเขา เขายืนขึ้นช้าๆขณะพูด เขาเดินผ่านขอบเตียง และมุ่งหน้าไปยังประตู ทีละก้าว ทีละก้าว
ทันใดนั้นเอง เสียงนาฬิกาปลุกในหัวของหลินซันจิ่วก็ดังขึ้น โดยไม่รอให้เขาเข้าใกล้ เธอรีบวิ่งไปยังห้องนั่งเล่น ในที่สุดเธอก็ได้รับบางอย่างเป็นการตอบแทนจากการทุ่มเทตกแต่งและทำความสะอาดเพนท์เฮ้าส์แห่งนี้มาร่วมสามเดือน ในความมืดสนิทนี้ เธอมุ่งหน้าไปถึงทางเข้าของห้องนั่งเล่นได้สำเร็จโดยไม่แม้แต่จะหยุดหายใจ เธอยื่นมือออกมา และกดลงบนปุ่มลิฟต์อย่างรุนแรง
โดยที่เธอไม่ได้คาดคิด ไฟสีแดงไม่ได้ปรากฏขึ้นบนปุ่ม ไม่มีระบบไฟสำรองในคอนโดมิเนียมที่มีราคาแพงแบบนี้หรือ?!
“แหล่งจ่ายไฟสำรองมีให้สำหรับไฟที่บันไดเท่านั้น พวกเขาไม่มาสนใจลิฟต์กันหรอก ยิ่งเป็นลิฟต์ส่วนบุคคลแล้วด้วย” เสียงดังมาจากด้านหลังของเธอ เสียงที่เธอรู้จักมาครึ่งปี เรนหนานยังคงอ่อนโยนเช่นเดิม แต่เมื่อเขากล่าวคำพูดของเขา หลินซันจิ่วสัมผัสได้ถึงความเปียกในน้ำเสียง ราวกับว่า… เรนหนานไม่สามารถควบคุมน้ำลายที่หลั่งไหลออกมาจากปากของเขาได้
ในความมืดมิด เงาร่างที่พร่ามัวของเรนหนานค่อยๆคืบคลานเข้ามาหาเธอ มันได้หยุดลงที่กลางห้องนั่งเล่น หลินซันจิ่วรู้สึกเวียนหัว เซ้นส์ของเธอไม่ผิด ความรู้สึกเสียใจเริ่มก่อตัวขึ้นในหัวใจของเธอ “ค..คุณต้องการอะไร?”
“เซ้นส์ของคุณค่อนข้างเฉียบคม” เรนหนานกลืนน้ำลายเข้าเต็มคำ “คุณควรจะรู้สึกถึงมันได้แล้ว? แต่คุณน่าจะฟังสัญชาตญาณของตัวเองมากขึ้นกว่านี้สักนิด… ไม่อย่างนั้นคุณคงไม่กลับมาที่นี่กับผม ตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้ คุณน่าจะรู้สึกได้ถึงความขัดแย้ง ผมควรจะขอบคุณสำหรับความเชื่อใจที่คุณมีให้ผม” หลินซันจิ่วไม่ได้ตระหนักถึงมือที่กำแน่นของเธอที่ตอนนี้กำลังสั่นอย่างควบคุมไม่ได้
“ซันจิ่ว อากาศที่ร้อนแบบนี้ ทำให้เหงื่อของคุณออกเยอะหรือไม่?” อยู่ๆเรนหนานก็ถามคำถามสุ่มๆขึ้นมาด้วยความกังวล
หลินซันจิ่วชะงัก เธอจับแขนตัวเองโดยไม่รู้ตัว พบว่าเพียงแค่มีชั้นบางๆของเหงื่อบนผิวของเธอ เธอนั้นเริ่มที่จะสงสัยว่าทำไมเขาถึงมาถามเธอตอนนี้
เรนหนานพยักหน้าด้วยความพอใจ “ซันจิ่ว คุณเป็นคนเก่ง ผมไม่ได้เลี้ยงดูคุณเป็นระยะเวลาครึ่งปีโดยเปล่าประโยชน์…”
เขากำลังพูดบ้าอะไรกันนะ? เธอไม่เข้าใจที่เขาพูดเลยแม้แต่นิด หลินซันจิ่วอยากที่จะอ้าปากออกเพื่อพูดบางอย่าง แต่ก็นึกได้ว่ากรามของเธอนั้นกำลังสั่นรัว ความคิดที่ติดอยู่ในหัวสมองของเธอหลายวันมานี้ทำให้เธอพูดในสิ่งที่เธอไม่คาดคิด “คุณจะ..กินฉันหรือเปล่า?”
“สัญชาตญาณของคุณหลักแหลมมาก” โครงร่างสีดำเอ่ยชม
ท่าทีของเขาทำให้หลินซันจิ่วรู้สึกโกรธ การผสมผสานกันที่ซับซ้อนของความกลัว ความไม่พอใจและความสับสนเกิดขึ้น แต่ครั้งนี้เธอกลับไม่ได้รู้สึกหมดหนทางเหมือนแต่ก่อน “หยุดพูดไร้สาระได้แล้ว! คุณคือใคร? ทำไมคุณถึงเลือกฉัน? อย่าแม้แต่จะคิดที่จะทำอะไรฉันนะ! เพื่อนฉันทุกคนรู้ว่าฉันอยู่กับคุณที่นี่…” คำพูดไหลออกมาจากปากเธอราวกับคลื่นยักษ์
เธอพูดเสียงดังขึ้นอย่างตั้งใจ แอบหวังว่าใครสักคนจะได้ยินเธอ ขณะที่เธอกำลังเดินเข้าไปในครัวแบบเปิดโล่งที่อยู่ข้างห้องนั่งเล่นอย่างช้าๆ
เรนหนานถอนหายใจ “เห็นแก่ที่คุณอยู่กับผมมาเป็นระยะเวลา 6 เดือน ผมจะอธิบายให้คุณฟัง ก่อนที่คุณจะตาย” เขายกมือขึ้นและดีดนิ้ว
ทันทีที่เสียง “ตูม” ดังขึ้นมา ผนังกระจกบานหนึ่งในห้องนั่งเล่นก็แตกละเอียดเป็นพันชิ้น คลื่นความร้อนซึ่งแตกต่างจากที่หลินซันจิ่วเคยรู้สึกมาก่อน พุ่งผ่านเศษแก้วเข้ามาปกคลุมไปทั่วห้อง มันมากับเสียงกรีดร้องในลำคอจากระยะไกล ส่วนสุดท้ายของไอเย็นที่เหลือจากเครื่องปรับอากาศถูกกลืนหายไปในพริบตา
“ทำไม…ทำไมมันร้อนแบบนี้?” มันเหมือนกับมีใครบางคนเอาเมืองทั้งเมืองย่างลงบนเตาบาร์บีคิว! ก่อนที่หลินซันจิ่วจะแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆ เรนหนานพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนของเขาอีกครั้ง “ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป โลกใบนี้จะไม่ใช่โลกที่มนุษย์อย่างพวกเธอเคยรู้จัก ในโลกใบใหม่นี้ ถ้าพูดตามเมตริกของคุณ มันนน…โอ้ว..56 องศา”
หลินซันจิ่วตะลึงจนพูดไม่ออก ที่อุณหภูมิ 56 องศา มนุษย์ปกติทั่วไปคงจะต้องตายนับครั้งไม่ถ้วนด้วยภาวะตัวร้อนเกินเฉียบพลันและการขาดน้ำอย่างรุนแรง
ด้วยความคิดที่ผุดขึ้นมาอย่างกะทันหันนี้ หลินซันจิ่วรีบแตะเข้าที่ด้านหลังคอของเธออย่างรวดเร็ว แล้วก็ต้องแปลกใจที่เหงื่อของเธอไม่ได้ออกมากนัก
“เห็นไหม! ผมเลี้ยงดูคุณเพียงไม่กี่เดือน คุณก็ได้พัฒนาและได้รับ ‘ทักษะการต้านทานความร้อน’ แถมยังมี ‘เซ้นส์ที่หลักแหลม’ คุณลักษณะสองอย่างนี้แหละที่ผม…คาดหวังจะได้เห็นจาก เมล็ดพันธุ์ที่มีศักยภาพที่ผมเห็นครั้งแรกเมื่อพบคุณ แต่แย่หน่อยนะ ที่โลกใบใหม่นี้มาเร็วเกินไป ไม่เช่นนั้นผมจะเลี้ยงดูคุณสักสองปีก่อนที่จะบริโภค…”
หลังจากที่ผนังกระจกแตกเป็นเสี่ยงๆ ก็มีแสงไฟสลัวส่องเข้ามาท่วมห้องนั่งเล่น ด้วยความช่วยเหลือจากแสงไฟอันน้อยนิดนี้ หลินซันจิ่วสามารถเห็นใบหน้าของเรนหนานได้อย่างชัดเจน
โครงหน้าที่ปกติเคยหล่อเหลาของเขา ค่อยๆเลือนหายไป ปากอันใหญ่โตของเขาเริ่มกว้างขึ้นและกว้างขึ้น น้ำลายที่ใสสว่างหลั่งไหลออกมาจากปากของเขาอย่างไม่หยุดยั้ง และในเวลานี้ หลินซันจิ่วนั้นก็ได้ถูกกดดันให้ไปอยู่ที่มุมห้องครัวเรียบร้อยแล้ว
“ฉะ…ฉันยังไม่เข้าใจ! คุณคือตัวอะไรกันแน่? ทำไมคุณถึงอยากกินฉัน? ฉันไม่เข้าใจว่าการวิวัฒนาการหรือทักษะที่คุณกำลังพูดถึงคืออะไรกัน คุณบอกว่าคุณจะอธิบายให้ฉันฟังไม่ใช่หรือ? บอกฉันสิ!”
ถึงแม้ว่าเธอจะถ่วงเวลาเขาได้เพียงแค่หนึ่งนาที อย่างน้อยมันก็เป็นโอกาสเพียงน้อยนิดของเธอ! หลินซันจิ่วตะโกน ขณะที่เธอแอบยื่นมือไปยังที่เก็บมีดที่อยู่บนเคาน์เตอร์ด้านหลังของเธอ
ปากที่ใหญ่โตของเขาหยุดนิ่งชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นก็หดตัวลงเล็กน้อย เผยให้เห็นใบหน้าดั้งเดิมของเรนหนาน “เฮ้อ…ทำไมคุณถึงบื้อนักนะ? แน่นอน ผมเป็นมนุษย์และเรนหนานเป็นชื่อของผม อย่างไรก็ตามผมไม่ได้เป็นพวกล้าหลังแบบคุณ ผมมาจาก ‘โลกใหม่’ อีกโลกหนึ่ง ใครก็ตามที่รอดจากโลกใหม่จะวิวัฒนาการและได้รับความสามารถที่แตกต่างกันไป… ผมได้รับความสามารถที่คุณไม่กล้านึกถึงเชียวล่ะ”
เรนหนานปาดคางที่เหนียวเหนอะของเขา “ผมว่า คุณวางมีดลงดีกว่านะ สายตาของผมนั้นดีมาก เพียงแค่ให้ผมกินคุณอย่างโดยดี ผมสัญญาว่ามันจะไม่เจ็บเลยแม้แต่น้อย…”
“ไม่มีทาง!” เธอตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด ก่อนที่เขาจะพูดจบประโยคเสียอีก ตัวเธอนั้นเต็มไปด้วยความกลัวและความโกรธ พุ่งเข้าใส่เขาด้วยมีดอันแหลมคมในมือของเธอ มีดหั่นเนื้อสีเงินวาววับเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ในขณะที่มันวาดแสงสว่างในความมืด ทันทีที่ปลายแหลมของมีดกำลังจะปักเข้าที่หน้าอกของเรนหนาน เขาก็เคลื่อนตัวหลบอย่างเงียบๆทำให้หลินซันจิ่วพลาดเป้า เธอเซไถลไปด้านหน้าเพราะเศษแก้วที่แตกละเอียด ไม่สามารถที่จะทรงตัวได้ เธอลื่นล้มลงกับพื้นอย่างแรง
ปากอันใหญ่โตที่เกือบจะฉีกแก้มของเขาออกจากกัน พุ่งมาตรงมาข้างหน้าเพื่อโจมตีไปที่หลินซันจิ่ว ไม่แม้แต่จะเปิดโอกาสให้เธอได้ลุกขึ้น เธอทำได้แค่พลิกตัวไปด้านข้างด้วยความหวาดกลัวและเหวี่ยงมีดหั่นเนื้อไปที่เขา เรนหนานรีบหลบอย่างรวดเร็วแต่ยังคงได้รับรอยกรีดตื้นๆจากใบมีด
มีดหั่นเนื้อได้ปลิวหล่นจากมือของหลินซันจิ่วจากการปะทะกัน
ด้วยความโกรธและความอับอาย เรนหนานกดหลินซันจิ่วลงแนบพื้น เขาจ้องมองไปที่ตาดำที่ได้หดลงเท่ากับขนาดของหัวเข็มหมุดของเธอ “เป็นสเต็ก ก็ควรทำตัวอย่างสเต็ก”
ภายใต้แสงไฟสลัว หลินซันจิ่วมองด้วยความสิ้นหวังขณะที่โครงร่างสีดำกำลังบีบคอของเธอเข้าหากัน

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top