*****สำหรับท่านที่จะเติมเหรียญสามารถ IB แจ้งมาที่ Facebook UpdatesNovel - นิยายแปล ได้เลยนะค่า****
ขนาดตัวอักษร

WoD ตอนที่ 17A เหตุแปรเปลี่ยนกลับกลาย (2)-A

 70 Views

ตอนที่ 17A เหตุแปรเปลี่ยนกลับกลาย (2)-A

 

ลู่เซิ่งวางชามข้าวลงอย่างเบามือ จมดิ่งลงสู่ห้วงภวังค์

 

เขาเกิดรู้สึกขึ้นมาได้เลือนราง ว่าบิดาผู้เฒ่าลู่เฉวียนอันของเขาดูคล้ายจะเป็นกังวลกับอะไรบางอย่าง ดังนั้นจึงต้องการจะส่งตัวเขาออกไปให้ไกล เพื่อให้เขาอยู่รอดปลอดภัยต่อไป

 

แต่ก็เป็นความจริงที่ว่า หากตวนมู่หว่านไม่ยอมปรากฏตัวขึ้นมาอีก เช่นนั้นก็นับได้ว่าการบ่มเพาะของเขาในเมืองจิ่วเหลียนนั้นอาจมาถึงขีดจำกัดแล้วจริงๆ การเดินทางไปยังเมืองเยี่ยนซานที่ใหญ่โตมั่งคั่งยิ่งกว่าเมืองจิ่วเหลียนมากมายแห่งนั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องแย่สำหรับเขาแต่อย่างใด

 

 “เช่นนี้ดีกว่า ข้าจะรีบไปรีบกลับ หากข้าสามารถเรียนรู้เคล็ดวิชาบางอย่างจะยอดฝีมือผู้เลื่องชื่อเหล่านั้นได้จริงๆ ข้าก็จะให้คนส่งจดหมายกลับมาให้ท่านแทน” ลู่เซิ่งครุ่นคิดอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจยอมรับข้อเสนอ

 

เมืองเยี่ยนซานนั้นอยู่ห่างไกลจากเมืองจิ่วเหลียนมาก ถึงกับไกลกว่าระยะทางไปยังเมืองจื่อหวาถึงสองเท่าตัว

 

ต่อให้ควบขี่ไปบนหลังม้าที่วิ่งเต็มฝีเท้า ก็ยังต้องใช้เวลาถึงสองวันหนึ่งคืนกว่าจะไปถึง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเดินทางโดยใช้รถม้า

 

หลังจากลู่เซิ่งได้แสดงความยินยอมพร้อมใจแล้ว เขาก็ใช้เวลาตลอดหลายวันที่เหลือเก็บตัวอยู่แต่ในจวน ฝึกซ้อมกระบวนวิชายุทธ์และเสริมสร้างพลังงานสำรองในร่างกายขึ้นมาอย่างไม่หยุดหย่อน

 

เฉกเช่นเดียวกัน ลู่ชิงชิงก็ยังคงออกไปเที่ยวเล่นเพ่นพ่านทุกๆ วันอยู่เช่นเคย ข่าวคราวการจับกุม ‘คนร้าย’ ของนางแพร่สะพัดไปทั่วทั้งที่นั่นที่นี่จนเป็นที่รู้กันเป็นอย่างดี

 

ลู่เซิ่งทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ต้องปล่อยนางไป คนอื่นๆ ก็ไม่อาจจะกระทำอันใดได้เช่นกัน แม้แต่แม่สองซึ่งเป็นมารดาแท้ๆ ของนางเอง ก็ทำได้เพียงสงบปากสงบคำ ทำเป็นหูหนวกตาบอดไปเสีย

 

หลังจากพักฟื้นฟูร่างกายมาได้หลายวันแล้ว ลู่เซิ่งก็เตรียมจะเลื่อนระดับเคล็ดวิชายุทธ์บางแขนงที่เขาเพิ่งได้รับเมื่อไม่นานมานี้

 

ด้วยพื้นฐานอันมั่นคงในศาสตร์วิชาดาบพยัคฆ์ทมิฬและวิชากระเรียนหยกของเขา บุรุษหนุ่มจึงสามารถทำการปรับแต่งฝ่ามือทลายใจให้ขึ้นสู่ระดับเชี่ยวชาญได้ในรวดเดียว โดยการเลื่อนระดับเคล็ดวิชาดังกล่าวขึ้นเป็นขั้นที่สาม จึงนับว่าบรรลุผลสำเร็จถึงขั้นช่ำชองเต็มที่

 

ส่วนเคล็ดวิชาอื่นๆ เขายังปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น ไม่ไปแตะต้องก่อนชั่วคราว ด้วยตั้งใจไว้ว่าจะกลับมาปรับแต่งพวกมันอีกครั้งหลังจากฟื้นตัวจากอาการสูญเสียปราณและเลือดให้ได้เต็มที่เสียก่อน

 

สำหรับวิชาแปดสิบสี่นางแอ่นไล่ล่าคมมีดสายลมนั้น เขาวางแผนไว้ว่าจะทำการฝึกฝนบ่มเพาะไปตามความเข้าใจของตนเองอย่างช้าๆ เพื่อใช้เป็นตัวเปรียบเทียบกับวิชาอื่นๆ ที่บรรลุด้วยระบบปรับแต่ง

 

วัฏจักรเช่นนี้จึงหมุนวนไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า จวบจนกระทั่งถึงวันเดินทางที่กำหนดไว้ ขณะนั้นเองก็พลันมีเหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นกับเมืองจิ่วเหลียนอีกครั้ง

 

นักล่าสองสามคนที่อาศัยอยู่บริเวณนอกเมืองได้หายตัวไปอย่างลึกลับในช่วงเทศกาลว่านชิง

 

เมื่อไม่กี่วันก่อน ยังมีคนเห็นพวกมันนำเอาขนจิ้งจอกและของป่าอื่นๆ ที่เก็บเกี่ยวมาได้เข้ามาวางขายในตัวเมือง จากนั้น ร่องรอยทั้งหมดของพวกมันก็พลันหายวับไปเสียเฉยๆ ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่มาก่อนเลย

 

รู้แต่เพียงว่าพวกมันหายไปภายในเมืองจิ่วเหลียน ทว่าเหตุการณ์นี้กลับไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นแม้แต่น้อย จนกระทั่งบรรดาคนในครอบครัวของผู้ที่สูญหายมาแจ้งเรื่องต่อเจ้าหน้าที่

 

ที่สำคัญยิ่งกว่า ยังคงเป็นเพราะว่าหนึ่งในพรานล่าสัตว์ที่สูญหายไปนั้นเป็นเปี่ยวเกอ(ลูกผู้พี่)ของมือปราบอาวุโสผู้หนึ่งในหน่วยหยาเหมิน คดีนี้จึงไม่อาจจัดการให้ผ่านไปอย่างคดีอื่นๆ ได้อีก

 

คดีนี้มองโดยผิวเผินแล้วเรียบง่ายอย่างยิ่ง ทว่าทันใดที่เริ่มทำการสืบสวน ก็พบเงื่อนงำอันแปลกพิกลบางอย่างผุดโผล่ขึ้นมา

 

ตั้งแต่ต้นจนจบ บรรดาพรานนักล่าเหล่านั้นล้วนใช้เส้นทางเดียวเท่านั้นในการเดินทาง จึงสืบความออกมาได้ว่าพวกมันหายตัวไปที่ระหว่างถนนบริเวณใกล้ๆ กับเหลาอาหารจิงหยู(ปลาทอง)ที่เคยเกิดเหตุเพลิงไหม้มาก่อนนั่นเอง

 

ผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้น ไม่มีใครพบเห็นพวกมันเลยแม้แต่คนเดียว

 

ดังนั้น บรรดามือปราบจึงจำต้องรีบรุดไปตรวจสอบที่ฝั่งถนนใกล้กับเหลาจิงหยูทันที

 

ทว่าสถานที่แห่งนั้นเพิ่งถูกอัคคีเผาหลาญจนวอดวายไปเมื่อไม่นานมานี้ ยามนี้จึงรกร้างว่างเปล่าอย่างยิ่ง เช่นนี้แล้ว เหตุใดพวกพราณนักล่าที่มาหาที่ขายสัตว์ป่าเหล่านั้นจึงได้เดินเตร็ดเตร่ไปในทิศทางนี้กันเล่า?

 

ขณะที่ลู่เซิ่งยังตื่นตระหนกกับข่าวคราวที่เพิ่งได้รับรู้ เสี่ยวเฉียวก็วิ่งตะลีตะลานเข้ามาหา และบอกกับเขาว่าลู่ชิงชิงได้มุ่งหน้าตรงไปตรวจสอบที่บริเวณถนนใกล้กับเหลาจิงหยูเพียงลำพังตั้งแต่ยามเที่ยงคืนที่ผ่านมาแล้ว

 

ยามนี้เป็นเวลารุ่งสางแล้ว คนก็ยังไม่หวนกลับมา!

 

หัวใจของลู่เซิ่งถึงกับเต้นผิดจังหวะไปคราหนึ่ง สำนึกรู้ขึ้นมาได้ทันทีว่าต้องเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นกับนาง

 

 “ชิงชิงไปที่นั่นตั้งแต่ยามใดกันแน่” เขารีบร้อนเอ่ยถาม

 

 “ไม่ทราบแน่เจ้าค่ะ แต่สมควรจะอยู่ระหว่างกลางดึกยามโฉ่ว(ตีหนึ่งถึงตีสาม) ตามธรรมดาคุณหนูสองมักจะกลับมาก่อนรุ่งสาง ทว่าครานี้ จนย่ำรุ่งแล้วคุณหนูก็ไม่ได้กลับมา เสี่ยวหงที่เป็นหญิงรับใช้ประจำตัวของคุณหนูยังบอกกับบ่าวด้วยว่า คุณหนูใช้ให้นางเตรียมน้ำร้อนไว้ในห้อง รอให้นางกลับมาอาบ

 

สุดท้ายแล้วเสี่ยวหงรอคอยอยู่นานสองนานก็ยังไม่มีวี่แววว่าคุณหนูจะกลับมาแต่อย่างใด นางจึงได้แตกตื่นตกใจขึ้นมา!” เสี่ยวเฉียวเอ่ยประโยครัวเร็วออกมาในรวดเดียว

 

ลู่เซิ่งเองก็เพิ่งจะออกมาเดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจอยู่ในส่วน นี่เป็นวิธีการผ่อนคลายจิตใจก่อนจะทำการฝึกฝนกระบวนดาบประจำวันของเขาเอง

 

ไหนเลยจะคาดคิด ว่าจู่ๆ จะมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากหลายถึงเพียงนี้

 

 “เจ้ารีบไปแจ้งให้ท่านลุงเจ้าและท่านเจ้าบ้านรับทราบเดี๋ยวนี้ ข้าจะล่วงหน้าไปตรวจสอบดูที่นั่นก่อน!”

 

 “เสี่ยวปาได้พาคนล่วงหน้าไปดูลาดเลาที่นั่นอยู่ก่อนแล้วเจ้าค่ะ เขานั่นแหละที่เป็นผู้ส่งคนกลับมาบอกข่าวเรื่องการหายตัวไปของคุณหนูสอง!” เสี่ยวเฉียวรีบกล่าวเสริมทันที

 

 “เสี่ยวปาหรือ….” ลู่เซิ่งหรี่ตาลง เขาจำยามเฝ้าจวนผู้นี้ได้เป็นอย่างดี “ข้าเข้าใจแล้ว”

 

เขาสะบัดเสื้อคลุมตัวนอกขึ้นมาสวมใส่อย่างปราดเปรียว สุ่มหยิบดาบยาวที่ใช้กันโดยทั่วไปจากในบ้านมาเหน็บไว้ที่ข้างเอว จูงม้าออกจากคอก จากนั้นก็ควบทะยานตรงไปยังเหลาจิงหยูโดยไม่ครุ่นคิดอะไรให้มากความอีก

 

ทั่วจวนตระกูลลู่ทั้งบนและล่างต่างก็ตื่นตระหนกขึ้นมาโดยพร้อมเพรียง ลู่เฉวียนอันออกคำสั่งให้ลุงเจ้านำคนมุ่งหน้าไปยังเหลาจิงหยูทันที จากนั้นก็ส่งคนไปรายงานเรื่องราวให้เจ้าหน้าที่หน่วยหยาเหมินทราบในเวลาไล่เลี่ยกัน

 

เส้นสายกำลังคนจำนวนมากที่ตระกูลลู่ได้คบค้าสมาคมด้วยพลันเคลื่อนพลกระจายตัวกันออกไปในพริบตา

 

ภารกิจลำดับแรกที่ต้องทำ คือตรวจสอบว่าลู่ชิงชิงหายสาบสูญไปแล้วจริงๆ หรือเพียงแต่วิ่งเพ่นพ่านไปจนหาตัวไม่พบแค่ชั่วคราวเท่านั้น

 

 “ย๊ะห์!!”

 

ลู่เซิ่งขี่อาชาทะยานฝ่าสายลมอันเย็นเยียบเสียดแทงในยามรุ่งสาง ควบขับไปตามท้องถนนซึ่งแทบจะเรียกได้ว่าเปลี่ยวร้างว่างเปล่าเนื่องเพราะยังเช้าตรู่อยู่มาก เขาจึงขี่ม้าพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้เต็มฝีเท้า

 

หากควบม้าด้วยความเร็วอันน่าพรั่นพรึงเช่นนี้ในช่วงเวลาปกติธรรมดา แม้จะเป็นเขาก็ไม่อาจหลุดพ้นจากการถูกกล่าวโทษไปได้

 

ทว่านี่ย่อมไม่ใช่ในช่วงเวลาปกติธรรมดาโดยสิ้นเชิง

 

ข้อความที่เสี่ยวปาส่งมาบอกว่าลู่ชิงชิงหายตัวไปนั้น ส่งผลกระทบต่อความกังวลของลู่เซิ่งเพียงผิวเผินเท่านั้น สิ่งที่ทำให้เขากระวนกระวายจนไม่อาจทำจิตใจให้สงบได้นั้น แท้จริงแล้วคือเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองยามเมื่อเขามาเดินเล่นบริเวณถนนใกล้กับเหลาจิงหยูก่อนหน้านี้ต่างหาก

 

ม้าหวงเพี่ยว[1]พันธุ์ดีค่อยๆ ชะลอฝีเท้าลงเมื่อมาถึงยังหน้าปากทางเข้าเหลาอาหารจิงหยู

 

ประตูทางเข้าเหลาอาหารถูกปิดตายไว้อย่างแน่นหนา ท้องนภาเพิ่งจะเริ่มมีแสงรำไรขึ้นมาเพียงเล็กน้อย ยังมิได้สว่างเจิดจ้าเหมือนดั่งยามกลางวัน

 

ท้องถนนริมทางด้านข้างเหลาอาหารยังเต็มไปด้วยเขม่าเถ้าถ่านดำมืดสกปรกเลอะเทอะ

 

บ้านไม้สองสามหลังที่ถูกเผาจนวอดวายจากเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้น ยังไม่ได้ผ่านการรื้อถอนจนแล้วเสร็จ ตัวบ้านเพิ่งถูกทุบทำลายไปได้ครึ่งหนึ่ง เศษซากอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือถล่มลงมากองรวมกันกับเศษดินโคลนขี้เถ้า ดูแล้วยิ่งรกร้างวังเวงกว่าที่เคย

 

ลู่เซิ่งกระโดดลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว ก้าวเดินไปบนท้องถนนที่ไหม้เกรียม

 

เปรี๊ยะ…

 

ทันทีที่รองเท้าหนังหุ้มข้อของชายหนุ่มเหยียบย่ำลงไป ไม่ทราบว่าไปกระทบถูกอะไรเข้าจึงได้มีเสียงแตกหักดังกังวานออกมาให้ได้ยินท่ามกลางความเงียบสงัด

 

ลู่เซิ่งขยับมือยึดกุมด้ามดาบไว้ในพริบตา เขาผ่านประสบการณ์ต่อสู้จริงมาแล้วถึงสองครั้งสองครา ดังนั้นจิตใจจึงสงบนิ่งยิ่งกว่าเดิมมากนัก

 

ดวงตาทั้งคู่เป็นประกายคมกริบสว่างวาบ บุรุษหนุ่มกวาดตามองสภาพแวดล้อมโดยรอบ

ไม่ช้า เขาก็พบเบาะแสร่องรอยอะไรบางอย่าง

 

ตรงช่วงกลางของฟากถนนที่ถูกเผาไหม้จนดำเกรียม บนขื่อคานหน้าประตูของบ้านไม้หลังหนึ่ง ปรากฏร่องรอยกระบี่ฟันลึกอยู่อย่างชัดเจน

 

ยังมีรอยย่ำเท้าสับสนอยู่บนพื้น และรอยเขม่าดินสีดำเป็นรูปรอยเท้าที่เพิ่งประทับลงไปใหม่ๆ

 

ลู่เซิ่งเอื้อมมือออกไปแตะรอยกระบี่ที่ถูกทิ้งไว้บนคานไม้นั้นเบาๆ คานไม้นั้นภายนอกมีร่องรอยไหม้เกรียม เขม่าดำเกาะตัวเคลือบคลุมอยู่ ทว่าที่ด้านในกลับเป็นสีเหลืองซีด ดูแล้วมิได้มอดไหม้ไปจนถึงแก่น

 

เป็นรอยกระบี่นี้เองที่กรีดตัดผ่านพื้นผิวดำเกรียมลงไป เผยให้เห็นเนื้อไม้สีซีดที่ซ่อนอยู่ภายใน

 

 “สมควรจะอยู่ในบริเวณใกล้ๆ นี่เอง”

 

เขาชักดาบออกมาจากฝักอย่างเงียบเชียบ เยื้องย่างเข้าไปในบ้านไม้ตรงหน้า ปลายดาบชี้ลงเบื้องล่าง

—————–

[1] ม้าหวงเพี่ยว (黄骠马) เป็นยอดอาชาพันธุ์ดีสายพันธุ์หนึ่ง อยู่ลำดับหกในสิบยอดอาชา (ในสามก๊กเรียกว่าม้าหวงเปียว) รูปประกอบ: https://goo.gl/images/oX4wie

 

——————————————-

Fanpage  “มรรคาพญามาร Way of the Devil”

https://www.facebook.com/WOD.ThaiTranslate

——————————————-

 

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top
    error: Alert: Content is protected !!