ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 96: ยืนอยู่ข้างความถูกต้อง

 287 Views

เมื่อเหยินปาเชียนหยุดพูด ชายตัวสูงร่างกำยำก็โผล่มาที่ด้านข้างเขาแล้วจ้องมองไปที่สาวน้อยฝั่งตรงข้ามอย่างโกรธเคือง “หลิ่วลั่วเหยา เค้าผู้นี้พูดถูกต้อง เจ้ากล้าดูหมิ่นข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งจากราชสำนักได้ยังไงกัน ?”

 

“ซีเย่หยา เจ้ากำลังพูดอะไรออกมาน่ะ ?” สาวน้อยคนนั้นที่มีนามว่าหลิ่วลั่วเหยามองด้วยความสงสัย

 

“ทุกคนเค้าเข้าใจกันหมดยกเว้นเจ้า ข้าคือข้าราชการที่ราชสำนักได้แต่งตั้ง ถึงยังไงข้าก็เป็นตัวแทนของพระองค์และราชสำนัก เจ้าคิดทำอะไรกันแน่ ? เจ้ากล้าแย่งชิงทรัพย์สินของข้าราชการแล้วยังกล้าโจมตีข้าราชการด้วย เห็นได้ชัดว่าเจ้ามีความห้าวหาญมากเลยล่ะ” เหยินปาเชียนกล่าวอย่างเยือกเย็น

 

ในตอนนี้ คนอีกหลายคนก็ได้โผล่มาที่ด้านข้างของเหยินปาเชียน แล้วมองไปที่สาวน้อยที่มีนามว่าหลิ่วลั่วเหยา

 

ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้แก่ และอยู่ในรุ่นอาวุโสกว่าที่จะเชื่อถือ แต่คำพูดจากเหยินปาเชียนก็ทำให้พวกเขาเข้าใจสิ่งหนึ่ง คือเขาอยู่ที่นี่ในนามขององค์จักรพรรดินี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเชื้อสายราชวงศ์ที่สร้างขึ้นโดยบรรพบุรุษ ถ้าหากว่าเหยินปาเชียนกระทำผิดพลาด องค์จักรพรรดินีสามารถลงโทษเขาได้ และข้าราชการชั้นสูงก็สามารถทำเช่นนั้นได้ด้วย แต่ว่าพวกเขาไม่มีคุณสมบัติที่จะทำเช่นนั้นได้

 

การจู่โจมเหยินปาเชียนนั้นเสมือนเป็นการไม่เคารพกฎหมายราชสำนักที่บรรพบุรุษได้วางไว้ เป็นผลให้สาวน้อยคนนี้กลายเป็นศัตรูของทุกคนไป

 

นอกจากนี้ องค์จักรพรรดินีทรงอยู่ข้าง ๆ แท้ ๆ แต่เธอยังกล้าจู่โจม ? ทำไมถึงได้ห้าวหาญขนาดนี้ ?

 

หงเสี้ยนดูตกตะลึง เธอได้ตระหนักและเธอก็ได้พยายามหยุดหลิ่วลั่วเหยาเมื่อครู่นี้

 

บางคนก็ตระหนักถึงมันด้วย จึงเป็นผลให้ไม่กล้าเปิดปาก

 

ส่วนคนที่เหลือในที่สุดก็ได้เข้าใจและได้ยืนอยู่ข้างเขา

 

ถึงแม้ว่าเหล่าบุตรของข้าราชการที่ทรงอำนาจต่างก็รู้กัน แต่คำพูดล่าสุดของเหยินปาเชียนและผลงานของหลิ่วลั่วเหยาทำให้พวกเขามองข้ามความรู้สึกเดิมไป

 

ในช่วงเวลาสั้น ๆ ก็มีคนเข้ามาร่วมฝั่งเหยินปาเชียนอีก 10 คน

 

มีเพียงหลิ่วลั่วเหยาที่โกรธเลือดขึ้นหน้า

 

สถานการณ์ฉุกเฉินสำหรับเธอก็เหมือนการเปียกโชกด้วยน้ำเย็นตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า

 

สายตาอันเยือกเย็นจากคนอื่นทำให้เธอคิดถึงสิ่งที่เธอได้ทำลงไป

 

ถึงแม้ว่าเธอจะไม่เก่งกาจ เธอก็ไม่ได้โง่เขลาเช่นกัน ถ้าหากว่าเธอทำอะไรผิดพลาดแบบโง่ ๆ อีกในสถานการณ์เช่นนี้ เธออาจจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกต่อไป

 

“เป็นความผิดของพวกเราเอง พวกเราจะคืนของสิ่งนี้ให้เจ้า” ถึงแม้ว่าหงเสี้ยนรู้ว่าสิ่งที่เหยินปาเชียนพูดออกมานั้นโต้แย้งไม่ได้ และนำพาพวกเธอเข้าสู่สถานการณ์เช่นนั้น มันยากที่จะยกระดับอารมณ์และใบหน้าของเธอให้คงความสงบเยือกเย็นไว้

 

เหยินปาเชียนรับหน้าไม้ที่ถูกโยนมา เห็นได้ชัดว่าเขาได้ทำให้พวกนั้นไม่พอใจ และอาจโมโหหลุดออกไปได้ นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าทัศนคติของเขานั้นแข็งกร้าว แต่สิ่งที่เขาพูดออกมาก็มีเหตุผล อีกฝ่ายคงจะพบว่ามันยากที่จะก่อปัญหาให้เขาในระยะสั้น

 

เมื่อถึงเวลาที่สถานการณ์นี้ได้ผ่านไป และอีกฝ่ายต้องการก่อปัญหาให้เขา สถานะของเหยินปาเชียนและจักรพรรดินีจะยิ่งลึกซึ้งมากขึ้น

 

เขาไม่รู้ว่าการที่จักรพรรดินีได้ล้มโต๊ะเจ้าชายที่เจ็ดนั้นเป็นเพราะเขาโดยตรง ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เขาทั้งหมด แต่มันก็ยังแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกดี ๆ ขององค์จักรพรรดินีที่ทรงมีต่อเขา

 

“ถ้าการขอโทษนั้นเพียงพอ แล้วจะมีกฎหมายไว้เพื่ออะไร ? พวกเจ้าทุกคนคิดว่าองค์จักรพรรดินีมิทรงทราบว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่รึไงกัน ? แทนที่จะขอโทษ ไปสารภาพบาปของพวกเจ้ายังจะดีซะกว่า” เมื่อพูดจบแล้ว เหยินปาเชียนก็ไม่ได้มองพวกเธออีก เขาหันไปหาคนที่ยืนอยู่รอบ ๆ แล้วกำมือให้ “ขอบคุณนะทุกคน”

 

“ไม่จำเป็นต้องขอบคุณพวกเราหรอก สิ่งที่เจ้าพูดออกมานั้นถูกต้อง ต้าเย่าก่อตั้งขึ้นโดยบรรพบุรุษของพวกเรา ทั้งปู่และพ่อของข้าได้หลั่งเลือดเพื่อต้าเย่า ทุกตารางนิ้วของต้าเย่าถูกสร้างมาจากเลือดของบรรพบุรุษของพวกเรา ด้วยเป้าหมายของพวกท่าน พวกเราจะไม่เหยียบย่ำเพราะมันจะเหมือนเป็นการเหยียบย่ำกระดูกของพวกท่าน” ซีเย่หยาผู้ซึ่งโผล่มาด้านข้างเหยินปาเชียนคนแรกสุดพูดออกมาด้วยเสียงแหบห้าว ในตอนที่กำลังพูดกับเหยินปาเชียน เขาก็จ้องค้างไปที่หลิ่วลั่วเหยา

 

เหยินปาเชียนแสดงสีหน้าประหลาดใจให้กับชายคนนี้ คำพูดของเขามีมาตรฐานสูงจริง ๆ

 

“ข้า…ข้าไม่ได้คิดว่า…ข้าได้ถูกความโกรธเข้าครอบงำแล้ว” หลิ่วลั่วเหยาพูดอย่างนุ่มนวลพร้อมกับก้มหัวลง สายตาของผู้คนทำให้เธอหวาดผวา

 

เธอไม่รู้ว่าทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ได้

 

เธอรู้สึกเพียงแค่ว่า คนที่ได้สอนคำพูดหยาบคายเหล่านั้นให้กับตู้ฉางคงต้องถูกลงโทษ และต้องการให้บทเรียนกับเขา

 

แต่ผลที่ตามมานั้นไม่ใช่สิ่งที่เธอคาดไว้

 

หงเสี้ยนพาหลิ่วลั่วเหยาไปกับเธอ “ข้าจะพาเจ้าไปเข้าเฝ้าพระองค์เพื่อวอนขอความเมตตา”

 

สิ่งที่เหยินปาเชียนเพิ่งกล่าวไว้สักครู่ชัดเจนแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่องค์จักรพรรดินีจะไม่ได้ยินว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งที่นางอยู่ใกล้ ๆ

 

พวกเธอได้กระทำความผิดร้ายแรง และต้องวิงวอนต่อองค์จักรพรรดินีเพื่อขอความเมตตา

 

น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาของหลิ่วลั่วเหยา ยังไงซะเธอก็เป็นแค่สาวน้อยคนหนึ่ง เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้เธอประหม่า

 

ในตอนที่หงเสี้ยนพาหลิ่วลั่วเหยาไปเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดินีเพื่อรับทราบความผิด พวกเธอก็ได้เผชิญหน้ากับผู้คนจำนวนมากที่มองมายังพวกเธอด้วยความเย็นชาตลอดทาง มันยากที่จะอดทนได้

 

ที่ห่างออกไปคือขุนนางจากแคว้นอื่นทั้งสามที่รู้อยู่แล้วว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้น และไอ้หมาบ้านั่นก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถเข้าใกล้กว่านี้ได้ พวกเขาสามารถได้ยินคำพูดที่ลอยไปตามสายลม พวกเขามองดูเหตุการณ์จากระยะไกล และมีความสุขมากกว่าที่ได้รู้ว่าไอ้หมาบ้านั่นกำลังจะถูกสั่งสอน

 

สิ่งที่ทำให้พวกเขาประหลาดใจก็คือความจริงที่ว่าชนเผ่าหลายคนกลับสนับสนุนหมาบ้า พวกเขาต้องการให้แท่นกับเขาเพื่อปลดปล่อยงั้นเหรอ ? สถานะของหมาบ้าในต้าเย่าเป็นที่ยกย่องขนาดนั้นเชียวหรือ ?

 

นี่คือสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถคิดออก ไม่ใช่ว่าต้าเย่าลำเอียงกับคนต่างแคว้นเหรอ ? เป็นไปได้อย่างไรที่ผู้คนจำนวนมากอยู่ข้างเขา ในขณะที่ชนเผ่าจำนวนน้อยอยู่อีกข้าง ?

 

 

 

ในตอนที่ทั้งสองคนจากไป ผู้คนก็กระจายตัวและไม่มีใครสนใจเหยินปาเชียนอีก คนไม่กี่คนที่ยืนอยู่กับหงเสี้ยนก็ไม่ได้สนใจเขา

 

ในตอนนั้น สิ่งที่เหยินปาเชียนแสดงให้เห็นได้ชัดเจนคือความมีเหตุมีผล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่น ๆ จะชื่นชอบเขาแต่อย่างใด

 

ในทางตรงกันข้าม ความคิดของหลิ่วลั่วเหยานั้นเหมือนกับคนอื่นอีกหลายคน การที่เหยินปาเชียนเปิดเผยความคิดภายในของพวกเขาก็เหมือนกับการเปิดเผยร่างกายอันเปลือยเปล่าของพวกเขา มันน่าแปลกใจถ้าหากพวกนั้นมีความรู้สึกที่ดีต่อเขา ในสถานการณ์ก่อนหน้านี้ เหยินปาเชียนยืนอยู่ข้างความถูกต้อง และพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยืนเคียงข้างเขา

 

เหยินปาเชียนถือหน้าไม้ไว้ในมือข้างหนึ่ง แล้วย่างเนื้อด้วยมีอีกข้างหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างหมดหนทางเขาไม่ได้วางแผนใช้สิ่งของให้เกิดเรื่องแบบนี้

 

แต่ในขณะนั้น มันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเขาที่จะต้องทำเช่นนั้น เขามีของดี ๆ มากมายอยู่ในมือ และถ้าใครเพียงแค่ใช้ของที่เขามี ก็จะนำพาปัญหาใหญ่มาให้ตนได้ในอนาคต

 

เขาถูกขโมยหน้าไม้คันหนึ่งซึ่งก็ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น แต่ถ้าเป็นทรัพย์สินอย่างอื่นของเขาล่ะ ?

 

เหยินปาเชียนนำสิ่งของกลับไปไว้ที่ด้านข้างนกจ้องเขาแล้ววางหน้าไม้ไว้บนพื้น จากนั้นเขาก็นั่งลงและเริ่มกินเนื้อย่างที่เย็นชืดในที่สุด

 

เนื้อเย็นชืดนั้นไม่อร่อยเลย แต่ท้องก็ร้องด้วยความหิว ถ้าหากเขายังไม่ได้กินอาหารเช้าล่ะก็ เขาก็จะไม่มีแรงพอที่จะขึ้นเขาตอนบ่ายวันนี้

 

จากมุมมองของเขา เขาได้เห็นหงเสี้ยนและหลิ่วลั่วเหยาคุกเข่าหนึ่งข้างอยู่หน้ารถม้าพระที่นั่ง

 

ในความเป็นจริงแล้ว เหยินปาเชียนชอบวิธีการคุกเข่าหนึ่งข้างของต้าเย่า อย่างน้อยที่สุดมันก็สบายกว่าการคุกเข่าทั้งสองข้าง จากมุมมองทางจิตวิทยา มันไม่สะดวกสำหรับผู้ชาย จากการสอนให้คุกเข่าทั้งสองข้างกันมาหลายทศวรรษ การที่เขาถูกสอนให้คุกเข่าทั้งสองข้างคือการกระทำที่น่าสลดใจ การคุกเข่าหนึ่งข้างจึงไม่มีอุปสรรคทางจิตวิทยาเลย

 

หลังจากกินเนื้อย่างแล้ว เหยินปาเชียนก็อิ่มเต็มที่ เขานอนราบอยู่บนพื้นหญ้า ว่ากันตามจริงแล้ว เขารู้สึกกังวลมากในขณะนั้น และในที่สุดเขาก็สามารถพักผ่อนได้ในขณะนี้

 

เพราะคนเหล่านั้นต้องการตอบโต้เขาในอนาคต เขาจึงไม่อยากคิดถึงเรื่องนี้ เรื่องนี้อาจจะหยุดชั่วขณะจนกว่าเขาจะลงมาจากภูเขา

 

 

 

หลังจากที่นอนได้สักพัก ก็มีคนโผล่มาข้างเขา แล้วหยิบเอาชิ้นเนื้อที่เหลืออยู่ไปแทะ

 

คงไม่ต้องบอกว่านั่นต้องเป็นตู้ฉางคงแน่นอน ซึ่งก่อนหน้านั้นได้ถูกซ้อมอย่างรุนแรงจนร้องเอ๋ง ๆ เหมือนหมา

 

“พี่ชาย ท่านนี่สุดยอดไปเลยเนอะ” ตู้ฉางคงพูดออกมาขณะที่เขายังคงกินอาหารและยกย่องเหยินปาเชียนไปพร้อมกัน ถึงแม้ว่าเขาจะถูกซ้อมจนไม่สามารถลุกขึ้นได้ก่อนหน้านี้ เขาก็ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นและชื่นชมในตัวเหยินปาเชียนอย่างเต็มที่

 

“เจ้านี่อนาถจริง ๆ ถูกเตะไปมาเหมือนลูกบอลเลยแน่ะ” เหยินปาเชียนพูดออกมาอย่างผิวเผิน

 

เมื่อได้ยินเช่นนี้ หน้าของตู้ฉางคงก็มืดลง “นางหงผู้นี้แข็งแกร่งขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว มีผู้คนที่นี่เพียงไม่กี่คนที่ต่อกรกับเธอได้”

 

ถึงแม้ว่ามันจะดูขัดแย่ง แต่ก็ค่อนข้างอ่อนหัดเลยล่ะ

 

“หงเสี้ยนกับหงหลวนมีความสัมพันธ์แบบไหน คอยรับใช้พระองค์ทั้งคู่เลยรึป่าว ?” เหยินปาเชียนคิดอยู่ในใจว่าทั้งสองคนมีแซ่หงเหมือนกันจึงอดถามไม่ได้

 

“ดูเหมือนว่าพวกเธอจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันนะ” ตู้ฉางคงตอบกลับหลังจากคิดให้รอบคอบ เพราะตัวเขาเองก็ไม่ได้รู้จริงเกี่ยวกับหงหลวน

 

“แต่นางหงน่ะเป็นหลานสาวของเซอร์หงอู่นะ”

 

“แล้วเซอร์หงอู่ที่ว่าคือใครล่ะนั่น ?” เหยินปาเชียนถามด้วยความอยากรู้

 

“เค้าคือผู้ที่แข็งแกร่งอันดับ 2 ของต้าเย่า ข้าสงสัยจังเลยว่าเมื่อไหร่จะถึงวันที่ข้าสามารถแข็งแกร่งเช่นนั้นได้น้า” ตู้ฉางคงพูดออกมาด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า

 

อันดับ 2 ของต้าเย่าเหรอ ? อยู่หลังจากจักรพรรดินีเองนี่ เหยินปาเชียนลุกขึ้นนั่งทันทีที่ได้รู้ถึงความแข็งแกร่งของชายคนนี้ “ถ้างั้นหงอู่ก็คือสุดยอดผู้แข็งแกร่งอันดับ 9 ของโลกสิท่า ?”

 

“ถูกต้องแล้ว เซอร์หงอู่น่ะสุดยอดจริง ๆ” ตู้ฉางคงพูดออกมาด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าอีกครั้ง

 

เหยินปาเชียนรู้สึกปวดฟันขึ้นมาเลย

 

โอ้วชิบ.. นี่คือสุดยอดผู้แข็งแกร่งอันดับ 9 ของโลก แล้วนั่นก็คือหลานสาวของสุดยอดผู้แข็งแกร่งอันดับ 9 ของโลก เขาได้ทำให้เธอไม่พอใจเข้าแล้ว

 

ถึงแม้ว่าเหยินปาเชียนจะรู้ว่าเขาได้ทำให้บุตรของข้าราชการที่ทรงอำนาจโกรธเข้าให้ แต่เขาไม่คิดว่าจะเป็นคนที่แข็งแกร่งและโหดเหี้ยมขนาดนี้

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top