*****สำหรับท่านที่จะเติมเหรียญสามารถ IB แจ้งมาที่ Facebook UpdatesNovel - นิยายแปล ได้เลยนะค่า****
ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 133 ใจดีอย่างโง่ๆ

 302 Views

เมืองเฮยซานใหญ่กว่าเมืองซิงฟงมาก มีอาคารสูงใหญ่แน่นขนัดเหมือนกอไผ่  ตามคำบอกเล่าของเมอเรย์ เนื่องจากอสูรดวงดาวปรากฏตัวในพื้นที่นี้บ่อย อาคารที่สูงใหญ่ถูกสร้างเพื่อป้องกันภูตอสูรดวงดาว

ทหารผู้คอยป้องกันอาคารสูงใหญ่อย่างน้อยมีพลังยุทธระดับห้ากันทุกคน

พูดเพียงแค่นั้น เมอเรย์ก็มองถังเทียน

“นั่นฟังดูน่าทึ่งดี!  ถังเทียนอุทาน ไม่มีใครบอกได้ว่าเขาแกล้งหรือไม่

เมอเรย์ถอนสายตาของเขา  เขาเป็นมนุษย์แน่นอน และคงไม่ค่อยดีนักที่เขาจะเอาแต่จ้อง    เขาไม่ต้องการก่อกวนถังเทียน  ดังนั้นเขาจึงไม่พูดอะไร ทหารทุกคนเหล่านี้อย่างน้อยก็มีคนหนึ่งที่ได้รับการปลุกพลังสายเลือด

ถังเทียนคิดว่าช่างน่าทึ่ง

อาคารสูงอยู่รวมกันหนาแน่น จะต้องใช้ทหารสักกี่คนกัน? ถ้าพวกเขาแต่ละคนมีพลังยุทธอย่างน้อยระดับห้า หรือสูงกว่า  อย่างนั้นก็ปลอดภัยที่จะพูดว่ามาตรฐานในเมืองเฮยซานนั้นสูงกว่าเมืองสายรุ้งเสียอีก  เมื่อตอนบุกตระกูลอวี่ ถังเทียนก็ผ่านอาคารสูงอย่างนี้  ถ้ามีธนูถูกยิงออกมาโดยนักสู้ระดับห้า ถังเทียนรู้สึกว่าเขาคงไม่สามารถหลบได้

มันทรงพลังอย่างแน่นอน

นักสู้ผู้แข็งแกร่งอย่างเมอเรย์ดูถูกทหารธรรมดาเหล่านี้  แต่ถังเทียนไม่มีความคิดเช่นนั้น  เขาถูกปิงด่าอย่างหนักมาแล้ว เหมือนกับว่าเขาเป็นทหารเกณฑ์  ในใจถังเทียน ทหารที่สามารถเข้ามาในกองทัพได้เป็นยอดฝีมือ

กู้เสวี่ยกำลังหยอกล้อกับหยาหยาขมวดคิ้วทันที “ลุงเมอเรย์!”

นางเป็นคนฉลาดและหัวไว  นางสามารถเข้าใจได้ว่าเมอเรย์ต้องการกระทั่งหญ้าทุกชิ้นในสถานการณ์ที่น่าอึดอัดอย่างนั้น  แต่ถังเทียนนั้นนางรู้สึกแตกต่าง  ถังเทียนช่วยชีวิตนางไว้

ถ้าเป็นคนอื่น  ปฏิกิริยาแรกเมื่อพวกเขาตกอยู่ภายใต้สถานการณ์เครียดอย่างนั้น บางทีอาจวิ่งหนีไปแล้ว แต่ปฏิกิริยาแรกของถังเทียนคือช่วยนาง  แม้ว่าจะอยู่ในห้วงอันตรายเช่นนั้น  แต่เขาไม่คิดอะไรมาก กลับทุ่มเทความสามารถเต็มที่

ถังเทียนเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่มีศักดิ์ศรีและใจดีคนหนึ่ง

หัวใจนางเต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณ  ชะตาของนางจะต้องทำอะไรให้ถังเทียนได้?  ถังเทียนช่วยชีวิตนางไว้ครั้งหนึ่ง  เขาไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบกับชะตาของนางเลย

เมอเรย์มองตาคุณหนูและรู้สึกละอาย เขาหลงไปชั่วขณะ

“เข้าไปในเมืองกัน” เมอเรย์พูดโดยเร็ว

ทหารยามผู้ป้องกันเมืองคุ้นเคยกับเมอเรย์และคนอื่นๆ  แต่เมื่อพวกเขาเห็นเมอเรย์มาตามลำพัง ทุกคนมีสีหน้าท่าทางแปลก

เมอเรย์มีประสบการณ์โชกโชน ทันทีที่เขาเห็นสีหน้าของทหารยาม หัวใจของเขาตกวูบ  เขารู้แน่นอนว่าบางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น

“ปกป้องคุณหนู” เมอเรย์ลดเสียง หน้าของผู้คุ้มกันอีกคนหนึ่งเครียดเหมือนกับว่าพวกเขาเห็นศัตรูฉกาจ

กู้เสวี่ยก้มหัวลง  นางสนใจแต่เพียงหยอกเล่นกับหยาหยา  นางใจเย็นมาก

ทหารไม่ได้ห้ามเขา  เขาเดินเข้าไปในเมืองได้อย่างสะดวก  แต่ถังเทียนสังเกตว่ามีเงาสายหนึ่งในความมืด  ถังเทียนขมวดคิ้วเล็กน้อย  เขากระซิบกู้เสวี่ย “ข้าได้กลิ่นอันตราย หึ่งเลย”

กู้เสวี่ยหยุดการกระทำทั้งหมดของนางและเงยหน้า  นางหันไปหาถังเทียนแล้วยิ้มให้ “มันเป็นอันตรายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

นางวางหยาหยาที่หน้าบวมกลับไปไว้ที่ไหล่ของถังเทียนและพูดกับเขาเบาๆ แต่จริงจัง “เจ้าแยกจากไปจะดีกว่า  หาโรงเตี๊ยมแล้วพักอย่างสงบ  ถ้าเจ้าต้องการไปจากดาวนี้  ยังมีความยากอยู่  แต่เจ้าแค่ต้องค่อยๆ หาดูก็จะพบหนทาง ข้าขอให้เจ้าพบสิ่งที่ดีที่สุด ขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้าไว้”

ถังเทียนโน้มศีรษะลงมาดูกู้เสวี่ยอย่างจริงจัง  ในดวงตาสีน้ำตาลของเขาฉายประกายจริงใจ

“เจ้ามีเรื่องลำบากมากใช่ไหม?” จู่ๆ ถังเทียนก็ถามขึ้น

“ข้ากำลังจะกลับบ้าน ที่บ้านยังจะมีเรื่องยุ่งยากอะไรอีก?”  กู้เสวี่ยกระพริบตามองถังเทียนอย่างไม่เกรงใจ

ถังเทียนมองดูกู้เสวี่ยชั่วครู่จากนั้นเขาเกาศีรษะทันทีและยิ้ม “นั่นก็จริง  ในบ้านของเจ้าจะมีเรื่องยุ่งยากได้อย่างไร? อย่างนั้นข้าไปก่อนนะ!”

กู้เสวี่ยยิ้มเล็กน้อย สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านระหว่างกระโปรงยาวสีฟ้า และที่ด้านข้างขลิบทองที่เสียหายไปเล็กน้อย แต่นางก็ยังอ่อนโยนและสง่างามอยู่เสมอ

ถังเทียนโบกมือให้นางและพูดเสียงดัง “ข้าไปล่ะ”

เขาหมุนตัวและเดินหายไปในถนน

กู้เสวี่ยยิ้มขณะที่นางพูดเบาๆ ตามปกติ “ไปกันเถอะ”

※※※※※

ทันทีที่ถังเทียนเลี้ยวเข้ามุม เขาก็หยุด

“หือ? เจ้าต้องการไปช่วยสาวงามที่กำลังตกทุกข์ได้ยากหรือ?” ปิงลอยตัวออกมา เสียงของเขาแฝงแววเยาะเย้ย

“นางเป็นคนที่ดีมากคนหนึ่ง” ถังเทียนตอบไม่ตรงคำถาม  เขามองดูท้องฟ้ายามราตรีและพึมพำกับตนเอง “คงเป็นเรื่องน่าเสียดายถ้าคนอย่างนางต้องมาตาย”

“เจ้าคิดว่าตัวเจ้าเป็นใคร?” ปิงดุ “เจ้าเป็นผู้ช่วยให้รอด? หรือเป็นวีรบุรุษ? โปรดอย่างคิดว่าตัวเจ้าเองเป็นคนไม่ธรรมดา  แค่เพียงเพราะเจ้าผ่านด่านสิบแปดมนุษย์ทองแดงได้”

“ไม่ใช่อย่างนั้น”  ถังเทียนส่ายหัว “แต่ลุงไม่คิดว่ามันน่าสงสารบ้างหรือ?”

“แล้วเกี่ยวอะไรกับข้าด้วย?  ข้าเป็นแค่เจ้าหน้าที่ทหารคนหนึ่ง”

ถังเทียนเหลือกตา “แต่ข้าไม่ต้องการให้นางตาย”

“ที่สำคัญ  ข้าพูดไปหมดแล้วนี่นะ”  ปิงไม่สบายใจ

“นอกจากนี้  ถ้าเราช่วยพวกเขา  เราอาจได้พบกับไซอาอีกครั้ง ข้าอยากจะประฝีมือกับเขาอย่างจริงจังอีกสักครั้ง”

ถังเทียนทิ้งประโยคนี้ไว้กับปิงและเดินออกมาจากเงาด้านหลังมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งที่กู้เสวี่ยและคนอื่นหายเข้าไป

หลังจากปิงได้ยินเช่นนั้น  เขาตะลึง  แม้ว่าปิงจะเคยฟังเรื่องบ้าๆจากถังเทียนมาแล้วก็ตาม  แต่ไม่เคยมีประโยคใดส่งผลกระทบต่อเขาเช่นนี้

ไซอาแข็งแกร่งอย่างมาก จากมุมมองของปิง เขาเป็นคนที่น่ากลัว และเขาไม่ใช่คนที่ถังเทียนสามารถรับมือได้แน่นอน  แต่เมื่อเขาได้ยินถังเทียนพูดว่า เขาต้องการประฝีมือกับไซอา  ความต้องการสู้อย่างเต็มเปี่ยม ทำให้ปิงถึงกับผงะ

เขารู้จักถังเทียนดี  เขาฟังออกว่าเจ้าเด็กนี่เอาจริง

โธ่เว้ย!

ปิงสบถ เจ้าเด็กนี่บ้าไปแล้วหรือไง?

เขาไม่มีโอกาสชนะ แต่มีโอกาสตายสูงในการต่อสู้ถึงเก้าสิบเปอร์เซนต์ นั่นจะมีประโยชน์อะไร?

ในความมืด เงาที่อยู่ต่อหน้าเขามีความดื้อด้านมากกว่าเดิม

※※※※※

เมื่อกู้เสวี่ยเห็นลานบ้านที่พังทลาย หัวใจนางตกวูบ นี่คือบ้านของนาง มีความทรงจำที่มีค่า  สายตาของเมอเรย์แข็งกร้าวพอที่เขาจะฆ่าได้  ทันใดนั้นเขาจำได้  เมื่อเขาเข้าประตูเมือง ลักษณะท่าทางของทหารแปลกไป

“เก็บกวาดกันเถอะ” กู้เสวี่ยสงบใจและพูดเบาๆ “มาทำที่ให้ทุกคนพักได้กันเถอะ”

เมอเรย์พยักหน้าและเริ่มเก็บกวาดซากหักพังเงียบๆ

พวกเขาคิดว่าสถานการณ์จะแย่  แต่พวกเขาไม่เคยคิดว่าจะแย่ขนาดนี้ ฝ่ายตรงข้ามทำลายที่นี่โดยเปิดเผย นั่นเพียงพอให้เห็นว่าเขาป่าเถื่อนเพียงไหน

พวกเขาสามารถนึกภาพได้เลยว่าเมื่อวันพรุ่งนี้มาถึง และพวกเขารอรับการจู่โจม พวกเขาจะตกอยู่ภายใต้การกดดัน  เพราะเมื่อฝ่ายตรงข้ามทำลายทุกอย่างเช่นนี้ ก็หมายความว่าพวกเขามั่นใจตนเอง

ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่  แต่หิมะเริ่มตกแล้ว

บิลลี่หากล่องไม้จากซากที่ถูกทำลายและเริ่มก่อไฟ  ทุกคนรวมตัวกันรอบกองไฟ  บรรยากาศเยือกเย็น

กู้เสวี่ยกลับตรงกันข้ามนางใจเย็นและสงบมาก  นางเงยหน้ามองท้องฟ้าและยื่นมือไปรับเกล็ดหิมะ และพึมพำ “ข้าจำได้ เมื่อข้ายังเด็กท่านพ่อมักปั้นมนุษย์หิมะให้ข้าเมื่อหิมะตก  วันนี้หิมะตกอีกแล้ว ต้องเป็นท่านพ่อในสวรรค์แน่กลัวว่าข้าจะเดียวดาย”

ตาของเมอเรย์กลายเป็นสีแดง  เขากำหมัดแน่น

กู้เสวี่ยยังคงมองนิ่งและนั่งลงบนพื้น  แม้ถึงตอนนี้ นางดูเหมือนไม่ได้อยู่ในสภาพเสียใจ  เหมือนกับว่านางไม่ได้นั่งอยู่บนกองดิน แต่เป็นเก้าอี้หนังที่สะดวกสบายตัวหนึ่ง

กระโปรงยาวสีฟ้าขาวดูเหมือนท้องฟ้าและเมฆที่กว้างใหญ่

จู่ๆ นางก็ก้มลงและคำนับทุกคนอย่างจริงจัง “ขอบคุณทุกท่านที่พาข้ามาที่นี่”

“พวกท่านทุกคนทำในส่วนของพวกท่านสมบูรณ์แล้ว  โปรดจากไปเถอะ”  กู้เสวี่ยยังคงยิ้มร่าเริง  “ข้าไม่เคยคิดว่าหลายอย่างจะกลับกลายเป็นย่ำแย่  การต่อสู้ดิ้นรนใดๆ ในตอนนี้ไร้ค่าและไร้ความหมาย ข้าเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลกู้  พวกเขาคงไม่ฆ่าข้า  พวกท่านทุกคนมีครอบครัวของตนเอง โปรดอย่าเสียสละที่ไร้ความหมายนี้เลย

กดดัน อึดอัดแทบตายแล้ว

แม้แต่บิลลี่ผู้กระตือรือร้นก็ยังเม้มริมฝีปากแน่นและกำหมัดแน่นจนซีดขาว  ผู้คุ้มกันคนอื่นๆ ดูเศร้าใจและโกรธ ตาของทุกคนมีน้ำตาคลอเบ้า

“ได้โปรดจากไปเถิด” กู้เสวี่ยสารภาพ “โปรดอย่าให้ข้าต้องอยู่อย่างรู้สึกผิดสำหรับชีวิตที่เหลือของข้าเลย”

ทุกคนก้มหน้าและยังคงเงียบ

“ลุงเมอเรย์” กู้เสวี่ยหันมองเมอเรย์

หน้าของเมอเรย์เต็มไปด้วยแผลเป็น  เขาเยือกเย็นเหมือนรูปสลักและอารมณ์ของเขากลับคืนปกติ “พวกเจ้าทุกคนจากไปได้  เรื่องนี้จบลงแล้ว อย่าเอาชีวิตของพวกเจ้ามาทิ้งที่นี่อย่างนี้เลย”

บิลลี่กัดฟันแน่นและพูดอย่างโมโห “ข้าไม่ไป”

“ข้าก็ไม่ไป!”  ซานเฉินสั่นศีรษะ

“ข้าก็ไม่ไป!”

“ข้าก็ไม่ไปด้วย!”

……

หลังจากได้ยินทุกคนพูดเช่นนี้ เมอเรย์แผดเสียงลั่น “ไสหัวไปเดี๋ยวนี้!  ใครก็ตามที่กล้าหยุดอยู่ต่อหน้าข้า ข้าจะฆ่ามันด้วยมือตนเอง!”

“หัวหน้า…”  บิลลี่ร้องไห้

โดยไม่รอให้พวกเขาพูดจบประโยค ทันใดนั้นเงาร่างดำหายวับ สีหน้าเย็นชา ผู่ถงล้มลงต่อหน้าเขา เมอเรย์เคลื่อนไหวตัวเหมือนกับสายลม  เมื่อเขาเคลื่อนไหว มักจะถูกคำนวณไว้อย่างแม่นยำเสมอ ทุกคนล้มลงกับพื้นหมดสติ

ยกเว้นซานเฉิน

“พาพวกเขาออกไป” เมอเรย์จ้องมองซานเฉิน  “ซานเฉิน, เจ้ามีนิสัยใจเย็นและหนักแน่นที่สุด  ข้าจะฝากพวกเขาไว้กับเจ้า  ถ้าพวกเขาตาย จะเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวพวกเขา?  ข้ามีชีวิตมาพอแล้ว แต่พวกเขาเล่า? อย่ามัวแต่นึกถึงตัวเอง แต่พวกเจ้าต้องคิดถึงครอบครัวพวกเขาด้วย  รีบจากไปในคืนนี้  จำไว้ว่า อย่าหยุด”

ซานเฉินกัดฟันแน่น  เขาไม่กล้าผ่อนคลาย  เขาเกรงว่าถ้าเขาผ่อนคลาย  น้ำตาของเขาจะทะลักออกมา

ปง ปง ปง

เขาคุกเข่าให้เมอเรย์และกู้เสวี่ยโขกศีรษะสามครั้ง และแบกคนอื่นๆ และเดินจากไป

น้ำตาของเขาบดบังทัศนวิสัย  น้ำตากลิ้งลงมาตามใบหน้าเขาเหมือนไข่มุก

เขายังคงกัดฟันแน่

ซานเฉินหายลับไปในความมืด ภาระหนักอกของเมอเรย์ถูกยกออกจากอกแล้ว  เขาหยิบขวดเหล้าออกมาและยื่นให้กู้เสวี่ย  “คุณหนู, ดื่มสักอึกสองอึกจะทำให้ร่างกายอุ่นขึ้น”

กู้เสวี่ยรับขวดมาและดึงฝาออก นางดื่มไปอึกเล็กคำหนึ่ง ทันใดนั้น หน้าของนางแดงเหมือนผลแอ็ปเปิล  เหล้านี้แรงมากสำหรับนาง กู้เสวี่ยอดขมวดคิ้วไม่ได้

เมอเรย์หัวเราะลั่น เขาล้วงเหล้าออกมาอีกขวดและดื่มลงไป  เหล้าบางส่วนหกรดเสื้อผ้าของเขา  แต่เขาไม่สนใจ ดื่มลงไปจนหมดขวด

หิมะตกหนักขึ้น

ทันใดนั้น มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นต่อเนื่อง

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top