ขนาดตัวอักษร

บทที่ 5 ได้พบกัน 2 (2) [รีไรท์อ่านฟรี]

 395 Views

บทที่ 5 ได้พบกัน 2  (2)

คาร์ลเดินไปตามถนนอย่างสบายๆ หากผู้ใดสังเกตเห็นว่าเป็นเขาต่างก็รีบหันหลังและเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนที่นี่ต่างหลีกเลี่ยงที่จะเข้าใกล้เขากันทั้งนั้น

‘มันต่างจากเกาหลีจริงๆสมกับที่เป็นเมืองแห่งจินตนาการ’

คาร์ลมองไปรอบๆถนนที่เต็มไปด้วยร้านค้าย่อมๆเรียกว่าเป็นตลาดที่อยู่ในโลกจินตนาการอย่างแท้จริง

“อืมมม…” “เฮ้ย..” “ห๊ะ..”

เมื่อใดก็ตามที่เขาหยุดทักทายพ่อค้าตามร้านค้าต่างๆก็มักจะได้ยินเสียงอุทานด้วยความตกใจ พวกเขาพยายามหลบหน้าไม่สบตาใดๆกับเขาหรือแม้แต่ส่งเสียงตอบรับการทักทายใดๆกลับมา

‘ชื่อเสียงเลื่องลือสมกับที่เป็นขยะจริงๆ’ เขาคุยกับตัวเองพลางเดินผ่านตลาดไปยังทางทิตตะวันตกของเมือง

ชุมชนสลัมตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ต่อให้เป็นเมืองที่ร่ำรวยเช่นไรก็ต้องมีคนจนเสมอไป ในสถานการณ์แบบนี้คนส่วนใหญ่อาจมีความคาดหวังให้เกิดสิ่งดีๆเกิดขึ้นกับสถานที่แบบนี้

‘ อ่า…นี่เป็นประสบการณ์ที่ดีที่ได้ทำสักครั้งก่อนตายก็คือการแบ่งอาหารให้กับผู้ยากไร้’

แต่นั้นคงใช้ไม่ได้กับกรณีนี้เขาไม่ได้คิดจะแจกขนมปังให้กับใคร

คาร์ลรู้ว่ามีคนแอบมองมาที่เขาทันทีที่ย่างกรายมายังเขตสลัมแห่งนี้ ที่นี่คือสถานที่สิ่งชั่วร้าย 2 สิ่งอาศัยอยู่ด้วยกัน

ถึงแม้ว่าคนในสลัมไม่ได้สนใจเรื่องราวความเป็นไปของผู้อื่นมากนักแต่ชื่อเสียงของคาร์ลก็เป็นที่เลื่องลือ คนที่มักก่อเรื่องสร้างความเสียหายให้กับร้านค้ามากมายอาจจะมาก่อเรื่องสร้างความวุ่นวายที่นี่ได้เช่นกัน

“ตึงๆๆๆๆ”

แม้ว่าพวกเขาจะรู้กิตติศัพท์ของคาร์ลเป็นอย่างดีแต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธต่อความหอมหวานของขนมปังในมือคาร์ลได้

คาร์ลไม่สนใจกับสายตาที่เหลือบมอง เขายังคงมุ่งหน้าเดินต่อไป ปลายรองเท้าหนังราคาแพงของเขาเริ่มสกปรกจากน้ำครำและมาพร้อมๆกับกลิ่นเหม็นที่เริ่มเตะจมูกส่งผลให้ตาเขาหรี่ลงโดยอัตโนมัติ ก่อนที่จะก้าวเท้ายาวขึ้นเรื่อยๆ สลัมตั้งอยู่อีกด้านบนเนินเขาเล็กๆ ประกอบไปด้วยบ้านหลังเก่าๆเรียงกันทอดยาวออกไป คาร์ลกำลังมุ่งหน้าไปยังยอดของเนินเขาเมื่อใกล้ถึงที่หมายจำนวนคนที่จ้องมองมาที่เขาก็ค่อยๆหายไป สายตาคมจ้ามองทอดยาวออกไปจนสุดสายตา

‘อย่างน้อยจุดนี้ก็ยังดีกว่า’

หลังจากที่เดินออกมาพ้นจากกลิ่นเหม็นของน้ำครำแล้ว ตอนนี้เขายืนอยู่บนยอดของเนินเขา ก่อนจะมองลงไปยังเมืองเวสเทิร์นด้านล่าง แต่ถึงจุดนี้จะสูงเพียงใดก็ยังต่ำกว่าคฤหาสน์ของเจ้านายทั้งหลายที่อาศัยอยู่เมืองนี้ คาร์ลดึงตัวเองกลับมาสู่ปัจจุบันเขาเดินไปยังต้นไม้ใหญ่ที่ถูกล้อมด้วยรั้วไม้ผุๆที่มีขนาดใหญ่เท่าตัวของคาร์ล เขาผลักรั้วเข้าไปเบาๆ ต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ดูเหมือนจะมีอายุหลายร้อยปี ต้นไม้ส่วนใหญ่ในสลัมมักจะถูกตัดนำไปทำเป็นฟืนหรือโค่นทิ้งไปเฉยๆ แต่ต้นไม้ต้นนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น

เหตุผลก็คือการที่คาร์ลได้ยินคนจากสลัม 2 คนพูดกรอกหูมาตลอดทางตั้งแต่ที่เขาเดินเข้ามาในสลัมแห่งนี้

“นายน้อยไม่ควรเข้าใกล้ต้นไม้นั่น”

คาร์ลไม่สนใจในคำเตือนนั้น และเข้าก็ได้ยินเสียงของอีกคนที่เอ่ยขึ้นด้วยความกังวล

“นายน้อยอย่าเข้าไปเลย มันเป็นต้นไม้กินคนนะ”

สาเหตุที่ทำให้คนที่นี่เรียกว่าต้นไม้กินคนเป็นเพราะหากมีผู้ใดมาผูกคอตายใต้ต้นไม้แห่งนี้ ศพของเขาจะกลายเป็นมัมมี่เพียงชั่วข้ามคืน ไม่มีแม้แต่รอยเลือดใดๆบนต้นไม้หรือแม้แต่เถาวัลย์หรือต้นหญ้ารอบต้นไม้ก็ไม่มีรอยเลือดใดๆเช่นกัน

นี่คือต้นไม้ที่คาร์ลกำลังมองหา

ในอดีตนานมาแล้วมีเรื่องเล่าว่ามีนักบวชคนหนึ่งที่เป็นผู้ที่มีความโลภต่อเงินทอง ได้นำเงินที่ได้จากแรงศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวก่อนจะถูกขับไล่ออกมาและจบชีวิตลงด้วยความหิวโหย ต่อมาไม่นานร่างกายก็มีต้นไม้ผุดขึ้นมาจากร่าง ด้วยความแค้นและจิตที่แข็งแกร่งทำให้วิญญาณและต้นไม้รวมกันเป็นหนึ่งเดียวและถูกเรียกว่าเป็นต้นไม้กินคนมาถึงบัดนี้

โล่นิรันดร์กาลที่เขามองหามันอยู่ในนี้

มันอาจเป็นเรื่องที่แปลกแต่ส่วนใหญ่พลังจากยุคโบราณก็มักเป็นเรื่องลึกลับเช่นนี้ล่ะ

คาร์ลหยิบขนมปังออกจากถุงกระดาษก่อนจะสังเกตบริเวณรอบๆ มันมีโพรงขนาดใหญ่เท่าหัวคนอยู่บนต้นไม้นี้ ก่อนที่เขาจะลงมือทำอะไรเขาต้องให้คนจากสลัมออกไปจากบริเวณนี้ก่อน แต่ก่อนที่เขาจะได้ส่งเสียงพูดอะไรออกไปก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายมาจากด้านนอก เพราะตอนนี้คนข้างนอกมองไม่เห็นเขาอีกทั้งตนยังก้มหน้าต่ำลงอีก ยิ่งสร้างความกังวลให้คนข้างนอกเพิ่มอีกเท่าตัว เสียงสั่นเล็กๆค่อยๆเอ่ยขึ้น

“นายน้อยอย่าทำเช่นนั้น ! มันถึงตายเลยนะ”

คาร์ลสะบัดมือตนเองเล็กน้อย ‘เฮ้ออออออ……..’

จำนวนคนที่เดินตามเขาตั้งแต่ย่างกรายเข้ามาในสลัมแห่งนี้ต่างทยอยถอยห่างจากเขาตั้งแต่รู้ว่าคาร์ลต้องการมายังสถานที่ตั้งของต้นไม้กินคน แต่ก็คงจะมีเพียงเจ้าของเสียงนี่ละที่ยังคงตามเขามาอยู่

‘ไม่ว่าโลกไหนก็ต้องมีพวกชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านสินะ’

คาร์ลลูบจมูกตัวเองเบาๆก่อนหันไปยังบริเวณรอบๆอีกครั้งก่อนสายตาจะไปปะทะกับเด็กผู้หญิงอายุประมาณ 10 ขวบในมือของเธอยังจูงมือเด็กผู้ชายมาด้วย สายตาที่สบมายังเขาเต็มไปด้วยความห่วงใย เมื่อเห็นว่าคาร์ลขมวดคิ้วจ้องหน้าเธออย่างไม่ละสายตาก่อนเอ่ยปากพูด

“มันเป็นต้นไม้กินคน ท่านอาจตายได้นะเจ้าค่ะ”

“ไม่ตายหรอก”

คาร์ลหยิบขนมปังออกมาจากห่อก่อนโยนไปให้เด็กหญิง ไม่ต้องกังวลว่ามันจะเปื้อนดินเพราะมันได้ถูกห่อไว้อย่างแน่นหนา

“เอาไปกินสิ”

น้องชายของเธอรีบหยิบขนมปังขึ้นมาทันทีแต่เด็กหญิงยังคงลังเลอยู่ เขาจำเป็นต้องใช้ตัวตนของการเป็นไอ้ขยะคาร์ลเพื่อให้เด็กน้อย 2 คนไปให้พ้นตนเองให้เร็วที่สุด ก่อนจะลุกขึ้นยืนและชะโงกศีรษะตนให้พ้นรั้วเล็กน้อย

“พวกเธอ 2 คนไม่รู้จักขยะไร้ค่าคาร์ล เฮนิตัสเหรอ ?” ใบหน้าของเด็กหญิงหันไปมองหน้าน้องชายทันที น้องชายของเธอเหลือบมองไปที่คาร์ลก่อนหยิบขนมปังอีกชิ้นสำหรับพี่สาวของตนเอง ก่อนออกแรงดึงพี่สาวตัวเองเบาๆ

“พี่จ๋า…”

“อืมๆๆๆๆ” เด็กสาวหันไปมองยังต้นไม้สลับกับมองใบหน้าของคาร์ล

“ท่านต้องไม่ตายนะเจ้าค่ะ”

คาร์ลเดาะลิ้นส่งเสียงออกมาเบาๆก่อนหันไปมองรอบๆอีกครั้งเพื่อความแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ในบริเวณนี้อีกก่อนจะนั่งลงใต้ต้นไม้ ไม่มีใครสามารถมองเห็นสิ่งที่เขาทำได้จนกว่าจะมีใครเข้ามาภายในรั้วนี้

“มาเริ่มกันเลย”

เขาเริ่มจากการเอาขนมปังออกจากห่อก่อนยื่นลงไปในโพรงต้นไม้ก่อนจะต้องชักมือออกมาด้วยความรวดเร็วเมื่อขนมปังในมือหายเข้าไปในโพรงนั้น เขารู้สึกเย็นวาบไปทั้งลำตัวรู้สึกว่าหากชักมือออกช้าไปเพียงเสี้ยววินาทีมือของเขาอาจจะต้องถูกดูดเข้าไปภายในโพรงนั้น  ความมืดในโพรงต้นไม้ยังคงเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“หากตายด้วยความแค้น ก็ต้องแก้ไขด้วยการแก้แค้น”

ต้นไม้กินคนนี้ไม่ใช่ต้นไม้ที่กินคนจริงๆมันเป็นต้นไม้ที่สามารถกินอะไรก็ได้ เป็นผลข้างเคียงจากความแค้นและพลังที่ถูกทิ้งไว้โดยคนที่ตายจากความหิวโหย  ถ้าจะมีเรื่องที่เกี่ยวข้องคงจะเป็นพลังลึกลับที่แข็งแกร่งภายในต้นไม้ต้นนี้… มันอาจเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ แต่มันก็คือเรื่องจริง

‘ถ้าจำไม่ผิด เราต้องให้อาหารกับมันจนกว่าความมืดในโพรงจะหายไป’ ความมืดที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากร่มเงาของต้นไม้แต่มันเกิดขึ้นจากความแค้น นี่ไม่ใช่สิ่งที่ใครก็ทำได้ต้องใช้อาหารจำนวนมากถึงจะทำให้ความมืดหายไป ก่อนที่จะมีแสงสว่างที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ปรากฏขึ้น เมื่อมันกินแสงสว่างนี้เข้าไปโล่นิรันดร์กาลจะตกอยู่ในมือของคาร์ลทันที

“กินทุกอย่างที่แกต้องการ”

 คาร์ลเทขนมปังทั้งหมดที่อยู่ภายในถุงลงในโพรงทั้งๆที่โพรงเล็กๆควรเต็มไปด้วยขนมปังกลับมีแต่ความว่างเปล่าและมืดมิด

“ต้องหาถุงใหญ่ๆกว่านี้สัก10ถุงแล้วสิ”

ความมืดภายในโพรงพลันสว่างขึ้นเล็กน้อย

10 ถุง อาจฟังดูมากไปสำหรับคนอื่นแต่สำหรับคาร์ลที่จ่ายค่าขนมปังไปถึง 3 ล้านแกลลอนไม่ได้เป็นกังวลเลยสักนิด

~ อร๊างงงงงงงงงงง ~

เสียงแปลกๆที่ดังก้องมาจากต้นไม้ดูเหมือนจะเป็นสัญญาณที่บอกว่ามันยังคงหิวและขออาหารเพิ่มมากขึ้น คาร์ลรู้สึกว่าความมืดในหลุมอาจคว้าเขาเข้าไปแทนขนมปังก็เป็นได้

“….มันน่ากลัวนิดหน่อย”  คาร์ลรีบลุกขึ้นยืน เขารู้สึกว่าไม่ควรอยู่ที่นี่นานเกินไป

“ความแค้นโง่ๆสามารถทำอะไรได้บ้าง?” และความตะกละก็เป็นสิ่งที่น่ากลัว

“ข้าจะกลับมาใหม่ในวันพรุ่งนี้”

คาร์ลกล่าวบอกลากับต้นไม้ที่เอ่ยตอบรับเสียงดังก้องราวกับว่ามันเป็นคน ก่อนจะเดินออกไปนอกรั้วทันที คาร์ลสังเกตเห็น 2 พี่น้องที่กำลังนั่งกินขนมปังอย่างเอร็ดอร่อยทันทีที่ก้าวเข้าไปในสลัม สำหรับคนที่ขอร้องไม่ให้เขาเข้าไปใกล้ต้นไม้กินคนดูเหมือนจะกำลังเพลิดเพลินกับขนมปังเสียเหลือเกิน พวกเขาทั้งคู่ต้องชอบรสชาติของขนมปังที่กำลังกินอยู่เป็นแน่เพราะดูท่าทางช่างมีความสุข

“หนู…ของหนู”

คาร์ลสบถออกมาเล็กน้อยกับเสียงร้องของเด็กทั้ง2 ก่อนจะทำเป็นไม่สนใจกับสิ่งที่เด็กๆสงสัย ในถุงที่เต็มไปด้วยขนมปังก่อนหน้านี้มีเพียงแค่ความว่างเปล่าไม่แปลกถ้าเด็กทั้ง 2 จะสงสัย แต่จะทำอะไรได้ ? พวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย ?

เด็กๆอาจกลัวที่จะเข้าใกล้ต้นไม้กินคนแต่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีในด้านความปลอดภัย มันคงไม่ดีนักถ้าเด็กๆไปเล่นบริเวณต้นไม้แล้วเผลอเอาหัวลงไปในโพรงถ้าเป็นเช่นนั้นคงโดนมันจับกินอย่างแน่นอน

[เด็ก ๆ ในสลัมไม่มีความกลัว เป็นเพราะพวกเขารักข้าวเมล็ดเดียวแม้ว่าจะมีคมมีดหันมาทางตนเองก็ตาม ความตายอยู่รอบตัวพวกเขาเสมอดังนั้นพวกเขาจึงไม่กลัวความตาย พวกเขากลัวที่จะหิวมากกว่าความตาย]

นั่นคือสิ่งที่นิยายได้เขียนบอกไว้ และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้คาร์ลตัดสินใจพูดกับสองพี่น้อง

“ถ้าอยากกินขนมอีก ห้ามพูดอะไรสักอย่างรู้มั้ย ?” สองพี่น้องไม่ได้กล่าวอะไรเพียงพยักหน้าทำตามคำสั่งของคาร์ลด้วยความเต็มใจ เด็กหญิงเอามือปิดปากของน้องชายแล้วแสร้งทำเป็นไม่เห็นคาร์ล เขายิ้มและคิดว่าเด็กหญิงฉลาดมากก่อนรีบออกมาจากสลัมอย่างรวดเร็ว

คนในสลัมต่างรู้ว่าคาร์ลไปที่ยอดเนินเขา พวกเขากำลังมองมาทางเขาด้วยความสงสัยว่าเขากำลังทำบ้าอะไรอยู่ แต่คาร์ลก็ชินกับการจ้องมองแบบนี้เสียแล้ว ส่วนคนนอกสลัมก็มองมายังเขาด้วยความแปลกใจเช่นกันแต่เขาไม่ได้สนใจเรื่องนี้นัก

“อา…..นายน้อยคาร์ลกลับมาแล้ว”

เมื่อคาร์ลกลับมายังร้านชาอีกครั้งบิลอสก็ปรี่มาทักเขาด้วยรอยยิ้มสดใส

“ใช่แล้ว….ขอชาแก้วใหม่ให้ข้าด้วยนะ”

คาร์ลเดินกลับไปที่นั่งบนชั้น 3 เช่นเดิม ทั้งๆที่ตอนนี้ควรมีลูกค้าคนอื่นแต่กลับไม่มีใครนั่งอยู่บนชั้น 3 เลย พวกเขาต่างพยายามหลีกเลี่ยงขยะของตระกูลเฮนิตัส นั่นคือเหตุผลที่ทำให้คาร์ลรู้สึกผ่อนคลาย

“นี่ชาขอรับ…ส่วนนี่เป็นของหวานสำหรับทานแกล้มกับน้ำชา”

“โอ้…เยี่ยมมาก ขอบคุณนะ”

คาร์ลยังคงมองไปยังประตูเมืองอย่างต่อเนื่องสลับกับการจิบชาช้าๆ บิลอสมองหน้าคาร์ลด้วยความแปลกใจก่อนที่จะเดินออกจากชั้นสามไปอย่างเงียบๆ มันแปลกที่จะได้ยินนายน้อยคาร์ลพูดขอบคุณใครสักคน

คาร์ลยังคงสั่งชาและขนมมาทานเรื่อยๆก่อนมองไปนอกหน้าต่างซึ่งตอนนี้ท้องฟ้าได้เปลี่ยนสีเป็นสีส้มและพระอาทิตย์กำลังตกดิน เขาลุกขึ้นเพื่อสลัดความเมื่อยล้า ถึงเวลาต้อนรับเพื่อนที่สุดแสนอันตราย ผู้ที่มาจากนอกกำแพงเมืองซะแล้วซิ

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top