*****สำหรับท่านที่จะเติมเหรียญสามารถ IB แจ้งมาที่ Facebook UpdatesNovel - นิยายแปล ได้เลยนะค่า****
ขนาดตัวอักษร

BDC ตอนที่ 32 คำเชิญชวนจากอีกสองยอดเขา (2)

 153 Views

ตอนที่ 32 คำเชิญชวนจากอีกสองยอดเขา (2)

 

 

สวนจิตวิญญาณย่อยกลับไม่ได้เงียบเหงาเหมือนเช่นที่เคยเป็นในยามค่ำคืนอีกต่อไป ขณะที่พวกเขาเพิ่งรับประทานอาหารเย็นกันไปได้เพียงครึ่งทาง แขกผู้มาเยือนที่งดงามน่ารักผู้หนึ่งก็ปรากฏกายขึ้น

 

ผู้มาเป็นศิษย์หญิงในชุดฝึกตนสีขาวสะอาด ร่างของนางอาบย้อมด้วยลำแสงจากดวงจันทร์ ทำให้หญิงสาวดูเย็นเยียบราวกับรูปปั้นหินอ่อน เมื่อนางเยื้องย่างเข้ามาใกล้ๆ เย่เฉินจึงได้มองเห็นว่าสตรีที่มาก็คือซูชิงเยว่ที่เคยมีปากเสียงกับเขา ณ แท่นประลองผู้นั้นนั่นเอง

 

“โอ้! ศิษย์พี่หญิงซู ท่านมาเยือนด้วยเหตุใดหรือ” เย่เฉินไม่ได้แยแสเหลือบแลนางแม้แต่น้อย เพียงคีบเอาเนื้อหมาป่าขึ้นมาชิ้นหนึ่ง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงบสุขุม

 

ได้ยินคำทักทายของเย่เฉินเช่นนี้แล้ว ซูชิงเยว่ก็ทำได้เพียงสูดลมหายใจเข้าลึกเฮือกหนึ่ง จำต้องยอมลงให้ก่อน ทว่าใบหน้างดงามนั้นกลับดำคล้ำเคร่งเครียด

 

“ผู้นำปรมาจารย์ของพวกเราต้องการชักชวนให้เจ้าเข้าร่วมกับยอดเขาเหรินหยาง” ซูชิงเยว่กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา สะบัดจดหมายเชิญไปให้เย่เฉิน “หากเจ้ายอมตอบรับคำชวนของพวกเรา พรุ่งนี้เจ้าก็มาที่ยอดเขาเหรินหยางได้เลย”

 

ซูชิงเยว่พยายามสะกดข่มโทสะอย่างเต็มกำลัง เอ่ยตอบคำด้วยใบหน้าบูดบึ้ง นางเป็นถึงลูกศิษย์คนสุดท้ายของผู้นำปรมาจารย์แห่งยอดเขาเหรินหยาง ทั้งยังเป็นประดุจดั่งดวงดาราอันเจิดจ้าแห่งสำนักเหิงเยว่ฝ่ายนอก การที่ต้องถูกเย่เฉินกล่าวตำหนิสั่งสอนเช่นนั้นนับว่าเกินที่นางจะรับได้อย่างแท้จริง มิหน้ำซ้ำนักพรตชิงหยางยังขอให้นางนำข้อความนี้มาบอกต่อแก่เย่เฉินอีกต่างหาก

 

“ข้ารู้สึกปลื้มปิติยิ่งนักที่ได้รับคำเชิญชวนจากยอดเขาเหรินหยาง!”

 

“ยามนี้เจ้าก็ได้รับรู้เรื่องราวแล้ว จงตัดสินใจเองเถอะ” ซูชิงเยว่ไม่ต้องการจะรั้งอยู่สืบไป หลังจากทิ้งจดหมายเชิญไว้แล้วก็รีบหมุนกายเดินจากไปทันที

 

เมื่อนางก้าวฉับๆ ไปถึงหน้าประตูสวนจิตวิญญาณย่อยแล้ว จู่ๆ ก็พลันหยุดชะงักและเหลียวมามองเย่เฉิน ผู้ซึ่งกำลังรับประทานอาหารอยู่อย่างรื่นรมย์ “เพียงเอาชนะจ้าวหลงได้ เจ้าก็คิดว่าตัวเองไร้เทียมทานแล้วหรือ? ยังมีบรรดาศิษย์แห่งสำนักเหิงเยว่อีกมากมายที่เก่งกาจเหนือล้ำกว่าเจ้า หากเจ้าเอาแต่คิดจะเล่นงานผู้อื่นอยู่เช่นนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจบรรลุผลสำเร็จที่ล้ำเลิศได้อย่างแน่นอน”

 

ซูชิงเยว่เร่งกล่าวจนจบภายในรวดเดียว จากนั้นก็จากไปอย่างรวดเร็วราวกับสายลมหอบหนึ่ง

 

แม้ซูชิงเยว่จะจากไปแล้ว เย่เฉินก็ยังนั่งนิ่งอย่างไม่รู้สึกรู้สา เพลิดเพลินกับเนื้อหมาป่ารสเลิศต่อไป

 

“เจ้าหนุ่ม ยอดเขาเหรินหยางเป็นหนึ่งขั้วอำนาจหลักแห่งสำนักฝ่ายนอก เจ้าต้องเข้าร่วมกับพวกเขา! อย่าได้ทำลายอนาคตของตนเอง เพียงกล้ำกลืนฝืนทนไว้ชั่วครู่ แล้วทุกอย่างก็จะผ่านไปในไม่ช้า”

 

“ผู้อาวุโส ข้าเข้าใจความหมายของท่านดี” เย่เฉินหัวเราะฮิฮะในลำคออย่างไม่ใส่ใจ ปาดเช็ดคราบน้ำมันรอบริมฝีปากออกไป

 

ผ่านไปครู่เดียว ประตูทางเข้าสวนจิตวิญญาณก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง ศิษย์ชุดขาววางท่าเขื่องโขคนหนึ่งก้าวเดินเข้ามาด้านใน พื้นฐานฝึกตนของมันอยู่ที่ขั้นหกของระดับควบรวมลมปราณ แม้ว่าระดับของจ้าวหลงจะด้อยกว่าคนผู้นี้อยู่เพียงแค่ขั้นเดียว ทว่าจากกลิ่นอายที่แผ่ซ่านออกมา เห็นได้ชัดว่าบุรุษผู้นี้แข็งแกร่งกว่าจ้าวหลงอยู่มาก

 

ผู้มามีนามว่า ‘เว่ยหยาง’ เป็นศิษย์คนสุดท้ายที่ผู้นำปรมาจารย์แห่งยอดเขาเทียนหยางรับเข้าไปชุบเลี้ยง

 

“เป็นเจ้าหรือที่เอาชนะจ้าวหลงได้” เว่ยหยางโบกพัดจีบในมือไปมาอย่างวางท่าสูงศักดิ์ ปรายตามองไปยังจางเฟิงเหนียน จากนั้นจึงเหลือบมองเย่เฉินด้วยสายตาเยาะหยัน

 

เฮอะ! คราแรกที่เว่ยหยางปรากฏตัวขึ้น เย่เฉินยังคิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนสุภาพเรียบร้อยดังภาพลักษณ์ที่แสดงออก ทว่าทันใดที่คนผู้นี้พูดออกมา ภาพลักษณ์ดีๆ เหล่านั้นก็ไม่หลงเหลืออยู่อีกเลย มองเพียงเปลือกนอกเว่ยหยางผู้นี้ดูสง่าสุภาพ ไหนเลยจะคาดคิดว่ากลับมีกลิ่นอายกลิ้งกลอกปากว่าตาขยิบแผ่ซ่านออกมาเช่นนี้

 

“เวลาก็ไม่เช้าแล้ว มิทราบว่าศิษย์พี่มาเยี่ยมเยียนพวกเราถึงที่นี่ด้วยเหตุผลใด” เย่เฉินไม่ได้แยแสท่าทียกตนข่มท่านของเว่ยหยางแม้แต่น้อย เพียงเอ่ยถามด้วยประโยคเรียบง่าย ทว่าน้ำเสียงนั้นถากถางแดกดันอยู่บ้าง

 

“มิมีเรื่องใดใหญ่โต ข้ามาเพียงเพื่อส่งมอบข้อความของท่านอาจารย์ ว่าอนุญาตให้เจ้าเข้าร่วมยอดเขาเทียนหยางได้แล้ว” เว่ยหยางแย้มยิ้ม สะบัดพัดจีบคราหนึ่ง ยังคงเชิดปลายคางสูงชันราวกับว่ามีดวงตาอยู่เหนือศีรษะก็ไม่ปาน

 

“อืม…”

 

เย่เฉินตอบรับในลำคออย่างไม่ใส่ใจคราหนึ่ง ยังคงใจจดใจจ่ออยู่กับอาหารรสเลิศตรงหน้า

 

เว่ยหยางยังวางท่าไม่เป็นเดือดเป็นร้อนแต่อย่างใด ทว่ารอยยิ้มนั้นดูจะฝืดเฝื่อนไปเล็กน้อย หมุนกายกลับไปอย่างแข็งค้าง ก้าวฉับๆ ไปทางหน้าประตู

 

เมื่อไปถึงประตูแล้ว มันก็เหลียวกลับมามองเย่เฉินเหมือนที่ซูชิงเยว่กระทำทุกกระเบียดนิ้ว “เด็กโอหังอวดดีอย่างเจ้าได้เพาะสร้างความแค้นกับยอดเขาตี้หยางไปแล้ว ได้รับคำอนุญาตเช่นนี้ถือเป็นเกียรติอันสูงส่งของเจ้า เจ้าควรจะสำนึกไว้ให้จงหนัก หากกล่าวกันตามความจริง ในยอดเขาเทียนหยางอันสูงส่ง ตัวตนอย่างเจ้ายังไม่นับเป็นอันใดทั้งสิ้น”

 

เว่ยหยางรวบเก็บพัดจีบและเร่งฝีเท้าจากไป

 

เย่เฉินวางชามข้าวและตะเกียบในมือลงหลังจากที่เว่ยหยางจากไปแล้ว

 

“เจ้าหนุ่ม นี่เจ้า…” จางเฟิงเหนียนคล้ายต้องการจะเอ่ยอะไรบางอย่างออกมา ทว่ากลับถูกเย่เฉินขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน

 

“ผู้อาวุโส ข้ารู้ดีว่าท่านต้องการจะกล่าวสิ่งใด” เย่เฉินปาดเช็ดคราบน้ำมันออกไปจากริมฝีปากจนหมด แย้มยิ้มเอ่ยคำ “ข้าจำเป็นต้องหาที่พึ่งพิงก็จริง แต่ท่านก็เห็นแล้วว่าคนทั้งหมดต่างก็ดูถูกเหยียดหยามข้า หากข้าไปขอให้พวกนั้นรับข้าเข้าเป็นศิษย์จริงๆ ก็มีแต่จะต้องรับคำสบประมาทจากผู้คนอยู่ร่ำไป”

 

“เฮ้อ!”

 

จางเฟิงเหนียนทอดถอนใจ เงียบเสียงลงอย่างอับจนถ้อยคำ

 

“ข้าได้รู้เช่นเห็นชาติถึงทุกสิ่งทุกอย่างในสำนักฝักฝ่ายเช่นนี้มานานแล้ว” เย่เฉินยิ้มเยาะเย็นเยียบออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยสืบต่อ “โลกนี้มีแต่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดจึงจะได้รับความเคารพนับถือ สำหรับศิษย์ฝึกหัดอย่างข้า ไม่เข้าร่วมยอดเขาใดๆ ในทั้งสามยอดเขานั้นเลยยังจะดีเสียกว่า”

 

“เฮ้อ เช่นนั้นก็จงเลือกหนทางที่เจ้าคิดว่าเหมาะสมที่สุดเถิด แต่อย่าได้เคี่ยวกรำตนเองจนเกินไปเสียเล่า”

 

“ข้าจะจดจำคำสั่งสอนของท่านเอาไว้เป็นอย่างดี”

 

***************

อ่านแล้วชอบเข้ามากดไลค์นะครับ

แฟนเพจ จักรพรรดิยุทธ์อมตะอหังการ์ BDC –นิยายแปล

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top