ขนาดตัวอักษร

บทที่ 25 แรงจูงใจของเหว่ยฮุ้ย

 785 Views

บทที่ 25 แรงจูงใจของเหว่ยฮุ้ย

“ตึก ตึก ตึก …”

ขณะที่คนที่เหลือค่อย ๆ ออกจากห้อง เหว่ยฮุ้ยก็เคาะนิ้วลงไปที่โต๊ะไม้สีกุหลาบ

‘ฮึ้ม ! พวกมันคิดจริง ๆ หรอว่าฉันอยากจะสร้างรีสอร์ทตรงเชิงเขาภูเขาชิงหลิง ? ไม่ใช่เลย มันเป็นอะไรที่ซับซ้อนกว่านั่น หึ เพราะฉันไปรู้ความจริงเกี่ยวกับความลับของบ้านเก่า ๆ นั้นต่างหาก !’

มุมปากของเหว่ยฮุ้ยโค้งขึ้นด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย

มือของเขาล้วงเข้าไปในอก หยิบแผนที่ที่ดูเก่าแก่ออกมาจากเสื้อของเขา

แผนที่นี้ทำมาจากขนสัตว์ที่ไม่มีใครรู้จัก มันมีร่องรอยของเหลวสีแดงอยู่บนขนสัตว์ มันดูเหมือนใช้เป็นหมึกในการวาดแผนที่

ไม่รู้ว่ามันเก่าแค่ไหน แต่เรื่องความลับที่ซ่อนไว้ในบ้านหลังนั่นถูกซ่อนไว้จากโลก ไม่มีใครรู้ว่าบ้านเก่า ๆ นั้นมีความลับที่ซ่อนไว้ แม้แต่เจ้าของคนเก่าก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ !

เหว่ยฮุ้ยเล็งบ้านหลังนี้มานานมากแล้ว เขาพยายามที่จะซื้อมันหลายต่อหลายครั้ง แต่ยังไงก็ตาม ไอ้แก่นั่นไม่ยอมขายเขา ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม !

และตอนนี้ หลังจากที่รอมาเป็นเวลานาน ไอ้แก่นั่นก็ตายไปแล้ว ! เหว่ยฮุ้ยคิดว่าบ้านในหมู่บ้านเล็ก ๆ พวกนี้ มันไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ถ้าเขาเสนอข้อเสนอซักล้านหยวนให้ไอ้เด็กนั้นออกไปอย่างง่ายดาย แต่มันไม่ใช่ ไม่ว่าเขาจะเสนอไปซักแค่ไหน ไอ้เจ้าเด็กนั้นมันก็ปฏิเสธทุกครั้ง !

โดยปกติเขาไม่เคยใช้ความพยายามมากขนาดนี้ในการซื้อที่ดิน เขาสามารถจะสั่งทุบบ้านแถวนั่นได้โดยตรงโดยไม่ต้องรอการตัดสินใจของเป่ยเฟิง

แต่ยังไงก็ตาม เจ้าของที่แท้จริงของบ้านหลังนั้นไม่ใช่คนธรรมดา ในตอนแรกเมื่อเขาต้องการจะทุบมัน มันแทบจะทำให้เขาเอาตัวไม่รอดจากคน ๆ นั้น ! คนที่มีอำนาจมากพอที่จะแทรกแซงเขาได้ !

เพราะเหตุนี้ ทางตระกูลได้ตั้งกฏให้เขาโดยตรง ถ้าหากต้องการบ้านหลังนี้ ต้องทำด้วยวิธีที่ถูกต้องเท่านั้น หากใครกล้าทุบตึกบ้านหลังนี้ทิ้ง ครอบครัวของคน ๆ นั้นจะถูกกำจัดทิ้งทันที !

เหว่ยฮุ้ยเคยส่งคนจำนวนมากเพื่อแอบขุดอุโมงค์เข้าไปในบ้านเพื่อเอาสิ่งที่ซ่อนอยู่ในนั้น อย่างไงก็ตามพวกเขาก็ไม่สามารถทำได้ แม้ว่าจะใช้ความพยายามทั้งหมดของพวกเขา ในความเป็นจริงการไล่ตามเป้าหมายนี้เป็นเหตุให้คนงานของเขาสิบกว่าคนสูญหายไปในไม่กี่ปีมานี้ !

หลังจากได้ทดสอบมากมาย ทำให้เขาเหลือทางเลือกเดียวคือการผ่านเข้าไปในบ้านผ่านประตูหน้าบ้าน มันเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเข้าจากทิศทางอื่น !

หลังจากหลายปีที่ผ่านมาเหว่ยฮุ้ยรู้สึกว่าตระกูลของเขาเริ่มหยุดให้ความสนใจที่แห่งนี้แล้ว แต่บังเอิญเป่ยเฟิงก็กลับมาพอดี ทำให้เขาคิดว่ามันเป็นโอกาศที่ดีในการจะหาทางซื้ออีกครั้ง

‘ตอนนี้ ! วันที่ฉันจะได้เกียรติยศในตระกูลเหว่ยอยู่อีกไม่ไกล !’ เหว่ยฮุ้ยคิดอย่างมีความสุขในขณะที่เขาจุดธูปสามแท่งหน้าแท่นบูชาและวางมันไว้ตรงเตาเผาธูป

หนึ่งร้อยปีก่อนตระกูลเหว่ยเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียง อย่างไรก็ตามพวกเขาเกือบถูกกำจัดออกจากราชวงศ์ฉิงที่ยิ่งใหญ่ในปีนั้น เหลือแค่ตระกูลสาขาของเหว่ยฮุ้ยเท่านั้นที่เอาตัวรอดมาได้

มันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่พวกเขาไม่สามารถรับมรดกที่เหลือมาได้ สำหรับช่วงสองสามชั่วอายุคนที่ผ่านมา ระดับการฝึกฝนสูงสุดที่ตระกูลของเขาสามารถเข้าถึงได้คือ ระดับสูงสุดของขอบเขตความแข็งแกร่งภายใน ไม่มีใครสามารถก้าวไปได้ไกลกว่านี้อีกแล้ว แล้วตอนนั้นพ่อของเหว่ยฮุ้ยได้เปิดเผยความลับบางอย่างกับเขา !

หนึ่งร้อยปีก่อนถึงแม้ครอบครัวเหว่ยจะอยู่ที่จุดสูงสุดและดูเหมือนจะร่ำรวยอย่างมาก แต่นั้นเป็นแค่เปลือกนอกเท่านั้น

ในเวลานั้นตระกูลของเหว่ยฮุ้ยไม่ใช่ส่วนหนึ่งของตระกูลใหญ่ พวกเขาเป็นตระกูลที่ไม่มีความสำคัญและไม่สามารถเข้าถึงความลับบางอย่างได้

เหตุผลเดียวที่ทำให้พ่อของเหว่ยฮุ้ยรู้เรื่องความลับนี้ ก็เพราะผู้อาวุโสจากตระกูลใหญ่ได้เปิดเผยเรื่องนี้กับปู ของเหว่ยฮุ้ยก่อนที่จะสิ้นใจ

อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่สามารถเปิดเผยความลับทั้งหมดได้ก่อนที่เขาจะจากไป ดังนั้นตำแหน่งที่แน่นอนของความลับนั้นยังเป็นเรื่องลึกลับอยู่ นอกจากนี้ยังมีช่วงเวลาที่พวกเขาได้เข้าร่วมสงครามแห่งความวุ่นวายด้วย ดังนั้น ปู่ของเหว่ยฮุ้ยจึงได้นำตระกูลสาขาทั้งหมดออกจากทวีปไป

เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในตระกูลของพ่อของเหว่ยฮุ้ย นั่นก็คือแผนที่เก่า ๆ พ่อของเหว่ยฮุ้ยใช้เวลาตลอดชีวิตในการค้นหาตำแหน่งที่ทำเครื่องหมายไว้บนแผนที่ แต่ก็ไม่สามารถหาเจอได้ในที่สุด

เหว่ยฮุ้ยเป็นรุ่นที่สามที่สืบทอดแผนที่และรู้ถึงความลับนี้ บางทีอาจเป็นเพราะโชคชะตาหรืออาจเป็นโชคดีของเขา ที่ทำให้เขาสามารถหาสถานที่ที่ถูกซ่อนได้

****

“ลุงเซียง ลุงรู้ไหมว่าตั้งแต่ผมเริ่มทำธุรกิจร้านอาหารตอนนี้ถึงมันจะกำลังไปได้สวย แต่เพราะร้านของผมมันอยู่ห่างไกล แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ไม่สามารถหาทางเข้าไปได้ มันลำบากทุกครั้งที่ผมต้องออกมาเรียกพวกเขา และตอนนี้ผมกำลังมองหาคนที่จะมาเป็นคนช่วยผมเพื่อนำลูกค้าไปที่บ้านผม .. ลุงเซียง ลุงรู้ไหมใครเหมาะกับงานนี้ ?”

เป่ยเฟิงไปที่ร้านของเซียงเฉิน หลังจากไม่ได้มาเป็นเวลานาน

“หืม… จริง ๆ แล้วมีผู้ชายคนหนึ่งช่วยหลานได้นะ แต่เขาไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เป็นปัญหาที่จะพาลูกค้าไปร้านของหลาน นอกจากนี้หลานยังไม่ต้องให้ค่าตอบแทนกับเขาเลย เพียงแค่ให้อาหารและที่พัก เขาก็จะช่วยหลานแล้ว” เซียะเฉิน คิดลึก ๆ สักครู่ก่อนบอกความคิดกับเป่ยเฟิง

“ไม่เป็นไรครับ ผมแค่ต้องการคนที่จะนำทางลูกค้าไปที่ร้านเท่านั้น” เป่ยเฟิงคิดไม่นานนัก แม้ว่าตัดสินใจจากคำพูด คนที่เซียงเฉินแนะนำมาอาจจะไม่ใช่หลอดไฟที่สว่างที่สุดในกล่อง แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่โง่โดยสมบูรณ์ ใช่ไหม ? งานง่าย ๆ แค่การนำทางลูกค้า มันไม่น่าจะเป็นปัญหา

“ดี งั้นเดียวฉันไปเรียกเขามาให้” เซียงเฉินวางเครื่องมือลงแล้วออกจากร้าน

เป่ยเฟิงไม่ต้องรอนาน เซียงเฉินกลับมาพร้อมกับคนที่ดูแข็งแรงข้างหลังเขา

‘ว้าว ! สูงมาก ! กล้ามเนื้อสุดยอด !’ นั้นคือความคิดแรกที่ผ่านมาในความคิดของเป่ยเฟิง

ผู้ชายตัวนั้นสูงกว่าเซียงเฉินอย่างน้อยหลายช่วงทีเดียว !

หนึ่ง ควรรู้ว่าเซียงเฉินไม่ใช่คนเตี้ย ! เขามีความสูง 1.8 เมตร แต่เพื่อนคนนี่ดูเหมือนสูงอย่างน้อย 2.3 เมตร !

นอกเหนือจากนั้น ร่างกายของเขาดูใหญ่และใช้ได้ ! แม้แต่แขนของเขาก็หนากว่าต้นขาของเป่ยเฟิง !

“นี้คือไป่เซียง เด็กคนนี้เคยเป็นคนที่ฉลาดมาก ๆ .. จนพ่อกับแม่ของเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อตอนเขาอายุสิบห้าปี จากนั้นเป็นต้นมาเขาก็กลายเป็นคนผิดปกติ เด็กน้อยที่น่าสงสารคนนี้อาศัยอยู่ที่นี่ด้วยความเมตตาและช่วยเหลือจากชาวบ้าน” เซียงเฉินกระซิบกับเป่ยเฟิง

“เอ่อ เขาน่าจะทำได้นะ” เป่ยเฟิงพยักหน้าและพูด

“ไป่เซียง มานี้ คน ๆ นี้จะเป็นเจ้านายของเธอ ต่อจากนี้ต้องตั้งใจทำงาน เข้าใจไหม ?”

เซียงเฉินมองขึ้นไปและสั่งไป่เซียง

“จะ เจ้านาย” ไป่เซียงเกาหัวด้วยความใสซื่อ เขาเดินไปข้างหน้าและทักทายเป่ยเฟิง

“อืม งานของนายแค่ต้องรออยู่ที่ร้านของลุงเซียง เมื่อลูกค้ามาที่นี่นายแค่ต้องพาเขาไปที่บ้านของฉัน เข้าใจไหม ?”

เป่ยเฟิงกล่าวเบา ๆ เขาไม่ได้ทำตัวยิ่งใหญ่หรือดูถูกไป่เซียงเลยแม้แต่น้อย

“ได้ แต่ ผมไม่รู้ว่าบ้านของคุณอยู่ที่ไหน ..”

อาจเป็นเพราะไป่เซียงเห็นถึงความจริงใจในเสียงของเป่ยเฟิง เขาจึงรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นกับคำพูดของเขา อย่างน้อยที่สุดเขาก็ไม่ได้พูดติดอ่างอีกต่อไป

“ไปเถอะ เดียวฉันจะพานายไปเอง” เป่ยเฟิงลุกขึ้นยืนหลังจากคิดสักพัก ตอนนี้เขายังไม่มีอะไรให้ทำ หลังจากอำลาเซียงเฉิน เขาก็พาไป่เซียงมากับเขา

ทันทีที่มาถึงบ้านเก่า ๆ เป่ยเฟิงเดินเข้าไปเพื่อทำอาหาร เพื่อรอให้ไป่เซียงกลับไปที่หมู่บ้านเพื่อรอลูกค้าของเขา

****

ฉินหยุนเป็นหนึ่งในหลาย ๆ คนในกลุ่มสนทนาที่เป่ยเฟิงได้สร้างขึ้น และในวันนี้เขาก็สามารถจองโต๊ะได้ เขาไม่เต็มใจที่จะสูญเสียแม้แต่หนึ่งวินาที เขาชวนเพื่อนของเขาสองสามคนและรีบไปที่หมู่บ้านชิงหลิงอย่างตื่นเต้น

“โอ้ ? มีข้อความใหม่” ฉินหยุนหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาและมองไปที่ข้อความ WeChat

“เกิดอะไรขึ้น ?”

สำหรับคนอื่น ๆ พวกเขาไม่ได้รู้สึกดีด้วย พวกเขาเหนื่อยล้าทางจิตวิญญาณอย่างมาก พวกเขาต้องการจะหลับไปจนถึง 11 โมงเช้า หรือ 12.00 น. เพราะพวกเขาไม่มีงานที่ต้องทำในวันนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในตอนสุดท้ายเขาก็ถูกบังคับให้ตื่นมาตอน 9.30 น.

นอกจากนี้พวกเขายังต้องนั่งรถมาประมาณสองชั่วโมง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าสมองของพวกเขาไม่ได้ทำงานเลยในตอนนี้

“เถ้าแก่บอกว่ากำลังจัดของอยู่ เดียวจะมีคนนำพวกเราขึ้นไป” ฉินหยุดอ่านข้อความแล้วยกหัวขึ้นบอก

“ก็ดี ตอนนี้เรามีเวลาว่างอยู่นิดหน่อย เรามาพักผ่อนสักเล็กน้อยก่อนจะไปที่นั่นเถอะ” คนอื่น ๆ กล่าว

“เถ้าแก่ เรามาตามคำแนะนำของเถ้าแก่อาหารส่วนตัวชื่อเป่ยเฟิง เขาบอกมาว่าจะมีคนพาพวกเราไปที่ร้าน …” ฉินหยุนเดินเข้าไปในร้านและบอก

“โอ้ ไป่เซียง ! มีแขกมาที่นี่ มาพาพวกเขาไปที่บ้านของเป่ยเฟิงเร็ว !’ เซียงเฉินหันไปรอบ ๆ และตะโกนเข้าไปในร้าน

“พวกคุณ ตามผมมา” ราวกับตอบสนอง ร่างสูงใหญ่ปรากฏออกมาจากในร้าน เขายิ้มด้วยความใสซื่อบนใบหน้า

‘ว้าวว ! สุดยอด ! ฉันอยากเห็นคนที่กล้าพูดว่าแขนไม่มีทางใหญ่กว่าต้นขา !’ รอยยิ้มจาง ๆ บนหน้าของฉินหยุน ในขณะที่เขามองขึ้นไปที่ไป่เซียง ซึ้งดูเหมือนจะยิ้มให้กับพวกเขา เขารู้สึกถึงการเดินของเขาช่างดูนุ่มนวล …

อย่างไรก็ตาม รอยยิ้มบนใบหน้าของไป่เซียงก็กลายเป็นหน้าเกลียดและดูโหดเหี้ยมในสายตาของฉินหยุนและเพื่อนของเขาอย่างมาก

****

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top