ขนาดตัวอักษร

บทที่ 22 เดินผ่านห้องด้านนอกและเข้าไปห้องด้านใน 

 791 Views

บทที่ 22 เดินผ่านห้องด้านนอกและเข้าไปห้องด้านใน

‘ฉันสงสัยว่าเจ้ารากนี้จะมีชีวิตอยู่ไหมถ้าฉันปลูกมัน …’

เป่ยเฟิงกำลังเล่นกับรากต้นผีดูดเลือดในมือของเขา ความคิดอันยอดเยี่ยมปรากฏขึ้นในใจของเขา

ถ้าเขาปลูกต้นผีดูดเลือดที่ลานหน้าบ้านของเขา เขาก็จะเก็บผลเลือดต้นกำเนิดได้เรื่อย ๆ ใช่ไหม ? ถึงมันอาจจะต่างโลกแต่มันก็น่าจะเหมือน ๆ กัน

เห็นได้ชัดว่าเป่ยเฟิงไม่รู้ว่ากว่าผลเลือดต้นกำเนิดจะสุกงอมนั่นใช้เวลานานแค่ไหน ไม่อย่างงั้นเขาคงไม่มีความคิดแปลก ๆ แบบนี้ !

เป่ยเฟิงขุดหลุมเล็ก ๆ ใต้ต้นไทร แล้วนำรากของต้นผีดูดเลือดวางไว้แล้วกลบฝังมัน

หลังจากนั่นเขาก็กลับไปที่ห้องนอนของเขา เป่ยเฟิงล้มลงนอนบนเตียงแล้วถอนหายใจ เขาเปิดทีวีขึ้นมาแล้วนั่งเล่นโทรศัพท์ของเขาพร้อมทั้งกลิ้งไปมาบนเตียง ชีวิตสบาย ๆ แบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกคนทำงานจะทำได้ !

****

เที่ยงคืน มันเป็นคืนที่เงียบสงบ ดวงจันทร์ลอยอยู่บนฟ้ามันไม่มีเมฆบังแสงของมันเลย ทำให้มีแสงสีขาวของดวงจันทร์สาดส่องลงมาปกคลุมโลกนี้

“จี๊ด จี๊ด !”

หนูตัวเล็ก ๆ ยาวประมาณสิบเซนติเมตรวิ่งผ่านลานหน้าบ้าน มันมองซ้ายขวาเพื่อหาอาหาร

มันมองไปรอบ ๆ จากนั่นก็ได้วิ่งผ่านต้นไทรไป

“ชู้วว !”

เมื่อหนูวิ่งผ่านรากของต้นผีดูดเลือด เหมือนมันมองเห็นแสงกระพริบออกมาจากมุมหนึ่งซึ้งมันดูเหมือนดวงตาสีแดง ทันใดนั่นเมื่อมันมองไปรอบ ๆ มันก็รู้ตัวว่ามีรากบางอย่างโผล่ออกมารอบ ๆ แล้วกำลังพุ่งมาหามันด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อ! มันเหมือนงูสีแดงเลือด รากของต้นผีดูดเลือดมันบีบรัดหนูตัวเล็ก ๆ ทันที

“จิ๊ด จิ๊ด !”

หนูเริ่มดิ้นรนต้นสู้ มันกรีดร้องด้วยความสยดสยอง ! อย่างไงก็ตาม ต้นผีดูดเลือดก็ยังคงบีบรัดแน่นมากขึ้น

ในเวลาสั้น ๆ หนูตัวเล็ก ๆ ก็หยุดดิ้นรนอย่างสมบูรณ์

เมื่อรู้สึกได้ว่าเหยื่อหยุดเคลื่อนไหวแล้ว รากของต้นผีดูดเลือดก็ค่อย ๆ ลากหนูเข้ามาหา

รากสีแดงดูบางและแหลมเหมือนเข็ม โผล่ออกมาจากพื้นดินและเจาะอย่างไร้ความปราณีไปที่หนูตัวน้อย

หลังจากที่มันเจาะเข้าไปแล้ว มันก็เริ่มดูดเลือดของหนูทันที เห็นได้ชัดว่าขนาดของหนูค่อย ๆ เล็กลงเรื่อย ๆ ในขณะที่ถูกดูดเลือดโดยต้นผีดูดเลือด

ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที หนูตัวเล็ก ๆ ก็เปลี่ยนเป็นศพแห้งที่เหลือแค่ผิวหนังกับกระดูกเท่านั้น เลือดของมันถูกดูดไปจนหมดสิ้น !

หลังจากกินอาหารเสร็จแล้ว รากของต้นผีดูดเลือดมันก็กลับมาอยู่ที่เดิมเพื่อรอคอยเหยื่อรายต่อไปของมัน ..

***

วันรุ่งขึ้นก่อนที่ดวงอาทิตย์จะขึ้น มันมีเสียงของนกตัวเล็ก ๆ เริ่มขับร้องเหมือนมันเป็นวงออเคสตร้าด้วยเสียงดัง พร้อมกับเสียงหัวเราะของพวกมันยามเช้า ทำให้เกิดเสียงแห่งความสุขไปทั่วป่าและภูเขา เป่ยเฟิงเติบโตมาด้วยความชินกับการตื่นเช้า ๆ เขาจึงไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับเรื่องนี้เท่าไร สำหรับเขาแล้ว ในตอนนี้การตื่นทุกเช้าคือการอัพเกรดร่างกายของเขา !

เขาเหมือนนกฟินิกส์ที่เกิดใหม่จากกองขึ้เถ้า ด้วยการสร้างใหม่อีกครั้ง ร่างกายของเขาจะค่อย ๆ ก้าวสู่ความสมบูรณ์แบบ !

เป่ยเฟิงผ่อนคลายมากขึ้นในขณะที่เขาปีนขึ้นไปบนภูเขา ก่อนหน้านี้เขาจะต้องหยุดพักอย่างน้อยสองถึงสามครั้งระหว่างขึ้นมา ตอนนี้ถึงร่างกายของเขาจะพัฒนาแล้วก็ตาม เขายังรู้สึกได้ว่าลมหายใจของเขาค่อยข้างหนักอยู่เล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับต้องหยุดพัก

“ตอนนี้ร่างกายของฉันน่าจะกลับมาปกติแล้ว หลังจากฝึกฝนไม่กี่วันมานี้” เป่ยเฟิงยืนอยู่บนพื้นหินมองไปที่ก้อนเมฆสีขาวนุ่ม ๆ บนท้องฟ้า บ่นกับตัวเอง

ไม่มีใครอยากใช้เวลาครึ่งหลังของชีวิตบนรถเข็นพิการ และเป่ยเฟิงก้ไม่ใช่ข้อยกเว้น เมื่อเขารู้สึกได้ว่าร่างกายของเขาดีขึ้น เป่ยเฟิงก็มองโลกในแง่ดีในขณะที่กำลังคิดถึงอนาคตที่สดใส

บางทีอาจเป็นเพราะอารมณ์อันยอดเยี่ยมของเขาหรือบางทีอาจเป็นเพราะร่างกายของเขาแข็งแรงขึ้น เป่ยเฟิงจึงสามารถเคลื่อนไหวท่าของเคล็ดการหายใจด้วยแสงด้วยความเจ็บปวดน้อยลง หรือมันอาจจะเป็นเพราะทั้งสองอย่าง

แม้ว่าเขาจะไม่ได้รับการชี้นำในการเคลื่อนไหวพวกนี้ แต่เขาว่าตอนนี้เขาดูเหมือน เดินผ่านห้องด้านนอกและเข้าไปห้องด้านใน กล่าวได้ว่าเป่ยเฟิงมีความชำนาญเคล็ดการหายใจด้วยแสง โดยที่การเคลื่อนไหวของเขาไม่ได้เงอะงะหรือหย่อนค้อยด้วยความลังเล เขาดูเป็นธรรมชาติเหมือนน้ำที่ไหลผ่าน ในตอนนี้

**********

เขาเกิดมาพร้อมกับช้อนเงินในปาก โจคัง เป็นเด็กรุ่นที่สองที่รวยและไม่เคยกังวลอะไรในชีวิต เขาไม่ใช่พวกนิสัยไม่ดี แต่เขาเป็นพวกหลงใหลบางอย่างในชีวิตของเขา นั้นก็คือการเดินทาง

เขาเคยไปสถานที่มากมายในช่วงไม่กี่ปีผ่านมานี้ ไม่ว่าเขาจะเดินทางไปไหนเขาจะเดินไปตามเส้นทางที่เขาเจอ แล้วจะแหวกว่ายค้นหาเส้นทางไปเรื่อย ๆ โจคังมีความสุขในการสำรวจพื้นที่ที่ไม่เคยมีใครสนใจ และในที่ห่างไกลที่ไม่เคยมีคนพบเห็น

การเดินทางไปภูเขาชิงหลิงก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นในครั้งนี้ ปัจจุบันกลุ่มของโจคังทั้งสี่คนกำลังเดินลงจากภูเขาชิงหลิง พวกเขาเดินผ่านป่ามากกว่าเส้นทางที่กำหนดไว้สำหรับนักท่องเที่ยว

“พี่ใหญ่คัง ไม่ใช่ว่าเรากำลังหลงอยู่หรอ ? ทำไมเราถึงหาทางลงไม่เจอซักที”

เตียวเหลียง ที่กำลังย่ำแย่อยู่ข้างหลังกลุ่มร้องคร่ำครวญ กระเป๋าเป้สะพายหลังขนาดใหญ่ มันทำให้เธอเดินลำบากดูแล้วช่างเหมือนหญิงแก่ยิ่งนัก

อีกทั้งสองสาวในกลุ่มยังคงแสดงสีหน้าเจ็บปวดบนใบหน้าของพวกเธอ ในขณะที่เดินตามหลังโจคัง เมื่อพวกเธอมาถึงยอดบนสุดของภูเขาก็รู้สึกตัวได้ว่ามันมืดเกินไปที่จะลงภูเขา ดังนั้นพวกเขาจึงใช้เวลาในช่วงกลางคืนบนยอดเขาและพยายามหาทางลงในตอนเช้า

“ไม่ต้องกังวัล ! เราจะต้องหาทางลงได้ !” โจคังพูดด้วยความมั่นใจกับกลุ่ม

แม้ว่าเสียงของเขาจะเต็มไปด้วยความมั่นใจ แต่เขาก็สาปแช่งในใจของเขา ‘บัดซบเอ้ย ! ถึงภูเขาชิงหลิงมันจะไม่ได้เล็ก แต่มันก็ไม่ได้ใหญ่เกินไป ! ถ้าจะพูดให้ถูก ตอนนี้เราต้องหาวิธีลงไปภูเขาตอนนี้ แล้วใครจะไปคิดว่าภูเขาหน้าโง่นี้จะเต็มไปด้วยทางเลี้ยวมากมายนัก ?!’

หลังจากหยาบคายเสร็จแล้ว เขาก็ตัดสินใจที่จะเดินไปอีกทาง สำหรับโจคังแล้วจะเห็นได้ว่าเขาเป็นพวกไม่ชอบใช้เส้นทางที่คนปกติชอบใช้กัน

อีกเหตุหนึ่งที่จะทำให้ไปด้านล่างของภูเขาได้ คืออย่าได้เดินไปมั่ว ๆ รอบภูเขา แต่อย่างไงก็ตาม เส้นทางที่โจคังพบเห็น เขาเดินไปมาหมดแล้วทั้งสิ้น !

พวกเขามักจะเดินไปเจอหน้าผา หรือถูกขวางด้วยก้อนหิน

หลังจากเดินไปรอบๆภูเขาเป็นเวลานาน พวกเขาก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิด อย่างไรก็ตามโจคังก็ไม่สามารถสูญเสียความมั่นใจต่อหน้ากลุ่มของเขาได้ ไม่อย่างงั้นทั้งกลุ่มจะเริ่มตื่นกลัวที่จะหาเส้นทางที่ถูกได้

ตาดที่คิดว่า หลังจากพวกเขาได้ยินคำพูดที่คุ้นเคยของโจคัง คนอื่นๆ ทั้งสามก็เริ่มสงบลงในขณะที่เดินตาม

“ดูสิ ! มีคนอยู่ข้างหน้านั่น !”

ผู้หญิงคนหนึ่งร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น

โจคังยิ้มในขณะเดียวกันก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก และเร่งฝีเท้าของเขาให้เร็วขึ้น

“สวัสดี ขอโทษที่รบกวนคุณนะพี่ชาย ! พอดีพวกเราหลง ถ้าเป็นไปได้ช่วยบอกทางลงจากภูเขาพวกเราหน่อยได้ไหม …” โจคังเดินขึ้นไปหาคนนั้นและถาม

ในขณะนั้นเป่ยเฟิงกำลังอยู่ในท่าทางแปลก ๆ เมื่อกลุ่มคนเดินขึ้นมาหาเขา

“เอิ่ม สวัสดี คุณช่วยพวกเราหน่อยได้ไหม ? พวกเรามาท่องเที่ยงและหลงเดินเป็นวงกลมอยู่ในภูเขานี้มาครึ่งวันแล้ว .. คุณรู้ทางลงภูเขาไหม ?”

โจคังไม่มีทางเลือกนอกจากพูดซ้ำอีกครั้ง ในขณะที่ถามครั้งที่สองเขาก็จ้องมองไปที่เป่ยเฟิงผู้ที่กำลังทำเหมือนพวกเขาเป็นอากาศว่างเปล่า

เป่ยเฟิงได้ยินคำพูดทุกคำของโจคัง แต่ยังไงก็ตาม เมื่ออยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการฝึกฝนของเขา จึงทำให้เขาไม่สามารถตอบโต้ได้ ถ้าเขาเปิดปากพูด เคล็ดการหายใจด้วยแสงของเขาจะถูกหยุดชะงักทันที

ถ้าเขาฝึกฝนขั้นตอนนี้เสร็จแล้วหรือฝึกจนชำนาญ มันคงจะไม่มีปัญหาอะไรที่เขาจะพูดในขณะที่ยังคงรักษาท่าฝึกอยู่ แต่อย่างไงก็ตาม ระดับการฝึกฝนปัจจุบันของเป่ยเฟิงตอนนี้ ถ้าเขาเปิดปากพูดออกไปจะทำให้การฝึกในช่วงเช้าของเขาสูญเปล่าขึ้นมาทันที

..

1 นาทีผ่านไป

3 นาทีผ่านไป

โจคังรู้สึกรางกับว่าฝูงกากำลังบินอยู่เหนือของเขาแล้วร้องขึ้นมาว่า “ไอ้โง่ ! ไอ้โง่ !” [1]

“พี่ใหญ่คัง ไม่ใช่ว่าเขามีปัญหาเกี่ยวกับสมองของเขาหรอกนะ ?” เตียวเหลียงถามเบา ๆ

“อืม … ในความคิดของฉัน เขามีโอกาศ 80% ที่เป็นคนบ้าหนีออกมาจากโรงพยาบาลบ้านะ !” หญิงอีกคนกระซิบบอก

“คนปกติที่ไหนจะวิ่งขึ้นมาบนภูเขาตอนเช้าแล้วทำท่าทางบ้า ๆ นี้” สาวอีกคนกระซิบกลับมา

พวกเขาพูดด้วยเสียงเงียบ ๆ และนินทาเป่ยเฟิงที่อยู่ห่างจากพวกเขาสองถึงสามเมตรและคิดว่าเขาไม่ได้ยินเสียงพวกเธอ แต่พวกเธอไม่ได้รู้เลยว่าเสียงที่เขาได้ยินนั้นชัดมาก แม้แต่เสียงจิ้งหรีดที่กระโดดลงในพุ่มไม้ที่ห่างออกไปห้าเมตรเขาก็ยังได้ยินชัดเจน !

‘แกสิบ้า ! พวกแกทั้งหมดนั่นแหละที่หนีออกมาจากโรงพยาบาลบ้า !’

มีเส้นเลือดสีดำสองเส้นปรากฏบนหน้าผากของเป่ยเฟิงในขณะที่เขาได้ยินเสียงการนินทาของกลุ่มพวกนี้ มันทำให้เขาเคืองพวกนี้มากขึ้น เขาเกือบที่จะสูญเสียจังหวะการหายใจที่เหมาะสมไปแล้ว

เป่ยเฟิงรีบสงบจิตใจของเขา และกลับสู่การหายใจปกติ เขาไม่กล้าคิดอะไรที่จะทำให้เขาเสียสมาธิอีกต่อไป

‘การเคลื่อนไหวเยี่ยม !’

โจคังให้สองคำในขณะที่เขาสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวแปลก ๆ ของเป่ยเฟิง

ในฐานะคนรุ่นใหม่ในยุคที่ร่ำรวย โจคังเป็นบุคคลที่มีเงินไม่น้อยกว่าพันล้านหยวน เพราะฉะนั้นเขาจึงมาพร้อมกับบอดี้การ์ดสามคน เหล่าบอดี้การ์ดพวกนี้ไม่ใช่มีดีแค่ภายนอกเท่านั้น สำหรับทักษะการต่อสู้ของพวกเขานั้น มันคือของจริง ! ทุกคนมีพื้นฐานการต่อสู้ที่มั่นคง ! เมื่อพวกเขาฝึกซ้อม พวกเขาจะเข้าสู่สถานะที่คล้ายกันเช่นเดียวกับที่เป่ยเฟิงเป็นอยู่ในตอนนี้

ในความจริง จากมุมมองของโจคัง ศิลปะการต่อสู้ที่ผู้ชายที่กำลังทำท่าทางแปลก ๆ อยู่นี้ดูซับซ้อนยิ่งกว่าตอนที่บอดี้การ์ดของเขาทำซะอีก

ในขณะนั้นแสงแดดส่องผ่านทะลุก้อนเมฆ

ราวกับตอบสนองความต้องการ มีแสงแดดสีทองขนาดเท่าดินสอถูกส่องมาบินตรงไปที่เป่ยเฟิง

ความเร็วของมันเร็วมาก ในพริบตามันก็ยิงเข้าไปในจมูกของเป่ยเฟิง มันทำให้โจคังที่กำลังเฝ้ามองอยู่ด้านข้างขยี้ตาด้วยความไม่แน่ใจกับสิ่งที่เขาได้เห็น

[1] TL/N : ในภาษาจีนคำว่า ‘ไอ้โง่’ อ่านออกเสียงคล้าย ๆ เสียงกา

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top