ขนาดตัวอักษร

บทที่ 8 การตกแต่งที่สมูบรณ์แบบ

 813 Views

บทที่ 8 การตกแต่งที่สมบูรณ์แบบ

เป่ยเฟิงคำนวณในใจเล็กน้อยเกี่ยวกับของที่เขาต้องนำมาตกแต่งห้อง จนเขาเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย

“บัดซบ ยากจริง !” เขาเกาหัวด้วยความผิดหวัง

สุดท้ายเขาก็ทนความน่ารำคาญนี้ไม่ได้ เขาจึงล็อคบ้านแล้วเดินออกจากไป

“ลุงเซียง !”

เป่ยเฟิงมาถึงโรงไม้ประจำหมู่บ้าน ข้างในมีชายวัยกลางคนที่กำลังนั่งแกะสลักไม้อยู่

“หลานเฟิง ! หลานกลับมาเมื่อไหร่กัน ?” เซียงเฉินผู้ที่กำลังใส่อุปกรณ์แกะสลักเงยหน้าขึ้นมามองเป่ยเฟิงด้วยความตกใจ

“อ่าลุงเซียง ผมเพิ่งมาถึงเมื่อวานตอนเย็นนี้เอง” เป่ยเฟิงตอบกลับด้วยความเคารพ

เมื่อตอนที่เขาได้รับบาดเจ็บไม่กี่ปีมานี้ ลุงเซียงเป็นคนที่มาดูแลเขาบ่อยที่สุด เขาวิ่งวุ่นเพื่อหาคนมารักษาเขาโดยไม่ต้องการของตอบแทนเลยแม้แต่น้อย

“ดีแล้วที่หลานกลับมา ตั้งแต่ที่ภูเขาชิงหลิงได้รับการพัฒนามานี้ มันก็เริ่มมีนักท่องเที่ยวมาที่นี่ทุกวันเลย มันไม่ใช่เรื่องยากอีกแล้วที่จะอาศัยอยู่ที่นี่ในอนาคต” เซียเฉินโบกมือไปมาโดยไม่แม้แต่จะปิดบังเจตนาของเขา

“นั่นคือสิ่งที่ผมคิดเช่นกัน ตั้งแต่นี้ต่อไปผมจะกลับมาอยู่ที่นี่แล้วเริ่มทำพวกสวนหรืออะไรทำนองนั่นที่บ้านของผมแล้ว” เป่ยเฟิงก็ตอบกลับไปตามความคิดของเขา ไม่แม้แต่จะปิดบังใด ๆ

“ดีแล้ว ถ้าหลานต้องการให้ลุงช่วยอะไรก็มาบอกได้นะ” เซียงเฉินตบหน้าอกพร้อมหัวเราะไปด้วย

“ลุงเซียง ที่ผมมาหาเพราะว่าผมกำลังหาซื้อโต๊ะกับเก้าอี้ซัก สองสามโต๊ะ ผมสงสัยว่าตอนนี้ลุงยังมีพวกมันขายไหม ?” เป่ยเฟิงตอบกลับโดยไม่อ้อมค้อมเรื่องที่เขามาที่นี่

“มีแน่นอน ลองไปหาดูข้างหลังได้เลย ถ้าได้ที่ต้องการแล้วเดียวลุงจะส่งไปที่บ้านหลานเอง” เซียงเฉินชี้ไปที่โต๊ะกับเก้าอี้ที่เรียงกันอยู่สองสามชุดในร้าน

เป่ยเฟิงยืนคิดอยู่ซักพักนึง “ลุงเซียงผมต้องการชุด โต๊ะกับเก้าอี้ ประมาณสี่ชุด ลุงขายพวกนี้ราคาเท่าไหร่” สองชุดอาจจะไม่เพียงพอ เขาจึงคิดว่าควรจะซื้อสี่ชุดถึงจะสมบูรณ์แบบ

เซียงเฉิน ถอนหายใจ ” เจ้าเด็กโง่แกถามอะไรของแกว่าพวกนี้ราคาเท่าไหร่ ฉันไม่คิดเงินกับแกหรอก อยากได้อะไรก็บอกได้เลย !” เซียงเฉินเฝ้าดูเป่ยเฟิงเติบโตขึนมาตั้งแต่ยังเล็ก ในหัวใจของเขาเป่ยเฟิงคือหลายชายของตัวเองตั้งแต่ที่ได้รู้จักเมื่อนานมาแล้ว แล้วจะให้เขารับเงินจากหลานตัวเองได้อย่างไร ?

“ลุงเซียง ถ้าลุงไม่รับเงินจากผม ผมก็จะไม่เอาพวกเฟอร์นิเจอร์พวกนี้” เป่ยเฟิงตอบด้วยความจริงจัง

เซียงเฉินสถานะการทางการเงินของเขาไม่ค่อยดี เขามีลูกสองคนโดยที่คนแรกกำลังจะเข้าเรียนมหาลัย ในขณะที่อีกคนกำลังเข้าเรียนชั้นมัธยม มันถือว่าเป็นช่วงที่เขาต้องหาเงินใช้มากที่สุด !

เป่ยเฟิงไม่ต้องการใช้ประโยชน์จากความเมตตาของลุงเซียง

“ฮ่าฮ่า พอได้มองหน้าโง่ ๆ ของแกแล้วฉันคิดถึงปู่ของแกจริง ๆ ช่างเหมือนกันดีนัก เอาหล่ะ ฉันไม่ต้องการอะไรมาก ฉันขาย 500 หยวนต่อชุดละกัน”

เซียงเฉินยิ้มอย่างขมขืน เจ้าเด็กคนนี้ช่างเป็นคนดีจริง ๆ เขาจึงแอบมองพร้อมเอ่ยด้วยราคาที่ถูกกว่าปกติอย่างมาก

“ลุงเซียง ทำไมมันถูกแบบนี้” เป่ยเฟิงไม่หลงกลง่าย ๆ เขายิ้มจาง ๆ แล้วเดินขึ้นไปตรวจสอบพวกโต๊ะและเก้าอี้อย่างละเอียด

“วัสดุพวกนี้ทำมาจากต้นฝนใช่ไหม [ต้นจามจุรี] ? ลำต้นของมันน่าจะมีขนาดกว้าง 80 เซนติเมตร มันราคาประมาณ 3,000 หยวนต่อลูกบาศก์เมตร แม้แต่ต้นที่เล็กกว่านี้ก็ใช้ถึง 1,400-1,500 หยวนต่อลูกบาศก์เมตร ไหนจะค่าแรงอีก ถ้าลุงขายมันด้วยราคาแค่นี้ลุงก็เตรียมร้านเจ๊งได้เลย” เป่ยเฟิงยิ้มล้อเลียน หลังจากคำนวณสั้น ๆ เขาหยิบเงินออกมาจำนวน 8,000 หยวนวางไว้บนโต๊ะอย่างรวดเร็วโดยไม่ให้โอกาศให้เซียงเฉินได้พูดอะไร

‘ทำไมเด็กคนนี้ถึงคิดเลขได้เร็วนั้น’ เซียงเฉินคิดในใจ เขาเป็นห่วงเรื่องเงินของเก็บเป่ยเฟิงมากกว่า เขากลัวว่าทั้งหมดนี้อาจจะเป็นเงินออมของเป่ยเฟิงก็ได้

ไม่รู้ว่าเซียงเฉินรู้ได้อย่างไร เพราะเขาคิดถูกแล้ว นี้คือเงินเก็บตลอดอาทิตย์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาของเป่ยเฟิง [ในที่นี่คือเงินเก็บจากการทำงานนะครับ ไม่ใช่จากการขายปลา]

เพราะเคยทำงานที่เกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์มาก่อน เกี่ยวกับไม้พวกนี้ เป่ยเฟิงรู้เกี่ยวกับคุณภาพและราคาของมันอยู่บ้าง

หลังจากที่ออกจากร้านแล้ว เป่ยเฟิงก็เดินไปที่เมืองซวนเพื่อซื้อของตกแต่งเพิ่มเติม

สิ่งที่เขาจะนำมาตกแต่งก็คือพวกของที่มีรูปแบบย้อนยุค ตัวอย่างเช่นภาพวาดหมึก แจกันโบราณและอื่น ๆ ที่หาซื้อไม่ได้จากหมู่บ้าน

หลังจากใช้เวลาครึ่งวันที่เมืองซวน เป่ยเฟิงก็ถือของจำนวนมากกลับมายังบ้านของเขา ของพวกนี้ราคาไม่ค่อยแพง แต่กว่าจะหาซื้อมาได้มันใช้เวลานานมาก นั่นก็เพราะมันไม่ค่อยมีร้านขายของพวกนี้ซักเท่าไหร่ เขาจึงต้องวิ่งไปทั่วเมืองเพื่อหาของแต่ละอย่าง [1]

สุดท้ายเขาต้องหาช่างฝีมือเกี่ยวกับผ้าม่านและการแก้ไขบ้านของเขาเพือที่จะเปลี่ยนหลาย ๆ อย่าง

ในช่วงเวลาสั้น ๆ ของบ่ายวันนี้ ทำให้กระเป๋าสตางค์ของเป่ยเฟิงแฟ่บลงไปถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว !

“อ๊ะ ฉันยังไม่ได้แม้แต่เริ่มเปิดร้านก็ยังใช้เงินไปเยอะขนาดนี้แล้วงั้นหรอ !” เป่ยเฟิงรู้สึกเสียใจเล็กหน่อย สำหรับของที่แพงที่สุดก็คือผ้าม่าน ชุดน้ำชา โต๊ะและเก้าอี้

ส่วนที่เหลือก็จะถูกลงมาแต่ก็ไม่ได้ถึงกับแพงมากนัก

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วในขณะที่เป่ยเฟิงกำลังยุ่งอยู่กับตัวเอง ในพริบตาท้องฟ้าก็มืดซะแล้ว

เป่ยเฟิงปัดฝุ่นออกจากตัวเองแล้วเดินเข้าไปในครัวเพื่อเริ่มทำมื้อเย็น

‘ไก่จากต่างโลกมันอร่อยมาก ปลาตัวนี้มันก็ต้องอร่อยไม่แพ้กันใช่ไหม ?’ เป่ยเฟิงกลืนน้ำลายในขณะที่กำลังจ้องมองเนื้อปลาดิบที่ดูอวบน่ากินนั่นซิ

หลังจากนั้นเขาก็ตัดส่วนที่ไม่ต้องการออกไป

เนื้อปลามีสีแดงสด เส้นสีขาวซึ้งดูเหมือนจะมีทั้งไขมันและเส้นเลือดได้รูปทรงสวยงามนั่นอีก

เป่ยเฟิงนำปลาบางส่วนไปทำซุป และนำบางส่วนไปทอด ในขณะที่เขากำลังเตรียมอาหาร กลิ่นของพวกมันทำร้ายกระเพาะของเขามาก ทุกครั้งที่เขาได้กลิ่น พวกมันทำให้เขาอยากจะเอาเอามันเข้าปากจนน้ำลายไหล [2]

การทำอาหารโดยใช้กระทะใบใหญ่มีประสิทธิภาพมาก เป่ยเฟิงรู้สึกได้ว่ารสชาติของมันน่าจะดีกว่าการทำด้วยกระทะขนาดเล็กซะอีก

เนื่องจากเพราะประสิทธิภาพของกระทะและความจริงที่ว่าท้องของเป่ยเฟิงกำลังโกรธอย่างบ้าคลั่ง ทำให้เขาต้องรีบทำมัน โดยที่เขาทำมามีทั้งหมด 3 จานด้วยกัน อย่างแรกคือซุปปลานมขาว มันมีกะหล่ำปลีลอยอยู่เล็กน้อย แต่เพียงแค่คุณมองมัน มันจะทำให้คุณหิวกระหายเพิ่มขึ้นหลายเท่าเลยทีเดียว

ส่วนจานอื่น ๆ นั้นเป็นปลาทอดทีดูน่ากินพอ ๆ กัน แป้งทั้งสองด้านที่ถูกทอดจนกรอบสีทองที่ดูสมบูรณ์แบบและความร้อนที่พอดีทำให้ไม่มีน้ำมันไหลออกมา จนสามารถมองเห็นความกรอบของแป้งและไอน้ำบนจานได้ เมื่อมองเข้าไปจะเห็นความสมบูรณ์แบบที่ด้านนอกกรอบด้านในนุ่มได้ !

‘อืมมมมมมมมม ! อร่อยย !’ แสงออกจากดวงตาของเป่ยเฟิงเมื่อเขานำปลาเข้าปาก

กลิ่นหอมที่โชยออกมาทำให้ทั่วทั้งห้องเต็มไปด้วยกลิ่นที่ใครก็ตามได้กลิ่นจะต้องหิวจนทนไว้ไม่ได้ พวกเขาจะน้ำลายไหลโดยที่ตัวเองไม่สามารถควบคุมได้ และหากพวกเขาได้ชิมมันเล็กน้อยพวกเขาคงจะเข้าใจคำว่าอาหารจากสวรรค์แน่นอน ไม่ว่าจะรสชาติที่ลึกล้ำ ความรื่นรมย์ของมัน หรืออื่น ๆ อีกหลายพันคำ แต่ถ้าจะให้พูดง่าย ๆ ก็คือ มันช่างหอมชวนทำให้หิวจริง ๆ !

ไม่มีคำที่สอง เป่ยเฟิงแทบจะฝังหน้าเข้าไปในชามข้าวของเขา เขาเริ่มงัดตะเกียบกินพวกมันเหมือนคนบ้า แต่น่าเสียดายที่ร่างกายมนุษย์มันมีข้อจำกัดที่ว่า ไม่ว่าคุณจะกินมากแค่ไหนสุดท้ายก็ต้องอิ่มอยู่ดี แต่เป่ยเฟิงก็ยังยัดมันเข้าไป ยัดเข้าไป เขาไม่เต็มใจที่จะวางตะเกียบแล้วหันหลับกลับ จนสุดท้ายไม่ว่าเขาจะยัดลงไปแค่ไหนเขาก็ไม่สามารถกลืนอีกคำลงไปได้อีก

หลังจากล้างจานเสร็จแล้วเป่ยเฟิงก็ลงไปนอนบนเตียงแล้วกำลังคร่ำครวญอย่างหนัก ในขณะที่ทีวีกำลังฉายเกี่ยวกับการวิ่งแข่งอยู่แต่เป่ยเฟิงไม่ได้สนใจมันแม้แต่น้อย เพราะเขากำลังคิดถึงเรื่องอื่นอยู่ในใจเขา

‘สิ่งที่สำคัญที่สุดของร้านอาหารระดับไฮเอนด์คือต้องมีอะไรแปลกใหม่และไม่เหมือนใคร’ เป่ยเฟิงคิดอย่างเงียบ ๆ บางครั้งแม้แต่ไวน์ที่มีกลิ่นหอมและรสชาติชั้นเลิศที่ถูกซ่อนอยู่ในภูเขาลึกเมื่อมีคนชิมมัน มันก็จะทำให้ไวท์นั่นกลายเป็นที่รู้จักกันแม้ว่ามันจะถูกซ่อนไว้ในภูเขาลึกก็ตาม ! [3]

‘ความคิดนี้ดูแล้วน่าจะไปได้สวย !’ ความคิดบางอย่างเข้ามาในหัวของเป่ยเฟิง

ความคิดนี้เป็นอะไรที่ง่ายมาก อะไรมันจะไปดีกว่าการได้รับการยอมรับจากชายผู้มีอิทธิพลมากที่สุดในเมืองชิงเฉิงมาทานอาหารที่ร้านของเขากันละ ?

คนร่ำรวยมักมีเพื่อนที่ร่ำรวย ตราบใดที่หวังเจียนพอใจ เพื่อนของเขาก็ต้องมั่นใจเหมือนกัน

แต่ว่าแผนนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อหลังจากปรังปรุงห้องเสร็จแล้วเท่านั้น [4]

เป่ยเฟิงค่อย ๆ หลับลงไปในขณะที่เขากำลังดูทีวีอยู่

ในวันรุ่งขึ้น เป่ยเฟิงตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นเป็นพิเศษ เพราะว่าวันนี้พวกช่างฝีมือได้เข้ามาติดต่อกับเขาเรื่องการปรับปรุงห้องและเรื่องการทำผ้าม่าน

“อ๊าา ! ในที่สุดก็เสร็จซักที”

เป่ยเฟิงเพิ่งอธิบายแนวคิดของเขาเรื่องการออกแบบกับช่างฝีมือไป ตอนนี้เขารู้สึกได้ว่าเขาไม่มีแรงเหลือแล้ว หลังจากนอนลงบนเก้าอี้แล้ว เป่ยเฟิงก็หลับตาลง ตอนนี้ในหัวเขารู้สึกเหมือนกำลังว่ายน้ำกลับหัวด้วยกัน

ถึงงานนี้จะไม่ใช่งานใหญ่ แต่เพราะมันมีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น่ารำคาญ ทำให้เป่ยเฟิงต้องใช้ความคิดอย่างมาก

เป่ยเฟิงนั่งพักเก้าอี้ต่อซักพัก เมื่อเขาเริ่มรู้สึกดีขึ้นเขาก็เดินออกมาพร้อมกับเบ็ดสีม่วงเดินไปที่บ่อน้ำโบราณ เขาจะลองเสี่ยงโชคในวันนี้ไปกับการตกปลาประจำวันของเขา

แต่จะว่าตกปลาก็ไม่ถูก เพราะตลอดหลายวันมานี้เขาไม่สามารถตกอะไรได้เลย จนเขาเริ่มรู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย

‘วันนี้ก็ตกไม่ได้อีกแล้ว ระบบตกปลาสวรรค์เฮงซวย …’

เป่ยเฟิงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เพราะมันแสดงให้เห็นว่าเขากำลังสูญเสียเงินก้อนใหญ่ไปต่อหน้าต่อตา

แต่สิ่งที่เป่ยเฟิงรู้สึกหดหู่จริงๆก็คือความโชคร้ายของเขาที่เกิดขึ้นติดกันมาสามวันแล้ว เป่ยเฟิงเริ่มรู้สึกสงสัยว่าโชคดีของเขาคงไม่ใช่ว่าหมดไปกับการตกครั้งที่สองหรอกนะ ?

แต่มันก็ยังมีข่าวดีอยู่อย่างหนึ่งก็คือตอนนี้ห้องอาหารได้รับการปรับปรุงตกแต่งใหม่เสร็จแล้ว เมื่อเดินเข้ามาอย่างแรกที่เห็นก็คือทางเข้าประตูที่ถูกแกะสลักอย่างดีด้วยไม้แดง [ต้นสนแดง] ถึงมันจะดูไม่ค่อยหรูหรา แต่มันก็ยังคงสง่างามเหมือนกัน

เมื่อเดินผ่านประตูมา สิ่งแรกที่เห็นคือโต๊ะสี่เหลี่ยมน่ารัก ๆ ผ้าที่ถูกถักทอละเอียดอ่อน ไหนจะความประณีตเมื่อมันถูกวางไว้ข้างบนนนั่นอีก

ฉากกั้นขนาดใหญ่ที่แบ่งกันห้องออกเป็นส่องช่อง มีไว้เพื่อให้แขกสามารถรับชมอย่างอื่น ๆ ได้

โต๊ะขนาดใหญ่สีน้ำตาลอ่อนที่ตั้งอยู่ภายในแต่ละห้อง โต๊ะพวกนี้มีกลิ่นอายของความโบราณอยู่ นอกจากนี้ยังมีภาพวาดหมึกที่แขวนอยู่ตามผนังห้องอีก

เมื่อดูโดยรวมแล้วมันมีบรรยากาศที่ทำให้คนที่เข้ามารู้สึกดีทั้งร่างกายและจิตใจ เหมือนพวกเขาได้ย้อนกลับมายังอดีตอีกครั้ง

***********
ฝากเพจด้วยงับ

https://www.facebook.com/Fishing-the-Myriad-Heavens-354050028359720/

***************

[1] ED/N : ปกติของโบราณ ตามเมืองจะไม่ค่อยมีขายครับ มันหายาก เลยต้องวิ่งไปทั่วเมืองเพื่อตามหาร้านที่ขาย

[2] ED/N : น่าจะเป็นการมโนมากกว่า

[3] TL/N : เหมือนบทกวีที่ใช้ในบทที่ 5

[4] ED/N : สำหรับท่อนนี้ก็คือ ผู้เขียนหมายถึงพวกคนรวยเวลาไปกินอะไรอร่อยแล้ว พวกเขาจะบอกเล่าเรื่องนี้กับเพื่อน เพื่อที่จะไปลอง เหมือนบ้านเราที่ว่า ดีจนต้องบอกปากต่อปาก 😀

*************

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top