*****สำหรับท่านที่จะเติมเหรียญสามารถ IB แจ้งมาที่ Facebook UpdatesNovel - นิยายแปล ได้เลยนะค่า****
ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 60: การเรียนรู้ความรักชาติ

 163 Views

จักรพรรดินีชูมือแล้วลุกขึ้นยืนในศาลาพร้อมกับมองไปยังที่ห่างไกล นางครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องบางอย่างแล้วจึงพูดขึ้นมาหลังจากเงียบไปนาน “ไม่ว่าเจ้าจะปฏิบัติต่อผู้คนอย่างไร พวกเค้าก็จะมีความคิดของตัวเองเสมอ แล้วเราควรจะจัดการกับคนประเภทนี้อย่างไร ?”

 

หัวใจของเหยินปาเชียนเต้นไม่เป็นจังหวะ และได้แต่สงสัยว่าจักรพรรดินีหมายถึงเขารึเปล่า ? เขารู้ว่าตัวเขาไม่ได้มีความคิดสกปรกเลย

 

นางน่าจะหมายถึงผู้คนที่เป็นพลเมืองที่เหลืออยู่ของแคว้นเฮ่ามากกว่า

 

เจตนาขององค์จักรพรรดินีที่พูดเรื่องนี้กับเราคืออะไรกันนะ ?

 

พระองค์พยายามจะถามความเห็นของเรางั้นเหรอ ?

 

คนที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นสามารถบดขยี้เขาให้ตายได้ด้วยฝ่ามือเพียงข้างเดียว นั่นเป็นฝ่ามือฆาตกรจริง ๆ ไม่ใช่แค่คำเปรียบเทียบ เหยินปาเชียนต้องระวังที่จะไม่แสวงหาความดี และไม่อาจปล่อยให้เกิดความผิดพลาดได้เลย

 

เมื่อเขารวบรวมความคิดแล้ว เหยินปาเชียนก็พูดอย่างรอบคอบ “ข้าคิดว่าพวกเค้าควรจะปรับตัว เพื่อให้พวกเค้าสามารถแสดงตัวตนกับประเทศของพวกเค้า และมีความคิดเหมือนกันได้ บางคนอาจไม่สามารถปรับเปลี่ยนความคิดและมีแนวคิดอื่น ๆ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ แต่ทว่า คนรุ่นใหม่สามารถแสดงตัวตนกับประเทศตั้งแต่อายุยังน้อย และสถานการณ์ก็จะเปลี่ยนไปเมื่อพวกเค้าเติบโตขึ้นขอรับ”

 

เมื่อเหยินปาเชียนพูดเสร็จแล้ว จักรพรรดินีก็หันไปทางด้านข้าง นางไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว และไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ไม่มีอะไรในสนามเลย นอกจากเสียงเครื่องดนตรีลึกลับ

 

เหยินปาเชียนรู้สึกไม่แน่ใจ ไม่รู้ว่าเขาได้พูดอะไรบางอย่างที่ไม่ถูกใจอีกฝ่ายรึเปล่า จักรพรรดินีหันไปพูดกับเขาอย่างเย็นชา “ถ้าข้าพูดเช่นนั้น ทุกคนคงจะถูกประหารชีวิตไปแล้วล่ะนะ”

 

ถึงแม้ว่าองค์จักรพรรดินีจะยังไม่ได้ทำอะไร แต่การแสดงออกทางสีหน้าเช่นนั้นทำให้เหยินปาเชียนรู้สึกกลัวจนตัวสั่น แล้วเขาก็คอหดโดยไม่รู้ตัว

 

จักรพรรดินีกลับไปยังที่นั่งของนาง “ถ้าจักรพรรดิองค์ก่อนไม่ได้ออกคำสั่งไว้ พวกเค้าคงจะถูกประหารชีวิตในทันทีล่ะนะ จะว่าไป คำพูดของเจ้าดูจะมีความหมายบางอย่าง ลองอธิบายละเอียดมา”

 

เหยินปาเชียนเชื่อว่าองค์จักรพรรดินีกำลังพูดถึงพลเมืองที่เหลือของแคว้นเฮ่า ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าทำไมนางถึงได้มาปรึกษาเขา แต่มันก็เป็นการดีที่จะทำให้สมองของเขาปั่นป่วนเพื่อจัดการกับความคิดของเขาและวางแผนอย่างรอบคอบ

 

กล่าวให้ชัดคือ เรื่องนี้เกี่ยวกับการเรียนรู้ความรักชาตินั่นเอง

 

การบรรยายเกี่ยวกับความรักชาติโดยทั่วไป และสิ่งที่ทำให้นึกถึงเรื่องที่ดีและไม่ดี หลักแปดเกียรติยศแปดความอัปยศ จะเป็นเครื่องมือสอนให้แก่พวกเขา และคาดหวังว่าทุกคนจะจดจำมันไว้ หากได้รับอนุญาตในเงื่อนไขนี้ จะดีที่สุดหากมีการจัดให้มีการเรียนภาคบังคับในโรงเรียนเอกชน

[เกร็ดความรู้: หลักแปดเกียรติยศแปดความอัปยศ(ปาหรงปาฉื่อ: 八荣八耻)คือแนวทางการประพฤติตนในสังคมตามหลักคุณธรรม ศีลธรรม และจริยธรรมของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยแบ่งเป็นพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดเกียรติยศที่พึงกระทำทั้งแปด(ปาหรง: 八荣)มีดังต่อไปนี้

1) รักและหวงแหนประเทศชาติ

2) เต็มที่เต็มใจให้บริการและรับใช้ประชาชน

3) มีใจพร้อมเรียนรู้และปรับใช้เทคโนโลยี

4) มีความขยันขันแข็ง

5) มีความสามัคคีช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

6) มีความซื่อสัตย์และมีความจริงใจ

7) เคารพกฎหมาย

8) มีน้ำอดน้ำทน

ส่วนพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความอัปยศที่มิควรกระทำทั้งแปด(ปาฉื่อ: 八耻)มีดังต่อไปนี้1) มีความคิดทำลายประเทศชาติ

2) ไม่เอาใจใส่ในการให้บริการและรับใช้ประชาชน

3) งมงายในเรื่องไสยศาสตร์และสิ่งเร้นลับเหนือธรรมชาติ

4) เกียจคร้านไม่ขยันขันแข็ง

5) ทำร้ายผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

6) ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ส่วนตัวมากจนเกินไป จนละเลยหลักคุณธรรม ศีลธรรม และจริยธรรม

7) การกระทำผิดกฎหมาย

8) การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและดำเนินชีวิตที่ผิดหลักธรรมนองคลองธรรม]

 

ในขณะเดียวกัน วัฒนธรรมและประเพณีของชนเผ่าจะถูกถ่ายทอด และนำไปสู่การรวมตัวทางวัฒนธรรม

 

ในที่สุด ทั้งสองฝ่ายก็จะอยู่ร่วมกัน ในปัจจุบัน พวกเขาถูกจำกัดอยู่ในวงแคบ และคนรุ่นหลังก็จะไม่เข้าใจเรื่องชนเผ่า พวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับคนของตัวเองในชีวิตประจำวันเท่านั้น นอกจากนี้ ชนเผ่าคือคนที่บ่อนทำลายประเทศของตัวเอง เพราะฉะนั้น ความรู้สึกไม่พอใจจึงเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ถ้าหากว่าทั้งสองฝ่ายอยู่ด้วยกัน พวกเขาก็จะเห็นว่า ชนเผ่านั้นนอกจากร่างกายแข็งแกร่งขึ้นแล้ว ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี ก็ยังมีลักษณะที่ซื่อสัตย์อีกด้วย สิ่งนี้จะลดความอคติของทั้งสองฝ่ายโดยธรรมชาติ

 

ยังไงซะ คนธรรมดาทั่วไปเป็นคนที่ซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา ซึ่งมันก็เหมือนกันทุกที่นั่นแหละ

 

ความจริงแล้ว คนประเภทที่พบมากที่สุดคือคนที่มักใหญ่ใฝ่สูง พวกเขาปฏิเสธที่จะยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ และไม่เห็นอนาคตที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง โดยปรกติแล้ว พวกเขามักมีความคิดที่เพ้อฝัน หากคุณต้องการให้ตำแหน่งข้าราชการแก่พวกเขา และปล่อยให้พวกเขาเข้าสู่ราชสำนักล่ะก็ พวกเขาจะกำราบปราบปรามผู้ที่ไม่จงรักภักดีต่อพวกเขาเพื่อรักษาตำแหน่งของตนเอง

 

การดำเนินการทีละขั้นตอน มันคือวิธีการส่งมอบการเรียนรู้ความรักชาติ เป็นยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงและการปราบปราม ซึ่งใช้กันในดาวโลกมาเป็นเวลานานแล้ว

 

 

 

จักรพรรดินีฟังเหยินปาเชียนอยู่เงียบ ๆ เมื่อพูดจบแล้ว ในที่สุดนางก็พูดออกมาหลังจากเงียบไปนาน “เล่าเรื่องต่อสิ”

 

เหยินปาเชียนไม่สามารถอ่านใจได้ และไม่รู้ว่าจักรพรรดินีกำลังคิดอะไรอยู่ เขาเดาว่านางกำลังคิดถึงความเป็นไปได้ในแผนการของเขา

 

เหยินปาเชียนรู้สึกว่าถ้าต้าเย่าต้องการที่จะเริ่มดำเนินการตามแผนของเขาล่ะก็ ความเป็นไปได้ก็ยังคงมีอยู่ ยังไงซะ มันก็ได้รับการพิสูจน์บนดาวโลกมาแล้ว

 

มันจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้รองรับเงื่อนไขในต้าเย่าด้วย

 

ถ้าหากว่าวิธีนี้ไม่ประสบความสำเร็จ เหยินปาเชียนยังมีวิธีการที่โหดเหี้ยมกว่านี้อีก แต่เขาไม่อยากจะสร้างกลุ่มนักธุรกิจเครือข่ายเท่าไรนัก

 

เขาจินตนาการถึงกลุ่มชนเผ่าที่ยกมือขึ้นในบ้านหลังเล็กที่มืดมิด และสวดร้องกันอย่างบ้าคลั่ง “มุ่งมั่น ! อดทน ! เพื่ออนาคต !” จากนั้นก็ใช้ธุรกิจเครือข่ายเพื่อปลูกฝังพวกนั้น ถึงยังไงก็เถอะ หากคำพูดของพวกเขาไม่สามารถโน้มน้าวอีกฝ่ายได้ พวกเขาอาจบีบบังคับให้ล้างสมองอีกฝ่ายได้ แผนการณ์เช่นนี้ทำให้เขาขนลุกซู่

 

เขารู้สึกเหมือนเป็นลูกสมุนในหนังที่ได้รับคำสั่งจากหัวหน้า แล้วคิดค้นไอเดียแปลก ๆ ออกมา

 

มันเป็นความจริงโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับพลเมืองที่เหลืออยู่ของแคว้นเฮ่า

 

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันก็เป็นประโยชน์กับพวกเขา หรืออย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็จะกระทำอะไรเล็กน้อยในห้องส่วนตัว ซึ่งก็เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่อยู่ข้างหน้าเหยินปาเชียนตะโกนสั่ง “ประหาร” ออกมาเมื่อไหร่ก็ตามที่นางอารมณ์ไม่ดี ในตอนนั้นหัวแทบจะหมุนจริง ๆ

 

เหยินปาเชียนยังคงพูดถึงปีศาจจิ้งจอกซึ่งกลายร่างเป็นนางสนมต๋าจี๋ และเข้าไปในพระราชวัง องค์จักรพรรดินีไม่ตั้งใจฟัง แต่ชิงยวนและหงหลวนนั้นติดตรึงใจในเรื่องที่น่าตื่นเต้นนี้

 

จักรพรรดินีให้ความสนใจเพียงแค่ตอนที่เขาพูดถึงหยุนจงจื่อลงมาจากภูเขาเพื่อเข้าสู่อารยธรรม เทพนิยายที่มีเหล่าทวยเทพและภูติผีปีศาจประเภทนี้ดึงดูดความสนใจของนางได้มากทีเดียว

 

ประโยคที่ว่า “ผู้ปกครองปฏิบัติต่อรัฐบุรุษเหมือนพี่น้อง แล้วรัฐบุรุษก็จะปฏิบัติต่อกษัตริย์เหมือนเพื่อนสนิท ถ้าหากผู้ปกครองปฏิบัติต่อรัฐบุรุษเหมือนดินโคลน รัฐบุรุษก็จะปฏิบัติต่อกษัตริย์เหมือนศัตรู” ได้ทำให้องค์จักรพรรดินีรู้สึกประทับใจ

 

“มีความชอบธรรมในประโยคของประเทศของเจ้าด้วยสินะ” องค์จักรพรรดินีพยักหน้ายอมรับ

 

“ความชอบธรรมเป็นหลักสากล ซึ่งเป็นเหมือนกันทุกหย่อมหญ้าขอรับ” เหยินปาเชียนพูดออกมา

 

“ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นหรอกนะ” องค์จักรพรรดินีเย้ยหยันเหยินปาเชียน เขาสงสัยว่าเขาได้พูดอะไรผิดไปหรือเปล่า

 

 

 

เมื่อเหยินปาเชียนกำลังพูดถึงแผนการของเฟ่ยจงที่จะโค่นล้มพระอัครมเหสีเจียง ก็มีใครบางคนเข้ามาแจ้งให้องค์จักรพรรดินีว่าถึงเวลาอาหารมื้อค่ำแล้ว การเล่าเรื่องจึงสิ้นสุดลงแค่นี้

 

“วันนี้ได้เวลาแล้ว กลับไปเตรียมตัวมานะ ในวันพรุ่งนี้ห้ามแต่งตัวเช่นนี้อีก” จักรพรรดินีพูดพร้อมกับลุกขึ้นยืน

 

“ขอรับ” เหยินปาเชียนตัดสินใจหาคนแก้ชุดให้เหมาะกับตัวเขาแล้วจึงรีบล้างมัน

 

“ฝ่าบาท !” เหยินปาเชียนรีบเรียกในตอนที่จักรพรรดินีกำลังจะจากไป

 

“ยังมีอะไรอีกรึ ?” จักรพรรดินีหันไปทางด้านข้างเพื่อมองเขา

 

“ข้าน้อยมีเรื่องต้องการเรียนถาม ข้าราชการตำแหน่งนี้มีหน้าที่อะไรขอรับ ?” เหยินปาเชียนถามอย่างกระมิดกระเมี้ยน

 

“ก็แค่ทำในสิ่งที่เจ้าทำอยู่ในตอนนี้ต่อไป” องค์จักรพรรดินีจากไปพร้อมกับชิงยวนและหงหลวน และนักดนตรีก็เก็บเครื่องดนตรีของเขาแล้วจากไปเช่นกัน

 

เหยินปาเชียนหัวเราะอย่างขมขื่นหลังจากที่จักรพรรดิได้จากไปแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะได้เป็นนักเล่าเรื่องแล้วจริง ๆ ด้วย

 

มันอาจจะเป็นวิธีที่ดีกว่าที่ความเข้าใจในต้าเย่าของเขานั้นไม่ได้ลึกซึ้ง ถ้าหากว่าเหยินปาเชียนถูกลดตำแหน่งให้ทำสิ่งอื่น ๆ เขาอาจจะไม่สามารถทำตามคำสั่งได้เลย ที่นี่ไม่ใช่ดาวโลก หากมีสิ่งที่ใช้การไม่ได้ที่นั่น เขาอาจถูกตำหนิหรืออาจถูกลดค่าแรงลงได้

 

เหยินปาเชียนเดินกลับไปตามทางที่เขาจำได้ในตอนที่เขาเข้ามา และพยายามหาทางออกจากพระราชวังเมื่ออยู่ใกล้กับพระราชวังชิงซิน

 

 

 

เขาถอดเสื้อผ้าออกเมื่อกลับมาถึงบ้าน และออกไปหาคนแก้ชุด

 

เหยินปาเชียนนอนบนเตียงและรู้สึกหมดเรี่ยวแรงในทันที ส่วนใหญ่เขาสงสัยเกี่ยวกับท่าทีขององค์จักรพรรดินีและคาดเดาในสิ่งที่นางคิด

 

ดูเหมือนองค์จักรพรรดินีดูคับข้องใจกับพลเมืองที่เหลืออยู่ของแคว้นเฮ่า และคิดจะสังหารพวกเขาหากจักรพรรดิองค์ก่อนไม่ได้ออกคำสั่งให้ปกป้องพวกเขา

 

เขาไม่แน่ใจว่าคำพูดของเขาจะมีอิทธิพลต่อนางมั้ย จะทำให้นางคิดทบทวนและเปลี่ยนแผนการในตอนนี้มั้ย

 

เมื่อดูภาพสะท้อนแล้ว เขาก็รู้สึกว่าเขากำลังทำอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ขอบเขตหน้าที่ของเขาเลย

 

เหยินปาเชียนไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา เขาเพิ่งได้รับตำแหน่งเล็ก ๆ ในฐานะนักเล่าเรื่องแห่งพระราชวังชิงซิน และเขายังคงกังวลเกี่ยวกับความเป็นความตายของผู้คน 20 ล้านคน

 

จะเป็นการดีกว่าที่จะทิ้งปัญหาเหล่านี้ให้กับองค์จักรพรรดินีและอำมาตย์ของนาง

 

เป็นการดีที่สุดที่จะเรียนรู้วิธีการเขียนคำของพวกเขาก่อนเป็นอันดับแรก ตามด้วยการอ่านหนังสือในเวลาว่าง แล้วจะเข้าใจสถานการณ์ในโลกนี้ได้ดีกว่า

 

ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ได้จำแนกความต้องการของผู้คนตั้งแต่ระดับต่ำไปจนถึงระดับสูง ได้แก่ ความต้องการทางกายภาพ ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย ความรักและความเป็นเจ้าของ ความเคารพนับถือ ความสมบูรณ์ของชีวิต

 

เขายังอยู่ในขั้นที่ต้องการความมั่นคงปลอดภัย ทำไมเขาจึงต้องสนใจอย่างอื่นด้วยล่ะ ?

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top
    error: Alert: Content is protected !!