*****สำหรับท่านที่จะเติมเหรียญสามารถ IB แจ้งมาที่ Facebook UpdatesNovel - นิยายแปล ได้เลยนะค่า****
ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 54: เปลี่ยนเป็นเรื่องห้องสิน

 209 Views

เหยินปาเชียนถือกล่องไว้ในมือและเดินเข้าไปในห้องโถงหลักของพระราชวัง จักรพรรดินีสวมชุดสีแดง สวมชุดชั้นในสีขาว และผมของนางถูกมัดไว้ข้างหลังเป็นทรงดังโงะ นางกำลังจดจ่ออยู่กับอาหารค่ำของนาง ส่วนเหยินปาเชียนที่เพิ่งมาถึงนั้น ราวกับว่านางไม่ได้สังเกตุเห็นเขาเลย

 

เหยินปาเชียนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องถือกล่องไว้แล้วก็รอต่อไป

 

หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนบ่าย ความรู้สึกของเหยินปาเชียนเกี่ยวกับจักรพรรดินีก็เปลี่ยนไปเมื่อได้เห็นนางอีกครั้ง

 

ก่อนหน้านี้ เขาคิดว่านางเป็นคนที่น่าเคารพนับถือเท่านั้น ถึงแม้ว่านางจะสามารถส่งหมีขั้วโลกลอยขึ้นไปได้ด้วยลูกตบเดียวก็เถอะ เหยินปาเชียนก็รู้สึกตกใจมากในตอนนั้น แต่หลังจากที่ได้เห็นพลังอันป่าเถื่อนของชาวต้าเย่า เขาก็คุ้นเคยกับมันเสียแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากการดวลกับผู้ที่เรียกกันว่าสุดยอดที่มาจากที่ไหนซักแห่ง ตำแหน่งขององค์จักรพรรดินีในความคิดของเขาได้เพิ่มขึ้นถึงระดับไทแรนโนซอรัสแล้ว นางเป็นรองแค่ซุปเปอร์ไซย่าเท่านั้นเอง ถึงแม้ว่าร่างของนางจะไม่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง แต่ก็สามารถมีพลังขึ้นมาได้

[ซุปเปอร์ไซย่า อิงมาจากการ์ตูนอนิเมชั่นญี่ปุ่นเรื่องดราก้อนบอล โดยซุปเปอร์ไซย่าคือการแปลงร่างขั้นสูงของชาวไซย่าแท้และชาวไซย่าเลือดผสม]

 

เหยินปาเชียนก้มหน้าลงและเอาแต่ยืนนิ่ง เขาไม่ได้เงยหน้าแม้แต่ครั้งเดียว และดวงตาทั้งสองข้างก็จ้องค้างไปที่กล่อง เมื่อเข้าสู่ห้องโถงของจักรพรรดินีแล้ว ปรากฏว่ากล่องนั้นสวยยิ่งขึ้นภายใต้แสงที่ส่องสว่าง เส้นทางที่เต็มไปด้วยดาวบนกล่องแสดงความงดงามออกมาให้เห็นแล้ว

 

เมื่อทานอาหารค่ำจนหมดแล้ว จักรพรรดินีก็ได้พูดออกมา “อาหารวันนี้อร่อยดี พรุ่งนี้ควรทำให้ออกมาดีแบบนี้นะ”

 

เสียงของนางช่างเยือกเย็นเหลือเกิน

 

“ขอรับ” ผู้ดูแลโกวคำนับ หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เก็บจานออกจากโต๊ะไป

 

“เงยหน้าขึ้นซิ ทำไมวันนี้เจ้าถึงเรียบร้อยนักล่ะ ?” เสียงอันเยือกเย็นของจักรพรรดินีลอยออกมา

 

ก่อนหน้านี้ ถึงเขาจะรู้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือจักรพรรดินี แม้เขาจะรู้ว่าการได้มาซึ่งอำนาจของเขา เท่ากับการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเสือ แต่การที่เหยินปาเชียนมาจากโลกยุคใหม่ เขามีนิสัยหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก ตัวอย่างเช่น การมองไปรอบ ๆ เป็นต้น

 

โดยปกติแล้ว เมื่อเหยินปาเชียนเล่าเรื่อง เขาจะมีท่าทางมือประกอบอยู่บ่อยครั้งพร้อมกับการดำเนินเรื่อง มันค่อนข้างน่าสนใจสำหรับองค์จักรพรรดินี ชาวต้าเย่าเองไม่ได้ให้ความสำคัญกับมารยาทสักเท่าไหร่ และด้วยเหตุนี้ นางจึงไม่รู้สึกว่าเขาไร้ซึ่งมารยาทแต่อย่างใด

 

ผลก็คือ การที่นางเห็นว่าเหยินปาเชียนกำลังมองลงไปเงียบ ๆ ดูเรียบร้อย จักรพรรดินีพบว่ามันเป็นเรื่องแปลกเล็กน้อย

 

เหยินปาเชียนพูดออกมาทันที “ข้าแค่กำลังคิดว่า ฝ่าบาททรงรอบรู้เรื่องกำลังภายในและรู้ถึงพลังของท่านในโลกนี้เป็นอย่างดี วันนี้ ปลาซิวแบบนั้นบังอาจมาท้าสู้ท่าน เค้าประเมินความสามารถของตนเองสูงเกินไป เค้าเดินทางมาจากที่ห่างไกลจนมาถึงต้าเย่าเพียงเพื่อให้ฝ่าบาทแสดงทักษะพิเศษของท่าน โดยการใช้พลังของท่านจัดการกับปลาซิว ฝ่าบาททรงระบายพระอารมณ์จากการจัดการเรื่องภายในของแคว้นได้ทุกวัน จากจุดนี้ เค้าประสบความสำเร็จแล้ว แล้วก็อาจได้รับการประกาศให้ชาวต้าเย่ารู้ ข้าไม่แน่ใจว่าจริง ๆ แล้วพวกเราควรบันทึกความกล้าหาญและความสำเร็จลงในพงศาวดารมั้ยน่ะขอรับ”

 

“คิคิคิ” ชิงยวนและหงหลวนซึ่งอยู่ด้านหลังขององค์จักรพรรดินีเอามือปิดปากและหัวเราะเบา ๆ พวกเธอมองไปที่เหยินปาเชียนด้วยความสนใจ ผู้ชายคนนี้ไม่เพียงแต่รู้วิธีการเล่าเรื่อง แต่เขาก็ยังตลกในตอนที่เขาพูดอีกด้วย

 

มุมปากของจักรพรรดินีโค้ง แล้วก็หดกลับทันที เหยินปาเชียนเดาว่าตอนนี้นางกำลังอารมณ์ดีอยู่ ดูเหมือนว่าเป็นเพราะก่อนหน้านี้เขาพยายามจะยกยอปอปั้นแล้วก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า เขาจึงพยายามเจาะลึกเข้าไปในประเด็นนี้ และในที่สุดก็สามารถมองดูผลงานในครั้งนี้ได้แล้ว

 

เหยินปาเชียนพอใจกับตัวเองมาก เขามีศักยภาพในการประจบสอพลอผู้คน หลังจากนั้น เขาก็เดินถือกล่องไปที่ด้านล่างของบันไดหิน จักรพรรดิเงยหน้าขึ้นและได้เห็นกล่องสีน้ำเงินเข้มที่มีฝูงดาวประดับอยู่ด้านบน นางเองก็สนใจมาก “นี่คือสิ่งที่เจ้าคิดจะนำเสนอให้ข้ารึ ? มันคืออะไร ?”

 

เมื่อพูดถึงกล่องอยู่ในมือแล้ว เขาเหยินปาเชียนก็ดูกระตือรือร้นมากขึ้น เขาเงยหน้าขึ้นแล้วก็พูดออกมา “นี่คือเครื่องทำความเย็นขอรับ เห็นว่าช่วงนี้อากาศร้อนอบอ้าว”

 

หลังจากนั้นไม่นาน เหยินปาเชียนก็เดินไปข้างหน้าสองก้าวและวางกล่องไว้ด้านหน้าของจักรพรรดินี เขาพูดออกมา “ฝ่าบาท ขอประทานอภัยในความเสียมารยาท ข้ายังต้องการน้ำแข็งกับน้ำครึ่งกะละมัง”

 

“ชิงยวน ! หงหลวน !” จักรพรรดินีเรียกพวกเธออย่างนุ่มนวล ทันใดนั้น คนรับใช้ของพระราชวังที่เหยินปาเชียนเคยพบกันก่อนหน้านี้ก็พยักหน้าให้เขา หลังจากนั้น เธอก็เดินไปด้านข้างเพื่อตักน้ำ ในขณะที่คนรับใช้ของพระราชวังอีกคนนำน้ำแข็งมาให้เหยินปาเชียน

 

เหยินปาเชียนเปิดฝากล่อง และใส่น้ำแข็งและรินน้ำไว้ข้างใน จากนั้น เขาก็ปิดฝาตามเดิม หลังจากนั้นสักพัก เขาก็คิดว่าน้ำแข็งน่าจะซึมเข้าผ้าแล้ว เหยินปาเชียนดึงสายไฟที่ด้านบนพัดลมโดยตรง ลมเย็นได้พัดไปทางจักรพรรดินีที่กำลังนอนอยู่ไม่ไกลในทันที

 

“เอ๊ะ ?” จักรพรรดินีอุทานเบา ๆ และเดินไปข้างหน้าสองก้าว เพราะนางค่อนข้างทึ่งทีเดียว การที่นางรู้สึกว่าลมเย็นพัดมาสู่ร่าง นางค่อย ๆ เหล่ตาทำให้เห็นดวงตาที่ยาวและแคบเล็กน้อย สีหน้าที่พึงพอใจเห็นได้ชัดบนหน้าของจักรพรรดินี และการแสดงออกของนางทำให้นางดูเหมือนจะไม่ห้าวหาญอีกต่อไป ดวงตาที่ยาวและแคบของนางเมื่อเหล่ตามอง ทำให้นางดูอ่อนโยนและน่ารัก นางดูงดงามและน่าหลงใหลตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยทีเดียว

 

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ภาพนี้มีให้เห็นแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น จักรพรรดิได้เดินไปข้างหน้าสองก้าว และสิ่งเดียวที่แบ่งแยกเหยินปาเชียนกับนางคือเครื่องทำความเย็น เหยินปาเชียนยังสามารถได้กลิ่นหอมของนาง มันทำให้เขาเคลิ้ม เขารีบลบความคิดของเขาให้หายไป และก้มหน้าลงด้วยความเขินอาย เหยินปาเชียนรู้สึกว่าเขาเกือบจะกลายเป็นพระสงฆ์ที่นั่งสมาธิหลังตรงโดยปราศจากสิ่งกวนใจ

 

จักรพรรดินีได้เปิดฝาและดูองค์ประกอบของเครื่องทำความเย็น แล้วนางก็หันกลับไปที่โซฟาด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน “นำสิ่งนี้ไปข้างหน้านิดนึง มันทำให้เย็นสบายและสดชื่น เจ้าช่างคิดถึงผู้อื่นจริง ๆ”

 

“เป็นพระกรุณายิ่งขอรับ ฝ่าบาท” เหยินปาเชียนก้มหน้าคำนับ

 

“เอาล่ะ เล่าเรื่องของเจ้าต่อได้แล้ว” จักรพรรดินีนอนสั่งอยู่บนโซฟา

 

“ได้ขอรับ” เหยินปาเชียนเริ่มเล่าต่อจากตอนที่เขาค้างไว้ จักรพรรดินีนอนฟังเรื่องของเขาอย่างตั้งอกตั้งใจอยู่บนโซฟา

 

ท่าประกอบการบรรยายของเหยินปาเชียน จักรพรรดินีไม่มีความรู้สึกใดเลย การจ้องมองของชิงยวนและหงหลวนแสดงให้เห็นความงดงามเป็นพิเศษ เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนให้ความสนใจในเรื่องนี้ อารมณ์ของเหยินปาเชียนแปรผันตามบทบาทของตัวละครในเรื่อง

 

หลังจากที่ฟังมาเป็นเวลานาน จักรพรรดินีก็ยกมือขึ้นและพูดออกมา “มีเรื่องอื่นอีกมั้ย ?”

 

อย่างไรก็ตาม จากทัศนคติของนาง แผนการและกลยุทธ์หลายอย่างไม่สำคัญเลย มาตรฐานของผู้ที่เรียกได้ว่าเป็นแม่ทัพผู้กล้าหาญนั้น เทียบเท่ากับทหารทั่วไปในต้าเย่า ราวกับว่านางกำลังฟังเรื่องการต่อสู้กันของกลุ่มมด เริ่มแรกเดิมที จักรพรรดินีได้พบเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้น แต่เมื่อฟังมาได้หลายวันแล้ว นางก็เริ่มรู้สึกว่ามันน่าเบื่อแล้ว

 

คนรับใช้ของพระราชวังทั้งสองคนรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยหลังจากได้ยินคำพูดของจักรพรรดินี ทั้งคู่รู้สึกว่าเรื่องนี้ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว

 

ในช่วงการเล่าเรื่องของวันนี้ เหยินปาเชียนไม่ได้มีใจรักในเรื่องนี้ เขาให้ความสำคัญแค่องค์จักรพรรดินีตั้งแต่เริ่ม เมื่อเห็นว่านางยกมือ เขาก็หยุดและพยักหน้าทันที

 

“ถ้าอย่างนั้น ข้าจะเล่าเรื่องอื่นให้ฝ่าบาทนะขอรับ เรื่องห้องสิน” เหยินปาเชียนตอบ ในตอนแรก เขาอยากจะเล่าเรื่องไซอิ๋ว แต่มีสิ่งที่เขาต้องอธิบายมากเกินไป ห้องสินจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าที่จะเล่าก่อนที่จะต่อด้วยไซอิ๋ว

 

“เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรรึ ?” จักรพรรดินีถามออกมา

 

“เกี่ยวกับพระเจ้าและปีศาจในยุคโบราณขอรับ” เหยินปาเชียนตอบกลับ เขาคิดกับตัวเอง ความสามารถในการต่อสู้ในเรื่องห้องสินจะต้องได้มาตรฐานของพระองค์อย่างแน่นอน

 

จักรพรรดินีรู้สึกสนใจเล็กน้อย “โอ้ว..เอาเรื่องนี้ก็แล้วกัน เริ่มเลย”

 

“ขอรับ” เหยินปาเชียนเริ่มกล่าว เขาเริ่มเรื่องด้วยการกล่าวถึงผานกู่ ซึ่งเป็นผู้สร้างสวรรค์ ตามด้วยยุคสามราชาห้าจักรพรรดิ ซึ่งเป็นระบบการปกครองแรกในประวัติศาสตร์จีน มันให้แนวคิดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของประเทศจีนแก่องค์จักรพรรดินี

 

เมื่อเหยินปาเชียนพูดถึงตัวละครชื่อซอฮอ ซึ่งเสนอลูกสาวของเธอเพื่อกบฏต่อราชวงศ์ซาง จักรพรรดินีก็ถอนหายใจเบา ๆ “มันเกิดขึ้นจริง ในตอนที่จักรพรรดินีองค์แรกก่อตั้งต้าเย่า ก็มีเหตุการณ์นี้ด้วยเหมือนกัน”

 

คำพูดของจักรพรรดินีทำให้เหยินปาเชียนสับสนเล็กน้อย ตราบที่วิธีการที่ต้าเย่าถูกสร้างขึ้นเป็นประเทศนั้นสัมพันธ์กัน เขาไม่ได้เข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นก็ต่อเมื่อผู้ดูแลฉีหลุดออกมาคำสองคำในตอนที่เขาเมา แต่เดิม ต้าเย่าประกอบด้วยชนเผ่าพื้นเมืองและก่อตั้งขึ้นเมื่อ 70 ปีก่อน ส่วนรายละเอียดเฉพาะนั้น เหยินปาเชียนไม่รู้แน่ชัด

 

ไม่รู้ว่าองค์จักรพรรดินีระลึกถึงอดีตในตอนที่นางฟังเรื่องนี้อย่างตั้งอกตั้งใจหรือเปล่า

 

จักรพรรดินีดูจะสนใจเรื่องห้องสินมากกว่าเรื่องสามก๊กเสียอีก

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตอนท้ายของเรื่อง มีลำแสงสองลำที่ปล่อยออกมาจากประตูของเจิ้งหลุน และดูดกลืนวิญญาณของผู้คน เมื่อซองเฮกฮอได้ยินเสียงรบกวน วิสัยทัศน์ของเขาก็พร่ามัวและตกจากม้าไป และเขาถูกเจิ้งหลุนจับตัวไว้ จักรพรรดินีพบว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก และได้พูดออกมา “สิ่งเหล่านี้ที่ประเทศจีนมีความคล้ายคลึงกับต้าเซี่ยไม่มากก็น้อย ว่ากันว่ายังมีคนต่างด้าวอยู่ในต้าเซี่ย เพียงแต่ว่าพวกเค้ามองไม่ค่อยเห็น นอกจากนี้ ประเทศจีนและต้าเซี่ยก็มีเสียงคล้ายกันด้วย”

[ในภาษาจีน ชื่อเก่าของประเทศจีนคือหัวเซี่ย ซึ่งคล้ายคลึงกับต้าเซี่ย หรือมหาจักรวรรดิเซี่ย]

 

เหยินปาเชียนทันทีพูดออกมา “ประเทศจีนอยู่ห่างจากต้าเย่านับหมื่นไมล์ มันคงจะเป็นเรื่องบังเอิญที่ชื่อเหมือนกันนะขอรับ”

 

จักรพรรดินีพยักหน้ายอมรับและยังคงฟังเรื่องเล่าต่อไป ในท้ายที่สุด เมื่อได้ยินว่าซอฮอตกลงที่จะมอบลูกสาวของเธอภายใต้การชักชวนของจีชาง [หรือที่รู้จักกันในชื่อ พระเจ้าโจวเหวิน ในสมัยราชวงศ์ซาง] นางก็ตบที่หลังโซฟา ทันใดนั้น เศษไม้ก็กระเด็นออกมา ด้านหลังของโซฟาทั้งหมดแตกละเอียดเพราะการที่นางตบ

 

“จีชางคนนี้ พูดราวกับว่าคำพูดของเขาไม่มีความหมายอะไร ซอฮอกบฎและเสียสละลูกสาวของนาง เค้าไม่นับว่าเป็นคนภักดีหรือเป็นพ่อของลูกสาวหรอกนะ ความคิดของเขาไม่แน่นอนและมีแต่ความโลเล”

 

คอของเหยินปาเชียนหดลง เขาไม่ได้เป็นคนเขียนห้องสิน และเขาไม่สามารถตำหนิตัวเองได้

 

เขาไม่เคยคิดว่าจักรพรรดินีจะมีปฏิกิริยาดังกล่าวเมื่อนางได้ยินเรื่องนี้ รวมกับสิ่งที่จักรพรรดินีบอกเมื่อนางได้ยินว่าซอฮอก่อกบฏต่อราชวงศ์ซาง เหยินปาเชียนก็รู้สึกว่ามีความเป็นไปได้ว่าอาจมีความเชื่อมโยงระหว่างสองประเด็นนี้ อาจสันนิษฐานได้ว่ามันเกี่ยวข้องกับเหตุผลที่ผู้ปกครองคนแรกของต้าเย่าถูกปฏิวัติ

 

เป็นไปได้ว่าถึงแม้จักรพรรดินีจะเป็นผู้ครองแคว้น แต่นางก็ยังเป็นผู้หญิงอยู่ดี มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับนางที่จะขยะแขยงเรื่องอื้อฉาวดังกล่าว

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top
    error: Alert: Content is protected !!