*****สำหรับท่านที่จะเติมเหรียญสามารถ IB แจ้งมาที่ Facebook UpdatesNovel - นิยายแปล ได้เลยนะค่า****
ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 47: หนองน้ำสีดำ

 214 Views

โต้ว (斗: Dòu) คือหน่วยวัดชนิดหนึ่ง 1 โต้วเท่ากับ 6 ชั่ง ครึ่งโต้วเท่ากับ 3 ชั่ง ซึ่งเป็นเงินประมาณ 3 ตำลึง

 

เงิน 1 ตำลึงเงิน แลกกับเกลือ 1 ชั่งนั้นมีราคาแพงแน่นอน มันเท่ากับเงินเดือนทั้งเดือนของลูกจ้างทั่ว ๆ ไปเลยทีเดียว

 

เขาจำได้ว่านักโภชนาการบนดาวโลกคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า คนเราควรจะได้รับเกลือ 5 กรัมต่อวัน มันน่าจะเท่ากับเกลือ 3 ตำลึงต่อเดือน ครอบครัวสามคนต้องการเกลือประมาณ 1 ชั่งต่อเดือน สำหรับชาวโลกมันมีราคาไม่แพง แต่สำหรับชาวต้าเย่ามันมีราคาแพงมากทีเดียว

 

แม้แต่พ่อครัวในสวนสัตว์ก็ยังใช้เกลือในการทำอาหารอย่างประหยัด นั่นเป็นเพราะว่าเนื้อสัตว์เป็นแหล่งอาหารหลักในต้าเย่า ประการแรก ราคาของเกลือนั้นสูงมาก ประการที่สอง พวกเขาไม่สามารถรับประทานเกลือจำนวนมากได้

 

เมื่อดูจากอาหารที่เหยินปาเชียนได้รับประทานในสวนสัตว์แล้ว เขาประมาณคร่าว ๆ ว่าปริมาณเกลือในอาหารส่วนใหญ่ของต้าเย่านั้นมีแค่ครึ่งหนึ่งของอาหารของชาวโลก นี่แสดงให้เห็นว่าชาวต้าเย่าใช้เกลือกันอย่างประหยัด

 

ครอบครัวต้าเย่าธรรมดาสามคนแทบจะไม่พอซื้อเกลือครึ่งชั่งด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม การผูกขาดเกลือโดยพ่อค้าต่างแคว้นยังคงมีบทบาทอย่างมากในการก่อให้เกิดความทุกข์ยากของพวกเขา

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในร้าน และมันคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายด้วยเช่นกัน

 

มนุษย์ต้องบริโภคเกลือ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากต้าเย่าไม่ได้ผลิตเกลือ ชาวต้าเย่าก็ไม่มีอะไรต่อรองกับพ่อค้าเกลือเหล่านั้น

 

ในทำนองเดียวกัน ชาวต้าเย่าไม่รู้วิธีการฟอกสีขนและหนัง หากพวกเขาไม่สามารถขายมันได้ทันเวลา มันก็จะเน่าในไม่ช้า

 

การรวมกันของปัจจัยเหล่านี้สร้างความเข้าใจโดยนัยระหว่างพ่อค้าต่างแคว้น ราคาที่พวกเขากำหนดขึ้นสำหรับหนังสัตว์ ขนสัตว์ และเกลือนั้นเป็นเอกฉันท์ ด้วยวิธีนี้ พวกเขาสามารถเพิ่มผลกำไรที่พวกเขาได้รับได้สูงที่สุด

 

 

 

เหยินปาเชียนยืนอยู่ข้างนอกร้าน เขามองดูความสับสนวุ่นวายภายในร้านและส่ายหน้า นี่เป็นหนึ่งในผลที่ตามมาของประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรและเทคโนโลยี

 

“ไปกันเถอะ” เหยินปาเชียนสั่งการ

 

เขาไปที่ร้านเช่าของเขาพร้อมกับเถิงหูหลุและเถ่เตา เมื่อเห็นว่าการตกแต่งภายในยังไม่สมบูรณ์ พวกเขาจึงออกไปยังร้านขายยาเฉิน

 

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เฉินจี่เซิงได้รอคอยเหยินปาเชียนอย่างใจจดใจจ่อ เขาไม่เข้าใจคำศัพท์ในหนังสือทั้งสามเล่มแม้แต่คำเดียว ทำให้เขากังวลใจอย่างถึงที่สุด

 

เมื่อเขาเห็นเหยินปาเชียน ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นและเขาก็พูดออกมา “ท่านเหยิน ในที่สุดท่านก็มาข้ารอท่านอยู่ทุกวันเลยนะ”

 

“ข้าสัญญากับท่านไว้แล้ว เพราะงั้นข้าก็จะมาแปลหนังสือให้ท่าน” เหยินปาเชียนพูดพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ

 

หลังจากทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยแล้ว เขาก็ปล่อยให้ศิษย์ของเขาทำหน้าที่แทน และดึงเหยินปาเชียนเข้าไปในห้องของตัวเอง จากนั้นเขาก็นำหนังสือทั้งสามเล่มออกจากกล่อง

 

เหยินปาเชียนรับหนังสือไทฟอยด์และโรค และบอกให้เฉินจี่เซิงเตรียมแปรงเขียนกับกระดาษขึ้นมาจด

 

เมื่อเหยินปาเชียนเริ่มพูด มือของเฉินจี่เซิงก็จดบนกระดาษอย่างรวดเร็วเหมือนตีนไก่เขี่ย เขามองเห็นภาพติดตาที่เกิดขึ้นบนกระดาษ

 

เหยินปาเชียนอดยกย่องเฉินจี่เซิงไม่ได้ เมื่อได้เห็นความเร็วในการจดของเขาแล้ว และเมื่อเขาได้เห็นลายมือของเฉินจี่เซิง เขาก็ยิ่งยกย่องในตัวเขามากขึ้น

 

เขาคิดว่าแม้แต่นักถอดรหัสก็ไม่สามารถถอดรหัสสิ่งที่เขาจดได้เลย

 

หลังจากที่อ่านหนังสือได้ประมาณสองชั่วโมงแล้ว เหยินปาเชียนก็รู้สึกหิว มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขาเลยที่จะเดินทางมาที่นี่ เพราะเขามักจะไม่ได้ว่างอยู่เสมอ เมื่อเขาเห็นว่าเฉินจี่เซิงไม่มีท่าทีจะหยุดพัก เขาก็ดื่มน้ำ การดื่มน้ำมากขึ้นในขณะนี้อาจจะบรรเทาความหิวของเขาได้เล็กน้อย

 

 

 

เมื่อผ่านไปอีกชั่วโมง ในตอนที่เหยินปาเชียนเห็นดวงตาที่มึนงงของเฉินจี่เซิง และร่างกายของเขาก็เต็มไปด้วยเหงื่อแล้ว เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากหยุดเพียงเท่านี้

 

ถ้าหากว่าการถอดเสียงหนังสือเหล่านี้ทำให้เฉินจี่เซิงเหนื่อยล้าจริง ๆ ล่ะก็ เหยินปาเชียนจะรู้สึกว่าเขาได้กระทำความผิดอย่างใหญ่หลวงเลยทีเดียว

 

เมื่อเหยินปาเชียนหยุดแล้ว เฉินจี่เซิงก็โยนแปรงจดออกไป มือของเขาสั่นดุ๊กดิ๊กเหมือนตีนไก่

 

“เหนื่อยโคตรเลยว่ะ” เฉินจี่เซิงตะโกนพร้อมกับหยิบน้ำขึ้นมาและดื่มเข้าไปอึกใหญ่

 

เมื่อเฉินจี่เซิงเงยหน้าขึ้น เขาก็ดื่มน้ำเสร็จแล้ว มือขวาของเขาก็ยังคงกระตุก ดูราวกับว่าเขาชักกระตุกยังไงยังงั้น ถึงยังไงก็เถอะ เขาก็ยังไม่ลืมที่จะถาม “ยังเหลืออีกกี่หน้ารึ ?”

 

“ข้าคิดว่าพวกเราจะต้องทำแบบนี้วนไปอีกแปดครั้ง” เหยินปาเชียนตอบเขาหลังจากดูความหนาของหนังสือแล้ว

 

เฉินจี่เซิงสะบัดข้อมือ เขากัดฟันแล้วก็พูดออกมา “ข้าจะบอกให้ศิษย์ของข้าเข้ามาถอดเสียงแทนข้านะ”

 

“ไม่เป็นไรหรอก ข้ายังมีงานอื่นต้องทำอีก ไว้ข้าจะกลับมาอีกวันหลังนะ” เหยินปาเชียนขัดจังหวะ

 

เมื่อเฉินจี่เซิงได้ยินคำพูดเหล่านี้ เขาดูราวกับว่าภาระหนักอึ้งถูกยกออกไปจากตัวเขาแล้ว เขารีบถอนหายใจและตอบกลับไป “ก็ได้..ก็ได้”

 

ดูเหมือนว่าหนึ่งชั่วโมงสุดท้ายของการถอดเสียงได้ทำให้เขาหมดแรงโดยสมบูรณ์

 

เหยินปาเชียนรู้สึกว่าหากเขาเป็นคนที่ถอดความเป็นเวลาสามชั่วโมง มือของเขาคงจะสั่นมากกว่าเฉินจี่เซิงเป็นแน่

 

 

 

เขาปลุกเถิงหูหลุและเถ่เตาที่ได้งีบหลับไป เหยินปาเชียนพาพวกเขาออกจากร้านขายยาเฉินและเดินไปยังร้านตีเหล็ก หลังจากที่เดินออกจากร้านยาไปได้ไม่กี่ก้าว พวกเขาก็ได้ยินคนพูดด้วยเสียงอันเกรี้ยวกราด “เกลือครึ่งโต้วที่พวกเราแลกกับหนังสัตว์น่ะเพียงพอที่จะใช้ในฐานที่มั่นเพียงไม่กี่วันเท่านั้นเอง ทำไมพวกเราไม่ปล้นร้านค้าเหล่านั้นตอนกลางคืนล่ะ ?”

 

เมื่อเหยินปาเชียนได้ยินเสียงนี้ เขาก็ดีใจ เขาไม่อยากจะเชื่อว่าจะได้พบกันอีก พวกเขาต้องถูกโชคชะตาพามาเจอกันอย่างแน่นอน

 

เมื่อเขาหันกลับไป เขาก็เห็นน่ากู่และชายร่างโตยืนอยู่ข้าง ๆ น่ากู่มีสีหน้าที่โกรธจัด ริมฝีปากของหล่อนนั้นยื่นมากจนสามารถวางขวดซอสถั่วเหลืองไว้ได้เลยล่ะ

 

“อย่าพูดบ้า ๆ น่า ย้อนกลับไปดูก่อนว่าพวกเราสามารถล่าเหยื่อเพิ่มได้อีกมั้ยในช่วงสองสามวันนี้” ชายร่างโตที่ถือถุงดุน่ากู่ ในถุงน่าจะมีเกลือที่ทั้งสองคนได้แลกเปลี่ยนกับหนังสัตว์ของพวกเขา

 

“น่าเสียดายที่น้ำเกลือในภูเขานั้นดื่มไม่ได้ ไม่งั้นล่ะก็ ทำไมพวกเราถึงยังต้องซื้อเกลือจากคนพวกนั้นด้วยล่ะ ?”

 

“น้ำเกลือที่ว่าเป็นยังไง ? นั่นคือน้ำที่มีพิษนะ แม้แต่สัตว์ก็ยังไม่กล้าดื่มมันเลย เมื่อก่อนก็เคยมีคนดื่มมันอยู่หรอก ถึงรสชาติมันจะเค็ม แต่มันก็จะทำให้เจ็บคอ อาเจียน จนถึงตายได้เลยนะ ถ้าเจ้าต้องการให้ข้าดื่มน้ำนั่น ข้าควรจะไปปล้นร้านค้าเหล่านั้นตอนกลางคืนมากกว่า”

 

ในตอนแรก เหยินปาเชียนต้องการเดินผ่านคนสองคน แต่เมื่อเขาได้ยินคำพูดเหล่านี้ เขาก็หยุดเดินทันที

 

“สวัสดี !” เหยินปาเชียนหันไปคำนับให้

 

“เจ้าเป็นใคร ?” ชายร่างโตมองเขาอย่างดุเดือด

 

“เอ่ออ…เจ้าคือคนที่…” น่ากู่จำเหยินปาเชียนได้

 

“ข้าได้ยินทั้งสองท่านพูดถึงน้ำเกลือเมื่อครู่นี้ ข้าสงสัยว่ามันคืออะไรหรอ ?” เหยินปาเชียนถามออกมา

 

เมื่อชายร่างโตได้ยินคำพูดของเขา เขาก็ถอนหายใจและไม่สนใจเขา ในตอนนี้ เขาถูกพ่อค้าทำให้โกรธแค้นอย่างเต็มที่ ในตอนนี้ เขาไม่ได้มีอารมณ์มานั่งรับแขกใด ๆ ทั้งนั้น

 

“ข้าไม่ใช่ชาวหยูน ชาวเฉิน หรือชาวเซี่ย แต่ตอนนี้ ข้าทำงานอยู่ที่สวนสัตว์ สิ่งที่เกิดระหว่างท่านทั้งสองและพ่อค้านั้นไม่มีอะไรเกี่ยวกับข้า พูดให้ถูกต้องคือ ตอนนี้ข้าก็นับว่าเป็นพลเมืองของต้าเย่า” เหยินปาเชียนยิ้มและพูดเมื่อเขาเห็นทัศนคติของพวกเขา เขาไม่สนใจที่จะรับรู้เรื่องราวทั้งหมด

 

“เค้าคือหนึ่งในผู้ดูแลสวนสัตว์” เถ่เตาพูดแทรกจากด้านหลัง

 

สวนสัตว์เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังหลวง เมื่อทั้งคู่ได้ยินว่าเหยินปาเชียนทำงานในสวนสัตว์ การแสดงออกทางสีหน้าของพวกเขาก็ค่อย ๆ ดีขึ้น เมื่อมองดูเหยินปาเชียนแล้วชายร่างโตก็พูดออกมา “ทำไมเจ้าจึงถามเกี่ยวกับน้ำเกลือ ? มีคนที่พยายามทำอะไรกับมันแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถดื่มมันได้เลย แม้แต่สัตว์ป่าในภูเขาก็ยังไม่กล้าดื่มมันเลย”

 

“ถ้ามันมีพิษ มันก็คงจะดื่มไม่ได้จริง ๆ นั่นแหละ แต่ถ้าพวกเราทำความสะอาดและขจัดสารพิษออกจากน้ำที่ว่านั่น ท่านก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเกลือที่พร้อมใช้งานอีกต่อไป” เหยินปาเชียนอธิบาย

 

“เป็นไปไม่ได้หรอก” ชายร่างโตพูดแทรก

 

“อย่าเสียเวลาเลย มีคนเคยพยายามทำแบบนั้นมาก่อนแล้ว” น่ากูู่พูดเสริม ทัศนคติของหล่อนต่อเหยินปาเชียนนั้น ยังไงก็ยังดีกว่าผู้ชายร่างโต อาจเป็นเพราะหล่อนได้พบเหยินปาเชียนมาก่อน ดังนั้นหล่อนจึงคุ้นหน้าเขา

 

“ท่านเล่าสถานการณ์เกี่ยวกับน้ำเกลือก่อนได้รึเปล่า เพื่อที่ข้าจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ?” เหยินปาเชียนถามออกมา

 

“น้ำมาจากหนองน้ำในภูเขา น้ำนั้นมีรสเค็มและขม แถมยังมีกลิ่นเหม็นอีกด้วย พวกเราเรียกมันว่าหนองน้ำสีดำ” น่ากู่พูดออกมา

 

“น้ำมีสีดำเหรอ ? มันมีกลิ่นเหม็นไข่เน่าใช่มั้ย ?” เหยินปาเชียนถามอย่างรวดเร็ว

 

น่ากู่พยักหน้าและตอบกลับ “มันดำมืดแถมยังขุ่นมัว และไม่มีอะไรเติบโตขึ้นในบริเวณรอบนั้นเลย อืม..ใช่ล่ะ..มันมีกลิ่นเหม็นไข่เน่าจริงด้วยแฮะ”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top
    error: Alert: Content is protected !!