ขนาดตัวอักษร

ตอนที่52 ไปขอโทษ

 276 Views

“เข้าใจแล้ว ข้าจะไป…ข้าสัญญา ข้าจะไปขอโทษด้วยความจริงใจ…และไปขออภัยที่ข้าทำกิริยาที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้ ท่านพอใจรึไหม?”

เฟิน ฉีหลัวไม่มีทางเลือกใดๆ ดังนั้นนางจึงต้องยอมไปขอโทษอย่างเดียวเท่านั้น

 

“ดีมาก! เอาล่ะ…แล้วเหตุใดเจ้าถึงมาที่นี่ล่ะ?”

เพราะโดยปกติแล้วหลานของนางจะไม่ค่อยโผล่ออกมาให้เห็นหน้ากันง่ายๆ ยกเว้นจะมีเรื่องจริงๆ

 

“นั้นสิ หากท่านไม่ถาม..ข้าก็คงลืมไปแล้ว!” เมื่อได้ยินดังนั้น..จู่ๆนางก็นึกขึ้นได้อย่างฉับพลัน

 

“……”

 

“ที่จริงข้าจะมาบอกลาท่าน ข้าจะกลับไปยังเมืองหลวงในอีก5วันข้างหน้า…เพื่อไปสอบเลื่อนขั้นนักหลอมโอสถ หากข้าสอบผ่านข้าก็จะมีตำแหน่งเท่าเทียมกับท่าน!”

เฟิน ฉีหลัวกล่าวออกมาอย่างภาคภูมิใจ

 

“แล้วเจ้าเอาความมั่นใจมาจากไหน อย่างเจ้าน่ะรึ…จะมาเป็นนักหลอมโอสถอย่างข้า?”

ทันทีที่ได้ยิน…เฟิน หลัวปิงก็ถามนางกลับอย่างไม่มั่นใจในตัวนาง

 

การก้าวสู้เส้นทางนักหลอมโอสถนั้นมันช่างแตกต่างจากเส้นทางการต่อสู้อย่างสิ้นเชิง เพื่อก้าวสู่นักหลอมโอสถในระดับอาจารย์อย่างเฟิน หลัวปิงนั้นจะต้องมีพลังขั้นต่ำอยู่ที่อาณาจักรหลอมรวมวิญญาณ แต่ไม่ใช่ว่าผู้ที่ก้าวมาสู่อาณาจักรนี้ได้แล้วจะสามารถเป็นได้ทุกคน!

 

เฟิน ฉีหลัวได้สำเร็จอาณาจักรหลอมรวมวิญญาณมานานแล้ว แต่นางก็ยังไม่เคยผ่านสอบเลื่อนขั้นนักหลอมโอสถระดับอาจารย์เลยสักครั้ง…ถึงแม้ว่านางจะเป็นถึงอันดับสามแห่งหอนักหลอมโอสถก็ตาม นั้นแสดงให้เห็นถึง…ความยากของการสอบนี้ว่ามันยากเพียงใด

 

เฟิน ฉีหลัว โมโหและได้ตอบกลับไปว่า

“มีอาคนไหนบ้างที่ดูถูกหลานตัวเอง…ไม่มีอาคนไหนแช่งหลานตนเองให้สอบตกเช่นนี้หรอก!”

 

เฟิน หลัวปิงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยและบ่นพึมพำกับตนเองว่า

“การสอบเลื่อนระดับงั้นรึ ข้าล่ะสงสัยจริงๆว่า…หากเป็นเย่ หยวนล่ะก็ เขาจะไปได้ไกลแค่ไหนกัน?”

“ดูจากฝีมือของข้าแล้ว เขาอาจจะสอบผ่านตำแหน่งนักหลอมโอสถระดับสูงเลยก็ได้…”

“เอาล่ะ! ฉีหลัว…พรุ่งนี้ข้าจะไปกับเจ้าเพื่อไปเยี่ยมเย่ หยวน ข้าต้องการจะพาเย่ หยวนไปเข้าร่วมการสอบเลื่อนระดับกับเจ้าด้วย”

 

 

“หื้ม?”

“อิอิ  ไหนว่า….เขาเป็นเพียงผู้ช่วยของท่านมิใช่รึ? เอ๋…หรือว่าระหว่างท่านกับเขาจะมีความสัมพันธ์อะไรบ้างอย่าง? ตั้งแต่ข้ามาถึง…ข้าก็ได้ยินท่านพูดแต่ชื่อเย่ หยวนมาตลอด”

เฟิน ฉีหลัวหัวเราะขึ้น

 

 

“นี่เจ้า! ดูเหมือนว่าเจ้าอยากโดนข้าตี…เดี๋ยวเจ้าจะโดนไม่น้อย!”

ขณะที่นางพูด…ใบหน้าของนางก็เริ่มแดงขึ้นอีกครั้งด้วยความเขินอาย จากนั้นอาและหลานก็เริ่มตีกันตามภาษาครอบครัว

 

 

หลังจากตีกันไปสักพักหนึ่ง เฟิน ฉีหลัวก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้..พร้อมกับถามอาหญิงว่า

“เย่ หยวนงั้นรึ….ข้ารู้สึกคุ้นกับชื่อนี้อย่างมาก”

“อ้อ..ใช่แล้ว! เขาคือคนที่ต่อสู้ในการประลองความเป็นความตายนี่เอง!”

 

“อ้าว…เจ้าพึ่งรู้รึ? ในตอนนี้ชื่อเสียงของเขานั้นดังไปทั่วสำนักแห่งนี้เลย…ข้าก็ไม่คิดว่าเจ้าจะพึ่งนึกออกในเวลาแบบนี้”

“เจ้ายังไม่รู้สิว่า ในเช้าวันนี้…เขาสามารถผ่านการสอบเลื่อนระดับรวดเดียวถึง3ระดับ…และในตอนนี้เขาก็ได้กลายเป็นศิษย์ระดับปฐพีแล้ว ด้วยพลังเพียงระดับสี่เท่านั้น!”

“ข้าว่า…ในอนาคตอันใกล้เขาอาจจะกลายมาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของเจ้าแน่นอน ระวังตัวไว้เถิด!”

เฟิน หลิวปิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

 

 

เฟิน ฉีหลัวได้แต่อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง สักพักหนึ่งนางถึงตั้งสติได้และถามขึ้นอย่างประหลาดใจว่า  “ไม่น่าเชื่อ!?…เขาเป็นชายที่น่าทึ่งจริงๆ! ดูเหมือนว่าสำนักดานวูสาขารัฐฉินแห่งนี้…ไม่ได้มีผู้ที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์แบบนี้มานานมากแล้ว เขานี่น่าสนใจจริงๆ!”

 

เมื่อพูดคุยกันเสร็จนางก็ขอตัวกลับที่พัก และเฟิน หลัวปิงก็ได้หยิบพู่กันทั้งสองขึ้นมาและซ้อมวาดสองมืออีกครั้ง แม้วงกลมและสี่เหลี่ยมที่ออกมาจะหงิกๆงอๆก็ตาม…แต่นางก็ไม่ยอมแพ้ และได้ฝึกฝนต่อซ้ำแล้วซ้ำเหล่า

 

 

…………………………………………………………

 

 

เช้าวันรุ่งขึ้น เฟิน หลัวปิง และหลานสาวของนาง กำลังมุ่งหน้าไปยังที่พักของเย่ หยวน และเมื่อไปถึงก็พบหญิงรูปงามนางหนึ่งกำลังยืนเฝ้าประตูอยู่ ซึ่งนั้นก็คือ..ลู่เอ๋อนั้นเอง

 

“ขออภัยท่านทั้งสอง นายน้อยของข้ากำลังพักฟื้นร่างกายอยู่จากบาดแผลที่เขาพึ่งได้รับมา…และเขาก็บอกว่าไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปทั้งนั้น”

ลู่เอ๋อกล่าวออกมาอย่างเย็นชา

 

เฟิน ฉีหลัวรับรู้ได้ถึงอารมณ์ของนางในทันที

“นี่! อย่ามาโกหกกันหน่อยเลย…บาดแผลแค่นั้นน่ะรึ จะต้องถึงขั้นพักฟื้นกันเลย?!”

“อาหญิงของข้าและข้ามาที่นี่เพื่อมาขอโทษ แล้วเขาจะต้องการอะไรอีก?”

 

แม้ลู่เอ๋อจะจะมีสีหน้าที่สดใสและน่ารักตลอดเวลา แต่เมื่อหญิงสาวนางนี้กล่าวแบบนี้กับนายน้อยของนาง..สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที

 

เมื่อวานนี้ เมื่อนางได้เห็นนายน้อยของนางกลับมายังที่พักโดยมีสภาพที่บาดเจ็บมาแบบบนี้…หัวใจนางก็รู้สึกเจ็บปวด แล้วในตอนนี้เฟิน ฉีหลัวก็ไม่มีความจริงใจเลยสักนิดที่จะขอโทษนายน้อยของนาง…ดังนั้นนางก็ไม่จำเป็นจะต้องทำตัวสุภาพกับเฟิน ฉีหลัวอีกต่อไป

 

“บาดเจ็บเล็กน้อยงั้นรึ? แม้แต่ข้าเองก็ยังไม่รู้เลย…แล้วเห็นใดท่านถึงรู้มากเพียงนี้? แต่ช่างเถอะ…”

“สิ่งที่ข้าอยากรู้จริงๆคือ…ทั้งๆที่มาอยู่หน้าบ้านคนอื่นแท้ๆ แต่เหตุใดถึงทำกิริยาเช่นนี้…ใครกันที่สอนมารยาทท่าน?  คำว่า“ขอโทษ”นั้นไม่ใช่สิ่งที่ใครจะพูดก็ได้…แต่จะต้องรู้สึกสำนึกจากใจจริงเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์กล่าวออกมาได้ และหากพวกท่านยังไม่มีความสำนึกแบบนี้…ข้าก็หวังแค่เพียงว่า ในอนาคต…พวกท่านทั้งสองโปรดอย่ามายุ่งกับนายน้อยและตระกูลของพวกข้าอีกเลย”

“หวังว่าจะไม่ได้เห็นหน้าอีกเป็นครั้งที่สอง!” ลู่เอ๋อกล่าวล่าพวกนางกลับไปในทันที

 

ทันทีที่เฟิน ฉีหลัวได้ยินแบบนี้…นางก็อ้าปากเตรียมจะสวนกลับ แต่เฟิน หลัวปิงก็นำมือมาปิดปากนางเอาไว้ซะก่อน หากคำพูดที่จะพูดต่อจากนี้หลุดออกไป…นางคงทำลายโอกาสที่เหลืออย่างย่อยยับแน่นอน!

 

“เจ้าลู่เอ๋อสินะ ทั้งหมดเป็นความผิดของพวกเราเอง…โปรดอย่าถือโทษโกรธกันเลย”

“ความจริงแล้ว ฉีหลัวไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรเลย…นางแค่เป็นคนพูดตรงไปตรงมา และดูจะตรงเกินไป แล้วบาดแผลของนายน้อยเจ้าเกิดจากนางเอง…นางเข้าใจผิดจนได้พลั่งมือลงไปและจบลงด้วยการทำร้ายนายน้อยของเจ้าอย่างที่เห็น จริงๆแล้ว…ในหัวใจนางนั้นรู้สึกผิดอย่างมาก”

“ลู่เอ๋อ…เจ้าไม่จำเป็นจะต้องให้อภัยเรื่องปากของนางก็ได้ แต่ที่พวกเรามาหาเขาในวันนี้ก็เพื่ออยากมาขอโทษเขาจากใจจริงๆ และก็ยังมีเรื่องสำคัญที่จำเป็นจะต้องบอกเขาอีกด้วย โปรดให้พวกเราเข้าไปเถิด” เฟิน หลัวปิงกล่าวออกมาด้วยความจริงใจ

 

ทันทีที่สิ้นเสียงเฟิน หลิวปิง จู่ๆเย่ หยวนก็ตะโกนออกมาจากภายในบ้านว่า

“ลู่เอ๋อ บอกพวกเขาว่าข้าไม่ได้อยู่ข้างในนี้!”

 

“…..”

“…..”

“…..”

 

ทั้งสามคนที่อยู่นอกบ้านต่างพากันพูดอะไรไม่ออก

เฟิน ฉีหลัวโมโหทันทีเมื่อได้ยินเขาพูดกวนประสาทเหล่านั้นของเย่ หยวน และนางตั้งท่าที่จะพังประตูบ้านเข้าไปแล้วในขณะนี้ แต่ก็ถูกดึงกลับมาโดยเฟิน หลัวปิง

 

“ถ้าเจ้าสร้างปัญหาอีกครั้ง…คราวนี้เจ้าก็เตรียมตัวกลับไปวังได้เลย!”

เฟิน หลัวปิงกล่าวเตือนหลานของนางด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น เห็นได้ชัดว่านางรู้สึกเหนื่อยใจกับหลานสาวคนนี้จริงๆ

 

เฟิน ฉีหลัวไม่สามารถทำอะไรได้เลยเมื่อได้ยินคำเตือนที่เด็ดขาดของอาหญิงของนาง

จากนั้นเฟิน หลัวปิงก็ได้ตะโกนไปเย่ หยวนว่า

“เย่ หยวน เมื่อวานนี้มันเป็นความผิดของฉีหลัวเอง…และตัวข้าเองก็ขอโทษในนามของนางด้วย แล้วตัวข้าเองก็ขอโทษที่ทำให้เจ้าลำบากใจมาตลอด ข้าสัญญา…ข้าจะไม่บังคับเจ้าให้มาเป็นผู้ช่วยของข้าอีกแล้วในอนาคต เจ้าว่าดีไหม?”

 

 

เอี๊ยดด

ประตู้ได้เปิดออกและเย่ หยวนก็ปรากฏตัวออกมา

“ท่านพูดแล้วนะ! สตรีที่ดีมักจะไม่ผิดคำพูด…อะไรที่พูดไปแล้วมันก็ไม่อาจย้อนกลับได้!”

เย่ หยวนในตอนนี้ก็แข็งแรงดี แล้วไหนล่ะ..ที่บอกว่าบาดเจ็บ?

 

 

“เย่ หยวน นี่เจ้า!” เฟิน ฉีหลัวมองไปยังเย่ หยวนและนางก็อยากจะชักดาบออกมาฟันเย่ หยวนให้เป็นชิ้นๆเหลือเกิน แต่นางก็ถูกห้ามโดยเฟิน หลัวปิงอีกครั้ง

 

“ข้า…ข้าอะไร? อย่าคิดว่าข้าจะกลัวเจ้าเพียงเพราะเจ้าติดอันดับในหอนักสู้!”

“จนกว่าข้าจะสำเร็จอาณาจักรหลอมรวมวิญญาณ…ข้าจะมาจัดการกับเจ้าด้วยมือเพียงข้างเดียว!”

 

เย่ หยวนไม่พอใจหญิงสาวนางนี้อย่างมาก!

 

ที่ผ่านๆมา…เฟิน ฉีหลัวได้ชื่อว่าเป็นดอกไม้น้ำแข็งแห่งสำนักดานวูมาตลอด เนื่องจากไม่ว่าจะสภาการณ์ใด..นางก็ยังคงความเยือกเย็นได้ตลอด และนางก็ไม่เคยสนใจผู้ใดเลยสักคน…แต่เมื่อนางได้พบกับเย่ หยวนเมื่อวานนี้ นางก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนทันที…จากดอกไม้น้ำแข็ง ได้กลายเป็นคนบ้าเป็นที่เรียบร้อย!

 

การที่เย่ หยวนพูดท้าทายนางแบบนี้ อย่างกับว่าเขาได้เดินเข้ามายังประตูนรกด้วยตังเองชัดๆ…แท้จริงแล้ว ประโยคขู่แบบนี้จะต้องเป็นนางพูดกับเย่ หยวนสิ!

 

“อาหญิง ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้…ข้าจะไปฆ่าเจ้านี้!  หึ!…รอเจ้าก้าวข้ามอาณาจักรหลอมรวมวิญญาณทำไมให้โง่ล่ะ เจ้าต้องตายในวันนี้!”เฟิน ฉีหลัวดิ้นอย่างสุดใจ แต่แม้จะดึ้นแค่ไหน…นางก็ไม่สามารถหลุดจากพัฒนาการของอาหญิงได้เลย

 

“หยุดได้แล้ว! เจ้าลองดิ้นมากกว่านี้สิ…ถ้าเจ้ากล้า!” เฟิน หลัวปิงตะโกนใสส่เฟิน ฉีหลัว…และคำพูดของนางก็ทำให้ฉีหลัวหยุดลง

 

 

“เย่ หยวนหากเจ้าไม่ต้องการที่จะมาเป็นผู้ช่วยของข้า…ข้ายอม”

“แต่เจ้าจะต้องสัญญากับข้าข้อหนึ่งก่อน และหากเจ้าทำได้…ข้าก็จะปล่อยเจ้าให้เป็นอิสระ”

เฟิน หลัวปิงกล่าวอย่างสงบ

 

เมื่อได้ยินคำพูดของนาง หางคิ้วของเย่ หยวนก็กระตุกขึ้นในทันที

หญิงสาวนางนี้อาจดูมีเหตุมีผล แต่ในความเป็นจริง…นางนั้นไร้เหตุผลสิ้นดี ในครั้งก่อนหน้า…นางก็พูดแบบนี้ และสุดท้ายเขาก็ติดกับดักของนางไปเต็มๆ…แล้วตอนนี้เขาจะมีอะไรรับประกับล่ะว่า ครั้งนี้นางไม่ได้วางแผนอะไรเอาไว้?

 

“สัญญาอะไร…พูดออกมาก่อน! จะดีมากหากไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาบังคับข้า!”

เย่ หยวนได้กล่าวออกไปเพื่อสร้างหลักประกันให้กับตนเอง

 

แต่นางก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร นางเพียงแค่ยิ้มหวานและกล่าวว่า

“ในอีกสี่วันข้างหน้า ทางสำนักแห่งนี้จะมีการจัดการสอบเลื่อนระดับนักหลอมโอสถขึ้นที่เมืองหลวง…และข้าก็อยากให้เจ้าเข้าร่วมการสอนในฐานะส่วนหนึ่งในกลุ่มของข้า ดังนั้น..ข้าจะให้เจ้าและฉีหลัวไปทำการทดสอบด้วยกัน!”

 

“การสอบเลื่อนระดับนักหลอมโอสถ?” เย่ หยวนตะลึงเมื่อได้ยิน เขาไม่คิดเลยว่า…นางจะขอร้องเรื่องแบบนี้

เรื่องการทดสอบไม่เท่าไหร่ แต่ตัวเขาเองนั้นมีอคติกับพวกสมาคมนักหลอมโอสถมันตั้งแต่แรกแล้ว

ในชีวิตที่ผ่านมาทั้งเขาและพ่อของเขา ก็ตามถูกเหล่าคนจากสมาคมพวกนี้ดูถูกมาโดยตลอดในดินแดนศักดิ์สิทธิ์

 

“ถูกต้อง ข้าต้องการให้เจ้าเข้าร่วมการสอบเลื่อนระดับนักหลอมโอสถ…และเจ้าจะต้องแสดงผีมือทั้งหมดที่มีกับการสอบครั้งนี้…แล้วเจ้าก็ไม่ต้องมาหลอกข้าด้วยว่าไม่มีฝีมือพอที่จะไปสอบ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้?”

 

เฟิน หลัวปิงรู้ดีว่าตอนนี้เย่ หยวนนั้นมีฝีมือเหนือกว่าศิษย์ในด้านโอสถทุกคนในสำนัก และเนื่องจากพลังของเขาที่มีเพียงเท่านี้…จึงทำให้เขาไม่สามารถปรุงยาระดับสูงได้

 

แต่แท้จริงแล้ว ไม่มีใครรู้ว่า…ฝืมือในด้านโอสถของเย่ หยวนนั้นเรียกได้ว่าอยู่บนจุดสูงสุดของศาสตร์แห่งโอสถไปแล้ว หากเขาได้ตำแหน่งอะไรติดไว้ติดมือมาบ้าง…บางทีเวลาที่เขาจะทำอะไรก็อาจจะสะดวกขึ้นอย่างมาก?

 

เย่ หยวนไม่ได้ตอบรับเฟิน หลัวปิงในทันที…เขาได้เดินวนไปวนมาเพื่อชั่งใจสักครู่ และในที่สุดเขาก็หยุดเดินพร้อมกับพยักหน้า

“ได้…ข้าจะเข้าร่วม”

 

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top