ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 75 สู้เพื่อจุดสูงสุด

 313 Views

จักรพรรดิปรุงยาแห่งวิถีสวรรค์ ตอนที่ 75 สู้เพื่อจุดสูงสุด

 

จิงหวู่จื้อมีพลังของจอมยุทธระดับรวมธาตุขั้นเก้าและมีทักษะยุทธระดับเหลืองขั้นสูงซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่จอมยุทธระดับรวมธาตุจะสามารถใช้ได้ ยิ่งกว่านั้นมันยังสามารถสร้างปราณได้ถึงสองอัน ดังนั้นในหมู่จอมยุทธระดับรวมธาตุแล้ว มันเป็นคนที่เกือบจะเรียกได้ว่าราชาที่แท้จริง

 

แต่โชคร้ายที่คู่ต่อสู้ของมันคือหลิงฮัน!

 

ปราณดาบสี่เล่มเทียบเท่ากับการเป็นราชาที่แท้จริงของระดับพลังบ่มเพาะนี้

 

จิงหวู่จื้อรู้สึกราวกับมันกำลังปะทะกับฉีฮวงเย่อีกครั้ง ความแตกต่างเดียวคือฉีฮวงเย่จะแข็งแกร่งกว่าในด้านของพลังโจมตี แต่ในด้านอื่น หลิงฮันไม่ได้ด้อนกว่าฉีฮวงเย่แม้แต่น้อย ในความเป็นจริง ความเร็วในการตอบโต้ของหลิงฮันเรียกได้ว่ายอดเยี่ยมกว่าฉีฮวงเย่ด้วยซ้ำ

 

นี่ใช่ชายหนุ่มอายุสิบเจ็ดปีจริงๆรึ?

 

พรสวรรค์ของเขาจะน่ากลัวเกินไปแล้ว!

 

จนในที่สุดจิงหวู่จื้อก็ยอมละทิ้งความคิดที่จะแก้แค้น มันถึงขั้นตัดสินใจว่าจะไปขอโทษโทษหลิงฮันพร้อมกันน้องชายของมัน และลบล้างความรู้สึกแย่ๆระหว่างพวกมันกับหลิงฮันทิ้งให้หมด

 

เป็นเพราะในอนาคตหลิงฮันจะต้องประสบความเร็จที่สูงมากแน่ๆ และสามารถรับประได้เลยว่าเขาจะต้องกลานเป็นตัวตนที่อยู่เหนือจิงหวู่จื้อแน่นอน ในเมื่อไม่มีทางที่มันจะกำจัดศัตรูเช่นนี้ทิ้งได้ ดังนั้นความคิดที่ดีที่สุดก็คือต้องไปพัฒนาความสัมพันธ์กับอีกฝ่ายให้ดีขึ้น

 

การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป ในครั้งนี้นอกจากทักษะโลหิตหมาป่าเดียวดายและคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ หลิงฮันได้ใช้ความสามารถทุกๆที่เขามี ซึ่งทำให้เขาได้สนุกกับการต่อสู้อย่างเต็มที่ แต่น่าเสียดายที่เมล็ดก่อเกิดห้าธาตุเผาผลาญปราณก่อเกิดในอัตราความเร็วที่สูงมาก ทำให้เขาไม่สามารถต่อสู้ได้อย่างยืดเยื้อเท่าไหร่

 

…ถ้าเขาได้รับหญ้าแสงจันทรามา มันจะช่วยขยายพื้นที่ในตันเถียนของเขาได้หลายเท่า

 

หลังจากปะทะกันได้มากกว่าร้อยกระบวนท่า ทั้งสองคนคนยังคงต่อสู้กันได้อย่างสูสี

 

จิงหวู่จื้อคิดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ‘เบื้องหลังของหลิงฮันมีนักปรุงยาระดับดำสามคนอยู่ และไม่ว่าอย่างไร…’ เป็นดังเช่นเหล่าคนก่อนหน้านี้ มันเลือกที่จะจงใจยอมแพ้เพื่อสร้างความพึงพอใจให้หลิงฮัน และหลังจากนี้หากมันพาน้องชายของมันไปขอโทษหลิงฮัน อาจจะสามารถลบล้างความรู้สึกแย่ๆระหว่างพวกมันได้ง่ายขึ้น

 

“น้องชายหลิงช่างโดดเช่นในวิถียุทธยิ่งนัก ข้าขอยอมแพ้!” มันก้าวถอยหลังอย่างรวดเร็ว และประสานมือประกาศยอมแพ้

 

การเคลื่อนไหวของหลิงฮันเริ่มจะเชื่องช้าลงแล้ว และเขากำลังจะโคจรทักษะโลหิตหมาป่าเดียวดายเพื่อโค่นอีกฝ่ายลงในพริบตา เขาไม่เคยคิดเลยว่าจิงหวู่จื้อจะยอมจงใจยอมแพ้ เมื่อเขาเห็นท่าทางเป็นมิตรที่อีกฝ่ายแสดงออกมา เขาจึงพยักหน้าตอบและพูด “ขอบคุณที่ช่วยชี้แนะ”

 

ไม่ใครก็ย่อมทำเรื่องผิดพลาดกันได้ หากเป็นไปได้ก็เป็นเรื่องดีที่จะยกโทษให้ ยิ่งกว่านั้น ความบาดหมางระหว่างเขากับจิงหวู่จื้อก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่จะไม่สามารถยกโทษให้ได้อยู่แล้ว

 

“พอกันที มีการยอมแพ้เกิดขึ้นอีกแล้ว”

 

“หรือว่าทักษะยุทธที่หลิงฮันเรียนรู้มา จะมีบางทักษะที่สามารถทำให้คู่ต่อสู้ยอมแพ้ได้?”

 

“ฮ่าๆๆ ถ้าเจ้ามีพรสวรรค์เช่นหลิงฮันและสามารถสร้างปราณดาบสี่อันได้ ข้าจะยอมขอยอมแพ้ต่อหน้าเจ้าเลย”

 

“เจ้าบ้า ปราณดาบสี่เล่มจะสามารถสร้างได้ง่ายๆที่ไหนกัน?”

 

โชคดีที่หลิงฮันเหลือผู้ท้าประลองอีกคนเดียวเท่านั้น ถึงแม้ฉีฮวงเย่จะประกาศยอมแพ้ พวกมันก็แค่ยอมตกตะลึงอีกเพียงครั้งเดียว

 

“ยอดเยี่ยม!” หลิงตงซิงกำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น บุตรของมันสามารถต่อสู้มาไดเขนาดนี้ มันยังจะต้องการอะไรอีก? มันนึกถึงเรื่องที่เมื่อหนึ่งเดือนก่อน บุตรของมันบอกเอาไว้ว่าเขาจะได้อันดับที่หนึ่งในการประลอง ตอนนั้นไม่รู้สึกไม่เชื่อแม้แต่น้อย แต่ตอนนี้ล่ะ?

 

อันดับหนึ่งอยู่ใกล้แค่เอื้อม!

 

ถึงแม้มันจะรู้ว่าฉีฮวงเย่นั้นทรงพลังและทักษะบุตรแห่งหมัดสวรรค์สามารถเทียบได้กับปราณดาบสี่เล่ม แถมพลังบ่มเพาะของฉีฮวงเย่ยังเหนือกว่าหลิงฮัน แต่มันก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกมีความหวังขึ้นมาในใจ

 

ถ้าหากบุตรของมันทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ล่ะ?

 

อันดับหนึ่ง!

 

ในเมื่อหลิงฮันสามารถมาไกลได้ขนาดนี้ ดังนั้นเขาจะต้องหวังอันดับหนึ่งเอาไว้แน่นอน ถ้าเขาไม่ทำแม้แต่ลองท้าประลองแย่งชิงอันดับหนึ่ง เขาจะต้องรู้สึกเสียใจไปตลอดชีวิตแน่

 

เจ้าของลานคนอื่นต่างก็ท้าประลองกัน แต่ผู้ชมที่ยังดูการต่อสู้เหล่านั้นอยู่มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทุกคนล้วนแต่รอให้หลิงฮันฟื้นฟูพลังเพื่อท้าประลองการต่อสู้สุดท้ายจนแทบจะลืมหายใจ

 

หลิงฮันจะสร้างปาฏิหาริย์ได้อีกครั้งและกลายเป็นม้ามืดที่แข็งแกร่งที่สุดในการประลองต้าหยวนครั้งนี้หรือไม่? หรือจะเป็นองค์ชายสี่ที่จะได้เป็นคนหัวเราะคนสุดท้าย?

 

หลิงฮันมีเวลาเหลือเฟือที่จะให้พักฟื้นฟู เพราะไม่มีกฎบอกเอาไว้ว่าเขาจะต้องท้าประลองทันทีเมื่อหมดเวลาครึ่งชั่วโมง

 

เขาจะต้องฟื้นฟูกลับไปยังสภาพที่ดีที่สุดก่อนที่จะท้าประลองกับฉีฮวงเย่

 

ถึงแม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน หลิงฮันก็ยังไม่ทำการท้าประลอง แต่ไม่มีผู้ชมคนใดเร่งเร้าให้เขาทำเช่นนั้น เพราะพวกมันรู้ดีว่าหลิงฮันจะต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมที่สุดเท่านั้น เขากับองค์ชายสี่ถึงจะสามารถต่อสู้กันได้อย่างดุเดือด

 

หลังจากผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดหลิงฮันก็ยืนขึ้น

 

‘มาแล้ว! มาแล้ว!’

 

ผู้ชมทุกคนคิดเป็นเสียงเดียวกัน และรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที

 

“องค์ชายสี่ มาประลองกันเถอะ!” หลิงฮันกระโดดขึ้นไปบนลานประลองที่หนึ่ง และท้าทายฉีฮวงเย่

 

“น้องชายหลิงโปรดชี้แนะ!” ฉีฮวงเย่ยิ้มและเริ่มรู้สึกอึดอัด

 

เพราะอย่างไร ผู้เข้าประลองก่อนหน้านี้ต่างก็ขอยอมแพ้เพราะมีนักปรุงยาระดับดำสามคนอยู่เบื้องหลังหลิงฮัน… มันควรจะขอยอมแพ้ด้วยหรือไม่?

 

ถ้ามันยอมแพ้… อันดับหนึ่งของการประลองต้าหยวนครั้งนี้ที่มันรอคอยมาสามปี และหญ้าแสงจันทราสามารถช่วยให้มันก้าวไปยังระดับก่อเกิดธาตุได้ในทันที ซึ่งช่วยลดระยะเวลาบ่มเพาะของมันไปได้ถึงสองสามปีเป็นอย่างน้อย

 

แต่ถ้ามันไม่ยอมแพ้… คนอื่นๆต่างก็ยอมแพ้มาแล้ว และถ้ามันไม่ทำ… นั่นไม่ใช่ว่าหมายถึงมันไม่ยอมไว้หน้าหลิงฮันหรอกรึ?

 

ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่เท่าไหร่ แต่ฉีฮวงเย่เป็นคนที่มีความทะเยอทะยานสูง มันคือคนที่จะกลายเป็นเจ้าเมือง และเจ้าเมืองจะต้องเป็นที่เคารพและค้นหาเหล่าคนที่มีพรสวรรค์จากทุกที่มาคอยสนับสนุน โดยเฉพาะอัจฉริยะเช่นหลิงฮัน การที่จะมีความบาดหมางกับเขาเป็นสิ่งที่เลวร้ายมาก

 

แล้วจะไม่ให้ฉีฮวงเย่ตกอยู่ในสถาการณ์ที่ลำบากแบบนี้ได้อย่างไร?

 

จนสุดท้าย ฉีฮวงเย่ก็ตัดสินใจที่จะต่อสู้จนถึงที่สุด ถ้าเรื่องจะเลวร้ายก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไป หลังจากที่มันนำหญ้าแสงจันทราไปให้หลอมเป็นเม็ดยา มันตั้งใจว่าจะนำไปให้หลิงฮันเม็ดหนึ่ง

 

“โปรดชี้แนะด้วย!” หลิงฮันกวัดแกว่งดาบ ปรารดาบสี่เล่มได้ปรากฏขึ้นมา

 

ฉีฮวงเย่คำรามและเริ่มใช้ทักษะบุตรแห่งหมัดสวรรค์ การเคลื่อนไหวของมันดูยิ่งใหญ่ราวกับว่าหนึ่งหมัดของมันสามารถบดขยี้ได้ทุกสิ่ง และที่ยิ่งน่ากลัวกว่านั้นคือที่รอบกำปั้นของมันมีปราณหมัดอยู่ถึงสามอัน!

 

ผู้ชมต่างอ้าปากค้างเพราะความตกตะลึง กลับกลายเป็นว่าก่อนหน้านี้ ฉีฮวงเย่ยังไม่ได้ใช้พลังออกมาทั้งหมด และนี่คือพลังที่แท้จริงขององค์ชายสี่!

 

แข็งแกร่งยิ่งนัก แล้วแบบนี้หลิงฮันจะไปชนะได้อย่างไร? ต่อให้คู่ต่อสู้ของฉีฮวงเย่เป็นคนที่ใกล้จะทะลวงผ่านระดับก่อเกิดธาตุ มันก็ยังใม่ใช่คู่ต่อสู้ของฉีฮวงเย่อยู่ดี

 

“ปัง! ปัง! ปัง!”

 

หลังจากรับมือกับหมัดที่รุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลิงฮันได้ถูกทำให้ถอยหลังอย่างต่อเนื่อง อย่างๆรก็ตาม ถึงแม้เขาจะเผชิญหน้ากับการโจมตีเช่นนี้ ร่างกายของเขาก็ไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย

 

กายาต้นไม่มรณะ!

 

หลิงฮันชะงักเล็กน้อย ถ้าเลือดของเขาไม่ไหลออกมา เขาจะเริ่มโคจรทักษะโลหิตหมาป่าเดียวดายได้อย่างไร? กลับกลายเป็นว่าพลังป้องกันของเขาแข็งแกร่งเกินไปจนขัดแย้งกับการใช้ทักษะโลหิตหมาป่าเดียวดาย

 

เขาอ้าปากและกัดลิ้นตัวเองอย่างรุนแรง เกิดรสชาติของเลือดขึ้นในปากของเขาทันที ในที่สุดเขาก็เลือดออก

 

“ฟูม” เมล็ดก่อเกิดห้าธาตุทั้งสี่เมล็ดในร่างของเขาเริ่มหมุนอย่างรวดเร็ว ทำให้พลังของเขาเพิ่มขึ้นไปสู่ระดับใหม่

 

ระดับรวมธาตุขั้นเก้า!

 

ยิ่งระดับพลังบ่มเพาะสูงขึ้นเท่าไหร่ พลังที่ทักษะโลหิตหมาป่าเดียวดายจะเพิ่มขึ้นได้ก็น้อยลงเท่านั้น แต่แค่เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

 

หลิงฮันกวัดแกว่งดาบเหล็กในมือ และใช้เพลงดาบอสนีบาตฟาดฟันออกไปเต็มกำลัง

 

“ปัง ปัง ปัง ปัง… ตูม ตูม ตูม ตูม” ทั้งสองคนเข้าปะทะกันอย่างดุเดือดและแสดงพลังของตนเองออกมาเรื่อยๆ

 

“พระเจ้า ระดับรวมธาตุกลับสามารถทรงพลังได้ถึงขนาดนี้!”

 

“ข้าเองก็อยู่ในระดับรวมธาตุขั้นเก้า แต่ถ้าข้าเป็นคนที่เข้าไปสู้ ข้าคงจะพ่ายแพ้ภายในสามกระบวนท่า”

 

“ถ้าเจ้าเอาแต่เปรียบเทียบตัวเองกับคน มันจะทำให้เจ้าอารมณ์เสียซะเปล่าๆ เหล่าคนรุ่นใหม่กำลังจะทำแทนคนรุ่นเก่าในไม่ช้า”

 

“พวกเราแก่กันมากแล้ว ยุคสมัยนี้เป็นของคนรุ่นใหม่”

 

หัวหน้าตระกูลหลายคนจากเมืองหมอกเมฆาต่างก็ถอนหายใจด้วยความอ่อนเพลีย พวกมันบางคนมีอายุสามสิบและสี่สิบปี หรือแม้กระทั่งห้าสิบปีก็มี พวกมันทุกคนล้วนติดอยู่ในระดับรวมธาตุขั้นเก้า และไม่สามารถทะลวงผ่านไปได้เป็นเวลานานแล้ว พวกมันฝึกฝนพัฒนาปราณก่อเกิดของพวกมันจนถึงขีดจำกัด แต่เมื่อมาเจอกับอัจฉริยะลุ่ยเยาว์สองคนนี้ พวกมันทำได้แค่เพียงถอนหายใจเพราะความด้อยกว่า

 

*ติดตามข่าวสารได้ที่ เพจ*

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top