ขนาดตัวอักษร

บทที่ 114 มนุษย์จะไม่รวยหากไม่มีเงินสกปรก ม้าจะไม่อ้วนถ้ามันไม่แอบกินหญ้า !

 8446 Views

บทที่ 114 มนุษย์จะไม่รวยหากไม่มีเงินสกปรก ม้าจะไม่อ้วนถ้ามันไม่แอบกินหญ้า !

ภายในระยะ 50 เมตร พลังของหน้าไม้มีพลังทำลายไม่ต่ำกว่าปืนพกเลย ความจริงแล้วอาจจะแข็งแกร่งกว่าด้วยซ้ำ !

เมื่อมองเห็นเป่ยเฟิงที่ไม่ตอบสนองกับลูกศร เกาเจียจึงเผยรอยยิ้มเต็มใบหน้า แกสามารถสู้กับคนถึงร้อยคนได้ด้วยตัวคนเดียวใช่ไหม ? แล้วเลือดกับเนื้อแกจะขวางลูกศรได้หรือเปล่า ?

‘ดูเหมือนว่ามันใกล้จะถึงเวลาที่ฉันจะได้ก้าวไปในตำแหน่งสูงแล้วสินะ !’ เกาเจียไม่ลืมคำสัญญาที่พวกจิ้งจอกเฒ่าเคยให้ไว้กับเขาเมื่อครู่

เรื่องแบบนี้แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถกลับคำได้ ยิ่งหากคนอื่นรู้เกี่ยวกับคำสัญญาที่พวกเขาให้ไว้นั้นจะหมายถึงหายนะของพวกเขา ! สิ่งที่สำคัญที่สุดของพวกเขาคือศักดิ์ศรีและหน้าของพวกเขา ! หากพวกเขาผิดคำพูดละก็ คนรอบข้างพวกเขาจะปฏิเสธที่จะเข้าใกล้รวมทั้งแสดงท่าทีเหยียดหยามไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม !

“แก๊ง แก๊ง !”

ในขณะที่เกาเจียกำลังฝึกหวานถึงชัยชนะของเขาอยู่ มันก็มีเสียงดังบางอย่างดังออกมา หลังจากนั้นเขาก็หันไปตรงที่มาของเสียงก่อนที่ใบหน้าของเขาจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปราวกับเหมือนเห็นผี “มะ มันทำได้ยังไงกัน ?”

ลูกศรทั้งสามลูกกลิ้งไปมาอยู่บนพื้น เป่ยเฟิงมองไปที่เกาเจียที่กำลังทำหน้าหวาดกลัวอยู่ “แกใช่หรือเปล่าที่ยิงมา ? อ่อนแอสิ้นดี !”

ลึกลับที่ 4 และคนอื่น ๆ ยืนอยู่ข้างหลังของเป่ยเฟิง ร่างของพวกเขาเปียกโชกไปด้วยเลือดแต่ไม่ใช่เลือดของพวกเขา ส่วนมากมันเป็นของคนอื่น

ใบหน้าของเกาเจียบิดเบี้ยวอย่างมาก แม้แต่ลูกศรที่เร็วเหมือนสายฟ้าก็ยังไม่สามารถทำอะไรกับเป่ยเฟิงได้เลย แล้วแบบนี้เขาจะทำอะไรได้อีก ? “นี้เป็นความผิดของผมเอง … ผมหวังว่าท่านผู้ยิ่งใหญ่จะยกโทษให้กับความผิดที่ตัวผมผู้ต่ำต้อยคนนี้ได้ทำไป ผมยินดีจะชดใช้เป็นเงินทั้งหมดตราบใดที่ท่านต้องการ !”

เกาเจียก้มหัวลงต่ำแทบจะกอดขาของเป่ยเฟิง ตอนนี้เขาลดระดับตัวเองให้ต่ำที่สุด

“ดี ในเมื่อแกยอมรับความผิดแล้ว งั้นก็ไปตายซะ !”

“ไม่ !”

เมื่อเกาเจียได้ยินคำแรก เขาก็แอบยิ้มให้กับตัวเอง คนฉลาดต้องไหลไปตามน้ำ ถึงตอนนี้ฉันจะดูเชื่อฟังแก แต่ถ้าฉันได้โทรหาพี่น้องของฉันได้เมื่อไหร่แกตายแน่ ! แต่เมื่อเขาได้ยินคำพูดสุดท้ายของเป่ยเฟิง หัวใจของเขาก็เต้นไม่เป็นจังหวะ เขาเงยหน้าของเขาขึ้นแต่เขาเห็นเพียงแสงสีฟ้าบางอย่างผ่านตาของเขาไปเท่านั้น !

เกาเจียร้องโหยหวนออกมาก่อนที่จะถูกแสงสีฟ้าเจาะเข้าไปในหน้าผากของเขาแล้วค่อย ๆ ทรุดตัวลงกับพื้น !

“ดูเหมือนว่าท้องฟ้าในเมืองชิงเฉิงกำลังจะเปลี่ยน !”

ชายชราที่ยืนอยู่หน้าแก๊งวูลงถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้

ตอนแรกแก๊งวูลงเพียงแค่ต้องการดูการแสดงดี ๆ เท่านั้น แต่เมื่อกลุ่มของเป่ยเฟิงเริ่มเผยทักษะและพลังของพวกเขา มันได้เปลี่ยนทำให้ตอนนี้พวกแก๊งวูลงราวกับกำลังเป็นจักจั่นที่อยู่ในฤดูหนาวที่หนาวเย็น

และตอนนี้เป่ยเฟิงก็หันมามองแก๊งวูลง ทั้งกลุ่มไม่สามารถทำอะไรได้พวกเขาได้แตตัวสั่นและกลัวว่าจะกลายเป็นเป้าหมายต่อไปแทน

“พื้นที่ตรงนี้มันต้องทำความสะอาด พวกนายมีปัญหาไหมที่จะเป็นคนทำมัน ?” เป่ยเฟิงถามเบา ๆ

หลังจากแก๊งวูลงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก พวกเขาคิดว่าเกือบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว

พวกเขาพยักหน้าอย่างแรง เป่ยเฟิงเดินไปที่สมาชิกระดับสูงของแก๊งฉิงที่กำลังยืนเฉย ๆ พร้อมกับพวกลึกลับที่เดินตามหลังเขามา

***

ในวันเดียวกันได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสังคมใต้ดินเมืองชิงเฉิง !

หนึ่งในสองแก๊งที่ปกครองเมืองใต้ดินของชิงเฉิงถูกลบหายจากไป !

กลุ่มที่ไม่รู้จักก่อนหน้านี้ที่ชื่อกองกำลังของเป่ยเฟิงได้เข้าควบคุมกิจการทั้งหมดของแก๊งฉิง นอกจากนี้พวกแก๊งเล็ก ๆ จำนวนมากยังได้ประโยชน์ในการปล้นแย่งชิงพื้นที่เก่า ๆ ของแก๊งฉิงด้วย

แต่สุดท้ายแก๊งพวกเล็ก ๆ พวกนี้หลังจากที่ได้ขโมยรวมถึงรุกรานอาณาเขตเข้ามาแล้วอยู่ดี ๆ พวกนั้นก็หายไปทันที อีกทั้งตอนนี้แก๊งวูลงก็แสดงความเป็นกลางอย่างมากราวกับว่าเหตุการณ์นี้พวกเขาไม่ได้สนใจมันแม้แต่น้อย

ในความจริงแล้วหัวหน้าของแก๊งวูลงได้รับรายงานบางอย่าง ทุกคนที่กลับมาจากทะเลสาบนั่นอยู่ในอาการสั่นกลัวทุกคน พวกเขาเล่าถึงความโหดร้ายของเป่ยเฟิงไม่ว่าจะความโหดร้ายหรือความแข็งแกร่ง หัวหน้าแก๊งวูลงต้องการใช้ความวุ่นวายนี้เพื่อยึดครองเมืองใต้ดินของชิงเฉิง เขาตัดสินใจที่จะระดมกองกำลังและรอคอยบางอย่าง

“หึหึ แกคิดว่าแก๊งวูลงของฉันมันจะจัดการไอ้พวกแก๊งฉิงไม่ได้ ? ที่จริงแล้วฉันแค่รอดูโชว์ดี ๆ เท่านั้น ใครจะรู้ถ้าฉันขยับแม้แต่นิ้วเดียวบางทีเมืองใต้ดินของเมืองชิงเฉิงจะอยู่ในมือของฉันก็ได้ !”

เซียงเหว่ย ลูบมือของเขาด้วยความยินดีและหัวเราอยู่ในมุมมืด

หากเทียบความแข็งแกร่งแล้ว แก๊งวูลงนั่นไม่สามารถเทียบกับแก๊งฉิงได้เลย แต่นั่นมันเรื่องในอดีต !

ตอนนี้แก๊งฉิงถูกถอนรากถอนโคลนเกือบหมดแล้ว แล้วจะมีอะไรให้เขากลัวอีก ?

ในขณะที่ชิงเฉิงกำลังอยู่ในความวุ่นวาย เป่ยเฟิงก็กลับมาหมู่บ้านชิงหลิงเรียบร้อย “หูทั้งสองของถูกปิดกั้นโดยหน้าต่าง สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำได้คือการอ่านหนังสือ !” เขาบอกกับตัวเอง

‘การไปครั้งนี้คุ้มค่าจริง ๆ อย่างน้อยพี่ใหญ่คนนี้ก็จะได้รวยซักที !’

เป่ยเฟิงอยู่ใต้ต้นไทรในขณะที่ปิดหนังสือเก่า ๆ ในมือเขา [1]

แม้ว่าดวงตาจะอยู่ที่หนังสือ แต่ใจของเขามันอยู่ที่ตู้กดเงินแล้ว ใช่แล้ว เป่ยเฟิงสามารถทำบัตรใหม่ได้แล้ว นอกจากนี้ตอนนี้เขายังรวยมากอีกด้วย !

“อย่างที่คิด คนสมัยก่อนต่อให้มีคุณธรรมแค่ไหนมันก็ยังมีความลับที่ซ่อนอยู่เหมือนกับคำว่า ‘มนุษย์จะไม่รวยหากไม่มีเงินสกปรก ม้าจะไม่อ้วนถ้ามันไม่แอบกินหญ้า’ มันเป็นจริงอย่างที่เขียนไว้ ! ”

รอยยิ้มของเป่ยเฟิงกว้างยิ่งขึ้นในขณะที่เขาหรี่ตาลง จากตอนแรกที่เขากลายเป็นชาวนาผู้ยากจน ในตอนนี้เขาก็มีเงินมากมายในกระเป๋าของเขาแล้ว !

ภายใต้ความเป็นตาย สมาชิกหลักของแก๊งฉิงได้พาเขาไปที่กบดานของเซียตง จากนั้นเขาก็เปลี่ยนมันให้เป็นคนจนโดยมือของเขา

ตอนนี้จำนวนเงินในบัญชีของเขาทะลุ 9 หลักแล้ว ! ความรู้สึกเจ็บปวดในตอนแรกที่ต้องสูญเสียกลีบดอกต้นผีดูดเลือดนั่นเริ่มได้รับการเยียวยาแล้ว ตอนนี้เขาสามารถจัดการพวกมันเท่ากับการทำให้เขาสูญเสียไปได้แล้ว

วางหนังสือไว้แล้วหันไปมองคนงานในลานกว้าง ดวงอาทิตย์ขึ้นสูงและพวกผู้ชายที่เหงื่อออกมาราวกับน้ำ เขาส่ายหัวของเขาก่อนจะไปบอกเปยเซียงให้เตรียมซุปถั่วเขียวมาเป็นเครื่องดื่มสำหรับพวกผู้ชาย ดวงอาทิตย์ในวันนี้มันร้อนแรงเกินไป นอกจากนี้ซุปถั่วเขียวมันก็ไม่ได้แพงมากนัก

เขาต้องยอมรับเลยว่าพนักงานที่ลุงเซียงหาให้นั้นสุดยอดจริง ๆ ผลงานที่พวกเขาทำดีมาก นอกจากนี้ก็ทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมาก

ในเวลาไม่กี่วัน ด้านทั้งสองของบ้านเขามันถูกทุบแล้วสร้างใหม่ขึ้นมาแทน

ดูแล้วงานน่าจะใกล้เสร็จภายในไม่กี่วันนี้

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้าก็เจ็ดโมงเย็นแล้ว คนงานเริ่มเก็บของต่าง ๆ ไว้ เป่ยเฟิงไม่ได้เตรียมอาหารค่ำไว้ให้พวกเขา มันขึ้นอยู่กับเจ้าบ้านว่าจะจ่ายเงินเพิ่มหรือจะเตรียมอาหาร 3 มื้อให้กับคนงานแทน แน่นอนอยู่แล้วว่าเป่ยเฟิงจะเลือกอะไร

บ้านของเขามันไม่เหมือนคนอื่น เขาจะให้คนงานมากินอาหารที่ทำจากเนื้อซาราแมนเดอร์ได้ยังไง ?

หลังจากที่คิดดีแล้วเป่ยเฟิงตัดสินใจที่จะเพิ่มค่าจ้างให้คนงานแทน ซึ้งคนงานพวกนี้ก็ไม่ได้ร้องเรียนใด ๆ ทั้งสิ้น พวกเขาไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยเลย !

เมื่อคนงานจากไปหมดแล้ว เป่ยเฟิงและไป่เซียงก็เริ่มทำอาหารมือเย็น ไม่นานนักกลิ่นหอมก็ลอยกระจายไปทั่วลานกว้าง จากนั้นจิ้งจอกน้อย ไม่รู้จักพอและหลุมดำก็วิ่งมาพร้อมกับลิ้นห้อยยาว ๆ ของพวกเขาที่กำลังตื่นเต้น

“เจ้านาย ผมมีบางอย่างที่ต้องคุยกับคุณ”

หลังจากที่เป่ยเฟิงกินเสร็จแล้วกำลังจะออกไป ไป่เซียงก็พูดออกมา จากที่เห็นการแสดงออกบนหน้าของไป่เซียงแล้ว เป่ยเฟิงก็ถามขึ้นมา “เอาล่ะ มีอะไร ?”

ไป่เซียงตกอยู่ในความเงียบชั่วครู่ก่อนจะพูดออกมา “ตาแก่บอกให้ผมกลับไปที่ภูเขาคุนหลุนเพื่อฝึกฝนเป็นระยะเวลาหนึ่งสำหรับการฝึกขั้นสุดท้าย” ในที่สุดเขาก็พูดออกมา

เป่ยเฟิงมองไปที่ไป่เซียงด้วยความจริงจังก่อนจะบอก “แล้วจะไปเมื่อไหร่ ?”

“พรุ่งนี้ครับ” มองไปที่เท้าพร้อมกับความโศกเศร้า

“อืม ประตูมันเปิดต้อนรับนายเสมอถ้านายต้องการจะกลับมา”

หลังจากนั้นเป่ยเฟิงก็เดินออกไป

‘ฉันไม่คิดเลยว่ามีคนที่สามารถฝึกให้ไป่เซียงหน้ากลัวขนาดนี้ได้’ เป่ยเฟิงอยู่บนเตียงแล้วเงยหน้ามองเพดานห้อง

เขามีชีวิตที่ยากลำบาก พ่อแม่ของเขาเสียชีวิตไปนานแล้ว นอกจากนี้เขายังมีความสามารถที่สูงอีกด้วย ทั้งหมดนี้มันเป็นสิ่งที่ดี แต่ทำไมมันราวกับว่าเขาเป็นตัวละครหลักในนิยายแฟนตาซีเลย ?

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top