ขนาดตัวอักษร

Chapter 73: ปรับปรุงสำนักเทียนหยุน

 153 Views

 

เมื่อกลับมาถึงสำนักเทียนหยุนแล้ว เฉินเฉินก็จัดเก็บของที่เขาได้มาในระหว่างเดินทาง

 

มีเกล็ดมังกรมากกว่าหนึ่งร้อยชิ้นและหัวใจมังกรครึ่งนึงอยู่บนโต๊ะ

 

นอกจากนี้ ยังมีเนื้อมังกรหนึ่งร้อยปอนด์ (ประมาณ 45 กิโลกรัม) อยู่ในแหวนเก็บของของเขา และยังมีนอกจากนี้อยู่ในครัวด้วย

 

หลังจากที่ปีศาจมังกรถูกตัดหัว ร่างกายของปีศาจมังกรก็จมลงไปในแม่น้ำและเฉินเฉินก็เก็บทั้งหมดนี้มากับเขาด้วย

 

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้หน้าด้านถึงขนาดที่จะเอามาเยอะเกินไป และเอามาแค่ส่วนน้อยเท่านั้น ซึ่งชิ้นส่วนที่เหลือก็ได้ถูกแบ่งกันระหว่างเซี่ยวอู่โยวกับโยวหลัวฉุย

 

แน่นอนว่า นอกจากของพวกนี้ ยังมีกระเป๋าเก็บของอีกประมาณเจ็ดหรือแปดใบอยู่ในแหวนเก็บของของเฉินเฉินและแหวนเก็บของอีกวงนึง ซึ่งมันคือของทั้งหมดที่เขาพบในถ้ำมังกรที่อยู่ใต้แม่น้ำโดยใช้ความช่วยเหลือของระบบ

 

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้รีบเปิดหีบสมบัติ เพราะเขารู้สึกว่าให้สิทธินั้นกับจางจีจะดีกว่า

 

“นายท่าน หอยแมลงภู่พวกนี้เอาไว้ทำอะไรหรอคะ? ดูเหมือนพวกมันจะไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย….” หูเซียงเอ๋อที่อยู่ในครัวถามด้วยความสงสัย

 

ถ้าพูดโดยทั่วไปแล้ว วัตถุดิบที่เธอใช้ทำอาหารนั้นทั้งหมดเป็นสมบัติสวรรค์ที่เฉินเฉินเก็บมา

 

นี่เป็นครั้งแรกที่ของระดับต่ำอย่างหอยแมลงภู่ปรากฎขึ้นในครัว

 

เมื่อได้ยินเช่นนี้ หางตาของเฉินเฉินก็กระตุก พระเจ้ารู้ดีว่าทำไมเขาถึงอยากเก็บหอยแมลงภู่พวกนี้มา จิตสำนึกแค่สั่งให้เขาเก็บพวกมันมา

 

“ไม่มีอะไรหรอก แค่นำมันไปทำอาหารกับเนื้อมังกรก็พอ”

 

“ได้ค่ะนายท่าน” หูเซียงเอ๋อยอมทำตามอย่างเชื่อฟัง ตอนนี้เฉินเฉินมีพลังของมังกร ซึ่งนี่ยิ่งทำให้เธอระวังเขาขึ้นไปอีก

 

นอกจากนี้ ด้วยการติดตามเฉินเฉิน เธอจึงเป็นปีศาจที่ได้กินเนื้อมังกรจริงๆ เธอรู้สึกมีความสุขมากที่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้

 

ในอดีต เธอไม่เต็มใจที่จะทำอาหารและศึกษาภายใต้คำสั่งของเฉินเฉิน แต่ตอนนี้เธอเต็มใจที่จะทำเช่นนั้น

 

 

ในขณะที่เฉินเฉินกำลังจัดของทุกอย่าง เสียงที่คุ้นเคยก็ดังมาจากข้างนอกสวน

 

“ท่านผู้สืบทอด! ข้ามีเรื่องสำคัญจะมารายงานท่านครับ!”

 

“เชิญเข้ามา!”

 

โดยไม่รอคำตอบของเฉินเฉิน เจ้าผักบุ้งน้อยก็ถือวิสาสะพูดขึ้นมาและให้การต้อนรับแขก

 

เมื่อได้ยินเสียง คนที่ดูมีความหื่นเล็กน้อยก็ก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าเฉินเฉิน

 

“หวังเฟิง มีอะไรมารายงานหล่ะ?”

 

เฉินเฉินค่อนข้างรู้สึกสงสัยในตอนที่เขาเห็นว่าเป็นใคร

 

หลังจากที่เขาสอนบทเรียนให้เมื่อครั้งก่อน หวังเฟิงก็พยายามทำตัวให้ดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้กับสำนักเทียนหยุน เขาถึงกับช่วยศิษย์ภายนอกที่พึ่งเข้ามาใหม่เป็นครั้งคราวด้วย และทำให้ผู้อาวุโสบางคนในสำนักเทียนหยุนที่รู้จักเขาถึงกับอ้าปากค้าง

 

“ท่านผู้สืบทอด สำนักอู๋ซินได้ส่งข้อความมาหาข้าเมื่อวานเพื่อแจ้งให้ข้าจับตาดูท่านในช่วงเดือนนี้เพื่อป้องกันการสลับตัวครับ…” หวังเฟิงตอบอย่างกังวล

 

เมื่อได้ฟังคำพูดของเขา เฉินเฉินก็ดูเหมือนจะตกอยู่ในห้วงความคิด เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ราชาคนใหม่ของรัฐจินได้ขึ้นครองบัลลังก์ และถ้าให้พูดตามเหตุผล เขาก็คงจะต้องเดินทางไปที่เมืองหลวงของรัฐจิน

 

นอกจากนี้ สำนักอู๋ซินยังสั่งให้หวังเฟิงจับตาดูเขา

 

ซึ่งเจตนามันชัดเจนมากๆ

 

ในเวลาหนึ่งเดือนหลังจากนี้ สำนักอู๋ซินน่าจะคิดก่อปัญหาขึ้น ความเป็นไปได้ที่มากที่สุดก็คงจะเป็นการจับเขาเป็นตัวประกัน ซึ่งนี่ยังเป็นแผนที่ค่อนข้างเบา ถ้าให้รุนแรงกว่านั้นหล่ะก็…

 

เฉินเฉินไม่ได้คิดเกี่ยวกับมันต่อ

 

“ข้ารับทราบแล้ว เจ้าไปได้แล้วละ ครั้งนี้ทำงานได้ดีมาก ตราบใดที่เจ้ามีความมุ่งมั่นเข้าไว้ มันจะต้องมีทางออกสำหรับอนาคตของเจ้าอย่างแน่นอน”

 

“ขอบคุณครับท่านผู้สืบทอด!”

 

หวังเฟิงโค้งคำนับเฉินเฉินก่อนที่จะออกไปจากสวนของยอดเขาหลัก

 

หลังจากที่เขาออกไปแล้ว เฉินเฉินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

 

ในอดีต เขาไม่ได้สนใจเรื่องของสำนักเทียนหยุน แต่ตอนนี้ เขากำลังคิดถึงการแบ่งเบาภาระของสำนักเทียนหยุนในทุกๆวัน

 

พูดตามตรง ในสำนักเทียนหยุนนั้นยังหย่อนยานเกินไป ซึ่งหลักๆเป็นเพราะแนวทางการบริหารที่ล้าหลังเกินไป

 

ในนิยายของชีวิตก่อนของเขา พวกเขามักจะมีการประเมินสำนักภายในและภายนอกเพื่อกระตุ้นให้มีความกระตือรือร้นในการฝึกตนของทั้งศิษย์ภายในและภายนอก

 

แต่ว่าสำนักเทียนหยุนหล่ะ?

 

ศิษย์ที่มีการฝึกตนไปถึงมาตรฐานประมาณนึงก็จะถูกเลื่อนขั้นเป็นศิษย์ภายในที่มีลำดับขั้นตามสถานะการฝึกตน นอกจากนี้ ผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมก็ไม่ได้ยอดเยี่ยมอะไรนักด้วย

 

แล้วแบบนี้จะมีลำดับขั้นไปเพื่ออะไรหล่ะ?

 

“มันล้าหลังเกินไป ถึงเวลาที่ฉันจะต้องนำประสบการณ์การบริหารจากโลกสมัยใหม่มาใช้ให้เป็นประโยชน์แล้วหล่ะ”

 

เฉินเฉินถอนหายใจ จากนั้นก็เอาปากกากับกระดาษออกมา แล้วเริ่มเขียนด้วยความฮึกเหิม

 

ในชีวิตก่อน เขาเคยใช้ชีวิตถึงช่วงวัยยี่สิบปีและได้เป็นผู้บริหารของบริษัทต่างชาติ เขาทำมันได้ค่อนข้างดี และมีประสบการณ์ด้านการย้ายพนักงานและล้างสมองพวกเขาเป็นอย่างมาก

 

ดังนั้นมันจึงใช้เวลาไม่นานเลยในการที่เขาจะเขียนรายการปรับปรุงใหม่ขึ้นมาได้หลายสิบรายการ

 

เนื่องจากเขาถูกกดเวลา ดังนั้นการนำบางรายการมาเริ่มใช้เลยคงจะดีกว่า

 

เฉินเฉินจัดลำดับรายการพวกนี้ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังตำหนักเจ้าสำนัก

 

ในอนาคต ถ้ามีอะไรที่เขาอยากเพิ่มเติมหรือมีอะไรที่ไม่เข้ากับสำนักเทียนหยุน เขาก็แค่ปรับเปลี่ยนมัน

 

ในตอนที่เขาไปถึงตำหนักเจ้าสำนัก เขาก็ตระหนักได้ว่าเซี่ยวอู่โยวกำลังฝึกตนอยู่

 

ด้วยพรสวรรค์ของเขา เขาสามารถทะลวงขั้นก่อกำเนิดวิญญาณได้ตั้งนานแล้ว แต่เพราะสำนักอู๋ซิน เขาจึงหยุดและอดกลั้นตัวเองมาเป็นเวลาหลายสิบปี

 

ด้วยความที่เขาสั่งสมมามาก เขาจึงทะลวงไปถึงจุดสูงสุดในขั้นต้นของก่อกำเนิดวิญญาณได้ในทันที

 

ด้วยน้ำระฆังวิญญาณสวรรค์ที่เหลือ เขารู้สึกว่าเขาจะสามารถก้าวเข้าไปสู่ขั้นกลางของก่อกำเนิดวิญญาณได้ในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้น เขาจึงฝึกตนไม่หยุดหลังจากที่ไม่กลับมา

 

เมื่อรู้สึกตัวว่าเฉินเฉินมาหา เซี่ยวอู่โยวก็ค่อยๆลืมตา

 

เขารู้สึกพึงพอใจในตัวลูกศิษย์คนนี้มากๆ

 

แม้ว่าเฉินเฉินจะอยู่แค่ขั้นต้นของสร้างรากฐาน แต่ระดับความหนาแน่นของพลังปราณในร่างกายของเขาไม่ได้น้อยไปกว่าจุดสูงสุดของขั้นนั้นเลย

 

‘ความสามารถระดับนี้…’

 

ในสำนักเทียนหยุน นอกจากเขาและผู้อาวุโสระดับสูงไม่กี่คน มีคนอยู่น้อยมากที่สามารถไปถึงขั้นนั้นได้

 

“ศิษย์เอ๋ย มีเรื่องอะไรค้างคาใจอยู่รึ?” เซี่ยวอู่โยวถาม เมื่อเห็นใบหน้าหดหู่ของเฉินเฉิน

 

“ท่านอาจารย์ คืออย่างนี้ครับ เพื่อที่จะรับมือกับสำนักเทียนหยุน พวกเราต้องพัฒนาความแข็งแกร่งโดยรวมของสำนักเทียนหยุน แล้วก็เพื่อทำให้สำนักเทียนหยุนแข็งแกร่งขึ้น พวกเราจำเป็นต้องเสริมความกระตือรือร้นของศิษย์ รวมทั้งผู้อาวุโสด้วยครับ”

 

“หลังจากที่ได้ทำการสังเกตดูแล้ว ข้าพบว่าตอนนี้มีชื่อโหว่วด้านการบริหารภายในสำนักเทียนหยุนอยู่มากมาย และทุกคนที่นี่ก็มีความทะเยอทะยานไม่พอ ดังนั้นข้าก็เลยมาที่นี่เพื่อแนะนำแนวทางการพัฒนาครับ”

 

น้ำเสียงของเฉินเฉินจริงจังและกระตือรือร้นอย่างถึงที่สุดในขณะที่พูด ทำให้เซี่ยวอู่โยวหัวเราะออกมาหลังจากที่ได้ยินคำพูดของเขา

 

‘ศิษย์ของข้าเกิดในหมู่บ้านเล็กๆ เพราะฉะนั้นตอนนี้เขาไม่น่าจะมีความรู้มากนัก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคิดถึงวิธีการบริหารสำนักสินะ…’

 

“ศิษย์เอ๋ย เจ้ารู้เกี่ยวกับการบริหารรึเปล่า?”

 

“อะแฮ่ม ก็นิดหน่อยครับ ข้าเคยช่วยหัวหน้าหมู่บ้านมาในอดีต” เฉินเฉินพูดด้วยความเขินอายเล็กน้อย

 

มีความประหลาดใจแสดงอยู่บนใบหน้าของเซี่ยวอู่โยวหลังจากที่เขาได้ยินคำพูดพวกนี้

 

‘บริหารหมู่บ้านจะไปเหมือนบริหารสำนักได้ยังไงกัน?’

 

‘แต่ว่า การที่เขาคิดแบบนี้ได้มันก็ถือเป็นเรื่องดี ถึงยังไงในอนาคตเขาก็ต้องรับตำแหน่งต่อจากข้าในฐานะเจ้าสำนัก มันก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรที่จะเริ่มเรียนรู้ซะตั้งแต่ตอนนี้’

 

ตอนนั้น เขาเองก็เรียนรู้จากอาจารย์ของเขาอยู่ช่วงนึง อันที่จริง เขายังคัดลอก ‘แก่นแท้เจ้าสำนัก’ ซึ่งอาจารย์ของเขาเป็นคนมอบให้เขาเอาไว้ด้วย

 

‘ช่างมันก่อนละกัน ข้าจะให้คำแนะนำเด็กคนนี้ซักเล็กน้อย และในอนาคต ข้าจะส่งต่อแก่นแท้เจ้าสำนักให้กับเขา’

 

หลังจากที่คิดเกี่ยวกับมัน เซี่ยวอู่โยวก็พูดด้วยรอยยิ้มอ่อนๆ “ลองแนะนำมาได้ตามที่เจ้าต้องการเลย”

 

เมื่อได้ฟังเช่นนี้ เฉินเฉินก็เอากระดาษออกมาแผ่นนึงซึ่งมันได้ครอบคลุมคำพูดทั้งหมดเอาไว้แล้ว

 

“ข้าจัดลำดับมาได้คร่าวๆ 32 ข้อครับท่านอาจารย์ โปรดตรวจสอบด้วย!”

 

มือของเซี่ยวอู่โยวสั่นด้วยความตกใจหลังจากที่ได้ยินคำพูดของเขา

 

‘ข้ารู้ว่าเด็กคนนี้เอาจริงเอาจัง แต่ 32 ข้อเลยหรอ? เจ้าล้อข้าเล่นรึเปล่า?’

 

‘กฎของสำนักคือผลลัพธ์จากความทุ่มเทของเหล่าเจ้าสำนักที่ประสบความสำเร็จมาเป็นเวลากว่าหลายปี มันจะไปมีช่องโหว่วมากขนาดนั้นได้ยังไง? นอกจากนี้ สำนักอื่นๆเองก็มีความคล้ายคลึงกับพวกเราเหมือนกัน!’

 

อย่างไรก็ตาม เขากลัวว่าเฉินเฉินจะหมดความกระตือรือร้น เขาก็เลยไม่ได้แสดงความผิดหวังออกมา

 

แต่เขาได้หยิบ ‘แก่นแท้เจ้าสำนัก’ ออกมาจากแหวนเก็บของแทนและส่งมันให้กับเฉินเฉินก่อนที่จะรับข้อเสนอของเขา

 

“ศิษย์เอ๋ย ลองนำหนังสือเล่มนี้ไปศึกษาสิ ในอนาคตมันจะเป็นประโยชน์กับเจ้าอย่างมหาศาล! ส่วนตอนนี้ ข้าจะดูสิ่งที่เจ้าเสนอมาให้”

 

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top