ขนาดตัวอักษร

Chapter 3: เจ้าชายคือผู้ดูแลสุสาน (ตอนที่ 2)

 45 Views

พวกเขาต่างสวมหน้ากากและเดินไปมาอย่างยากลำบาก พวกเขาต่างแบกศพกันมา ฉันมัวแต่จมอยู่กับสิ่งที่ฉันทำจนไม่ได้สังเกตเห็นพวกเขา

 

“เข้าไปด้านใน”

 

ซอมบี้ที่เต็มไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์พยักหน้าและปฏิบัติตัวทันทีหลังจากได้ยินคำพูดของฉัน

 

มันเดินเข้าไปในหลุมและล้มตัวลงนอนอย่างสบายใจ นอกจากนี้แล้วมันยังขุดดินมากลบตัวเองด้วยซ้ำ ฉันจัดการกับดินที่กระจัดกระจายที่เหลือ

 

ฉันถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง เมื่อฉันคลุมดินเสร็จ

 

“เยี่ยม”

 

ในขณะที่ฉันพึงพอใจ ฉันเหลือบมองไปยังชาวบ้านที่เดินมาหาฉัน

 

“หื้อ? ไม่ใช่ว่าท่านอยู่กับใครสักคนเหรอครับ?”

 

“ไม่นิ”

 

ฉันส่ายหัวปฏิเสธสิ่งที่เขาพูด

 

มันเป็นเรื่องที่ฉลาดกว่าที่จะไม่ให้ชาวบ้านพวกนี้รู้ถึงเรื่องอันเดท

 

ใครก็ตามก็สามารถที่จะจินตนาการได้เลย ถึงเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นตามมา ถ้าหลานชายของจักรพรรดิถูกพบเห็นอยู่กับซอมบี้

 

‘หลานชายองค์ที่เจ็ดของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ได้ท้อแท้ต่อโชคชะตาและทำสัญญากับปีศาจ!’

 

ฉันได้เอาชีวิตรอดจากการฆ่าตัวตายมาอย่างกับ ‘ปาฏิหาริย์’ แต่ฉันกลับควบคุมซอมบี้ได้? ผู้สอบสวนพวกนอกคอกคงจะถูกส่งมาที่นี่ทันที

 

มันคงจะเป็นเรื่องยากที่จะโน้มน้าวกับพวกนักบวชของจักรวรรดิ เมื่อพวกเขาเชื่อแต่สิ่งที่พวกเขาอยากจะเชื่อเท่านั้น

 

“เอ่อ…. ท่านเจ้าชาย… เอ่อ…”

 

สำหรับฉันแล้ว ฉันไม่ถูกเรียกว่าเจ้าชายหรือไม่ก็เป็นองค์ที่เจ็ด แต่แท้จริงแล้ว ฉันต้องถูกเรียกว่า ‘หลานชายจักรพรรดิ’ มากกว่า แต่มันมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ลูกชายของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็น ‘พ่อของฉัน’ ที่เป็นคนแรกที่จะได้ขึ้นครองราชย์ ได้ขึ้นครองราชย์เสร็จแล้ว และหายตัวไป

 

ดังนั้น ตำแหน่งปัจจุบันของฉันจึงกลายเป็นเจ้าชายแทน

 

“พวกเราขอคำนับต่อท่านฝ่าบาท ท่านเจ้าชาย”

 

มันไม่มีทางที่พวกชาวบ้านจะรู้ถึงมารยาทในการทักทาย ทั้งสองคนต่างก้มหัวเล็กน้อย เมื่อพวกเขาทักทาย

 

ด้วยเหตุผลบางอย่าง พวกเขาต่างดูเหมือนสนใจอารมณ์ของฉันด้วยเช่นกัน

 

ถ้าเจ้าของร่างกายเดิมพบเจอกับการทักทายแบบนี้แล้ว เขาคงจะอาละวาดอย่างแน่นอน ซึ่งเขาคิดว่าการทักทายแบบนี้มันเป็นการเหยียดหยามต่อตัวเขา

 

แต่ฉันกลับชอบการทักทายที่เรียบง่ายแบบนี้เสียมากกว่า นอกจากนี้แล้ว ฉันยังไม่รู้ถึงมารยาทของราชวงศ์ด้วยซ้ำ ดังนั้นฉันจึงไม่ได้อยู่ในจุดที่ฉันจะเรียกร้องอะไรจากทั้งสองคนได้

 

ฉันชี้ไปที่ศพที่พวกเขาแบกมา และพูดออกมา “อะไร?”

 

เมื่อรู้สึกเหนื่อยล้า ฉันปักพลั่วลงไปบนพื้นและใช้มันพิงตัวไว้

 

ชาวบ้านทั้งสองต่างรีบอธิบายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเบื้องหลังศพ

 

“ท่านครับ เพื่อนบ้านของผม เบรอน ได้ตายด้วยโรคระบาด”

 

“อึ้ก… มันแย่มากเลยครับ ผมกังวลว่าพวกเราทั้งสองจะติดเชื้อกับโรคระบาดนี้และจะตายในภายหลัง”

 

“พวกเจ้าไม่ได้เผาศพ?” ฉันพูดออกมาอย่างไม่พอใจ มันทำให้ชาวนาทั้งสองคนต่างจ้องตากันและกัน

 

พวกเขาต่างตอบกลับออกมาด้วยท่าทางที่อึดอัดใจ

 

“เอ่อ…ท่านครับ มันค่อนข้างจะ… แม้ว่าพวกเราจะไม่สนิทกันเท่าไหร่ พวกเรายังคงทักทายกันในยามเช้ากันทุกวันอยู่ดี ดังนั้นพวกเราจึงคิดว่าเขาจะน่าหาหลุมฝังศพที่ดีให้กับพวกเขาได้ แต่ท่านก็เห็นแล้ว…. พวกเราได้ยินมาว่าพิธีการชำระล้างธรรมดาทั่วไปก็มากพอที่จะฝังเขาได้แล้ว”

 

“พวกเราพึ่งจะได้รับหน้าที่ในการทำภารกิจนี้ครับ ดังนั้นพวกเราจึงไม่รู้รายละเอียดเท่าไหร่เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเราจะต้องทำ พวกเราไม่รู้ว่าจะเผายังไงด้วยซ้ำ…”

 

ฉันจ้องไปที่พวกเขาทั้งสองอย่างไม่พอใจ แล้วฉันก็ลุกขึ้น

 

มันจะไม่เป็นอะไร ถ้าเผาศพนี้ไปและนำมาแค่เถ้าถ่าน แต่ชาวบ้านพวกนี้ดูเหมือนไม่ต้องการที่จะทำร้ายศพ บางทีมันอาจจะเป็นเพราะความรู้สึกที่พวกเขามีต่อกัน เมื่อตอนศพนี้ยังมีชีวิตอยู่หรืออะไรบางอย่าง

 

แน่นอนว่าสิ่งที่เขาต้องทำมันมากขึ้น เพราะเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน แต่ช่างเถอะ

 

ฉันยกพลั่วขึ้นและจ้องไปที่ชาวนาทั้งสอง

 

ชาวนาทั้งสองต่างตื่นตัวและก้าวถอยออกไปอย่างเร่งรีบ

 

“เจ้าชายครับ?!”

 

หนึ่งในชาวนาหวาดกลัว ในขณะที่…

 

“ฉันบอกเจ้าแล้ว นิสัยเดิมของเขายังอยู่! เขายังไม่ได้เปลี่ยนเลยสักนิด หลังจากที่เขาฆ่าตัว…!!“

 

พวกเขาต่างคิดว่าพลั่วของฉันจะเล็งไปที่พวกเขา

 

แต่ทันใดนั้นเอง

 

-คุ…โอววววว!!

 

ศพที่ถูกมัดโดยผ้าไว้แน่นเริ่มที่จะขยับตัว มันยื่นมือออกมาและจับไปที่หนึ่งในชาวบ้าน

 

แก้มของมันฉีกออกและปากของมันเปิดกว้าง รวมทั้งคางของมันแทบที่จะหล่นลงแล้ว

 

ก่อนที่เจ้าสิ่งนี้มันจะกัดไปที่คอของชาวนาได้ พลั่วของฉันก็ฟันลง คมของปลายพลั่วได้ทุบลงไปทั่วหัวของศพ

 

“เอ๋???!”

 

ชาวนาทั้งสองต่างตกใจและล้มก้นจ้ำเบ้า

 

ฉันปัดฝุ่นที่มือของฉันและพูดต่อ “ฉันบอกพวกนายแล้วนะ”

 

ฉันยกพลั่วขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และทุบมันลงไปเพื่อยืนยันว่ามันตายแล้ว เสียงที่เย็นยะเยียบดังขึ้น

 

“ถ้าพวกเจ้าไม่เผาศพ พวกมันจะกลายเป็นซอมบี้ในเวลาสามถึงสี่วัน”

 

ในโลกนี้มันค่อนข้างแปลกออกไป

 

ฉันไม่รู้เท่าไหร่เกี่ยวกับเมืองใหญ่ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันรู้ เมื่อใครก็ตาม ตายใกล้กับสถานที่ ‘เป็นลบ’ อย่างเช่นสถานที่ที่ห่างไกลออกไปจากฝูงชน ป่าไม้ที่ดูมืดหม่น หรือแม้ว่าจะเป็นท่ามกลางสนามรบ มันมีโอกาสหนึ่งในสิบที่เขาหรือเธอจะเกิดใหม่เป็นซอมบี้

 

มันเป็นเหมือนกฎธรรมดาทั่วไปของโลกใบนี้

 

และแน่นอนว่าคนที่คอยจัดการกับซอมบี้เหล่านี้ ท่ามกลางหมู่บ้านต่างๆ ต่างถูกเรียกว่า ‘นักล่า’ ‘ผู้ดูแลสุสาน’ หรือจะเป็น ‘นักบวช’

 

‘จุดด้านลบ’ โดยเฉพาะรอบๆ ‘ดินแดนวิญญาณแห่งความตาย ยิ่งทรงพลังเป็นพิเศษ ยังไงก็ตาม มันเป็นเพราะว่ามันเป็นจุดที่สิ้นสุดชีวิตของราชาเนโครแมนเซอร์อีกด้วย ที่ซึ่งได้เปลี่ยนทวีปให้กลายเป็นทะเลนองเลือดในอดีต

 

ด้วยเหตุนี้ ใครก็ตามที่ตายในสถานที่แห่งนี้มีโอกาส 50% ที่จะกลายเป็นซอมบี้ ชาวบ้านต่างรู้ดีถึงเรื่องนี้ แต่พวกโง่เง่านี่ยังลังเลใจที่จะเผาศพพวกนี้ด้วยมือของพวกเขาเอง

 

เหตุผลง่ายๆก็คือ พวกเขาต่างหวาดกลัวว่าพวกเขาจะโดนคำสาปเหล่านี้เอง

 

ฉันปาดเหงื่อบนหน้าและดื่มน้ำ “ยังไงก็ตาม ขอบคุณที่เหนื่อยยาก เอาละ พวกเจ้าไปได้แล้ว”

 

ฉันโบกมือไปอย่างไม่ใส่ใจ

 

ชาวนาทั้งสองตามกลืนน้ำลายอย่างกังวลใจ พวกเขาต่างลุกขึ้นยืน พวกเขาต่างมองหน้ากันและกันก่อนที่จะเปิดปากออกมา “ขอโทษนะครับ…ท่านเจ้าชาย”

 

“อะไรอีก?”

 

ฉันจ้องไปที่พวกเขา ในขณะที่ดื่มน้ำไปด้วย

 

“ท่านเจ้าชาย…ท่าน…ท่านเป็นนักบวชใช่ไหมครับ?”

 

“ฉันไม่รู้อะไรทั้งนั้นว่าเป็นนักบวชหรือเปล่า แต่ฉันเป็นหลานชายของจักพรรดิ นั่นแหละเป็นเรื่องที่แน่นอน ฉันมันก็แค่หลานชายที่เพลิดเพลินไปกับอำนาจของจักรพรรดิและพระสังฆราชไปพร้อมกันยังงั้นแหละ”

 

เอาเถอะ นั่นคือสิ่งที่ฉันเป็นด้านนอก…. อะ ฉันลืมไปว่าฉันมีพลังศักดิ์สิทธิ์อยู่ด้านในร่างกายนี่นา

 

“ถ้าเป็นแบบนั้นแล้ว ผมอยากให้ท่านอวยพรพวกเรา เพื่อไม่ให้พวกเราติดโรคระบาดนั่นได้ไหมครับ?”

 

ฉันมองไปที่พวกเขาอย่างไม่ค่อยพอใจ

 

พวกเขาเป็นบ้าอะไรกัน? มันไม่มีทางหรอกที่พวกเขาจะไม่ติดเชื้อโรคระบาดด้วยเรื่องแบบนั้น พวกเขาคิดว่ามันจะช่วยได้เรอะ?

 

นอกจากนี้แล้ว ฉันยังไม่มีสกิลแบบนั้นด้วย ฉันไม่ใช่นักบวช แต่ฉันเป็นเนโครแมนเซอร์ต่างหาก แล้วทำไม…

 

ฉันส่ายหัว ปฏิเสธคำขอจากพวกเขาไป แต่พวกชาวบ้านยังไม่ยอมแพ้

 

“ชำระบาปง่ายๆก็ได้ครับ..”

 

พวกเขาต่างพนมมืออ้อนวอน ท่าทางของพวกเขาต่างดูจริงจังและจริงใจ

 

โรคระบาดที่เกิดขึ้นในพื้นที่โดยรอบนี้มันน่าจะอันตรายอย่างมาก แต่ยังไงก็ตาม ตั้งแต่ที่ศพมันถูกส่งมายังสุสานแห่งนี้แล้ว มันแน่นอนว่าชาวบ้าน ที่เป็นผู้ส่งสารต่อขุนนางคงไม่ตายไปแล้วก็คงเป็นพวกหูหนวก

 

ด้วยอัตราความเร็วเท่านี้แล้ว มันคงจะไม่แปลกที่หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านจะหายไปด้วยซ้ำ

 

“พวกเจ้าจะให้ฉันชำระบาป? ฉันไม่เคยทำอะไรแบบนั้นมาก่อนด้วยซ้ำ”

 

“ได้โปรดละครับ”

 

ชาวบ้านคงคิดว่าเขาจะไม่ช่วยพวกเขา เพราะฉันไม่สนใจว่าพวกเขาจะเป็นยังไง พวกเขาเอามือล้วงกระเป๋าและยื่นเงินออกมาให้

 

“นี่มันไม่ได้มากเท่าไหร่ แต่ได้โปรดละครับ…”

 

แน่นอนว่าจำนวนเงินเล็กน้อยนี่มันไม่ได้มากเท่าไหร่ มันประมาณเท่ากับเด็กเล็กพกไปเดินเล่น ฉันเหลือบตามมองไปทางชาวนาทั้งสอง พวกเขาต่างมองมาที่ฉันอย่างอ้อนวอน

 

ฉันพ่นลมหายใจออกมา “….เอาเหอะ ถ้ามันทำให้พวกเจ้าสบายใจได้”

 

แม้ว่าฉันจะพูดแบบนั้น ฉันก็ยังไม่รู้ถึงวิธีการชำระบาปหรืออะไรแบบนั้นอยู่ดี ฉันหมายถึงว่าฉันไม่มีโอกาสที่จะทำแบบนี้มาก่อน

 

ฉันพยายามนึกถึงสิ่งที่ฉันเห็นในทีวี

 

ฉันโปรยน้ำลงไปที่ชาวนาทั้งสองเล็กน้อย หลังจากที่เขียนรูปกากบาทลงไปบนอากาศ ฉันพึมพำออกมา “เอ่อ.. อืม.. อาเมน?”

 

แม้ว่ามันจะทำเพื่อแสดงก็ตาม ฉันคิดว่ามันไม่น่าจะทำมันสักเท่าไหร่

 

ที่จริงแล้ว สิ่งที่จะต้องทำคือการโปรยน้ำศักดิ์สิทธิ์และท่องบทสวดจากพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ แต่ฉันไม่รู้จะทำยังไง ฉันจึงตัดสินใจที่จะเมินเฉยรายละเอียดยิบย่อยพวกนั้นไป

 

เมื่อชาวบ้านเห็นว่าฉันขี้เกียจมากแค่ไหน พวกเขาต่างถอนหายใจออกมา แต่พวกเขายังคงพนมือและสวดมนต์อยู่ดี

 

“พวกเราอธิษฐานให้ เทพธิดาไกอาคอยอวยพรให้กับพวกเราด้วย”

 

แต่ว่าหลังจากนั้นนั่นเอง

 

[คุณได้อวยพรกับเป้าหมายของคุณ]

 

…..ได้ยังไงกัน?

 

เจ้าชายคือผู้ดูแลสุสาน (ตอนที่ 1 และ 2) จบ

 

 

นิยายทั้งหมด

ตอนล่าสุด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top