ขนาดตัวอักษร

Chapter 2: เจ้าชายคือผู้ดูแลสุสาน (ตอนที่ 1)

 53 Views

แม้ว่าตอนนี้จะเป็นช่วงกลางวันก็ตาม หมอกหนาที่เย็นยะเยียบก็ปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่างที่สายตาสามารถมองเห็นได้

 

ฉันจับพลั่วแน่นและทุบลงไปบนพื้นดินอย่างรุนแรง

 

ฉันหอบหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง เหงื่อไหลออกมามากมาย ร่างกายของฉันรู้สึกหนักอึ้ง

 

ฉันเหลือบมองไปที่รถเกวียนที่เต็มไปด้วยศพ สิ่งที่ฉันทำคือการฝังพวกมันลงใต้ดิน ใครก็ตามที่ไม่คุ้นเคยกับภาพที่เกิดขึ้น พวกเขาคงจะคิดว่าพวกเขาพบเจอกับเหตุการณ์สังหารหมู่ที่น่าหวาดกลัว แต่มันไม่ใช่แบบนั้นนี่สิ

 

“อื้ม การเป็นผู้ดูแลสุสานนี่มันไม่ง่ายเลยสักนิด”

 

แน่นอนละว่าฉันเป็นผู้ดูแลสุสาน

 

บรรยากาศที่เย็นยะเยียบปกคลุมไปทั่วหลุมศพ

 

ฉันเหลือบมองไปที่โบสถ์ร้างที่กำลังผุพัง

 

ด้านในภูมิภาคทางเหนือของจักรวรรดิ มันถูกปกคลุมไปด้วยหิมะอยู่ตลอดทั้งปี ดินแดนวิญญาณแห่งความตาย เต็มไปด้วยศพที่ผุพัง รวมทั้งพวกอันเดทที่เกรี้ยวกราดไปทั่ว ฉันกำลังใช้ชีวิตของฉันกับการเป็นเจ้าชายที่ถูกขับไล่

 

 

ถ้าคุณถามว่าใครคือคนที่มีอำนาจสูงสุดในทวีปแล้ว ทุกคนคงจะชี้กันไปยังที่บุคคลเพียงหนึ่งเดียว

 

เขาคือกษัตริย์ของมวลมนุษย์ เขาคือตัวตนที่แม้แต่กษัตริย์อันสูงส่งยังต้องนับถือและคำนึงถึง

 

เขาคือจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ เขายังถูกนับถือเป็นดั่งกับผู้ส่งสารจากพระเจ้า

 

ใครก็ตามที่ได้รับสืบทอดสายเลือกจากจักพรรดิศักดิ์สิทธิ์แล้ว เขาจะได้รับการปฏิบัติเป็นอย่างดี แต่ว่ามันแย่มากที่สถานการณ์ของฉันกลับแตกต่างออกไป

 

“ขับไล่?”

 

ฉันเดาะลิ้น ตอนที่ฉันจ้องไปที่สุสาน

 

อากาศมันค่อนข้างที่จะเย็นยะเยียบ แต่มันยังคงมีเสียงดังออกมาจากทางด้านเกวียนรถ รวมทั้งหนอนที่คลานไปทั่วบนตัวศพ ราวกับเป็นสหายรักกัน

 

ฉันแบกพลั่วขึ้นไว้บนไหล่ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก

 

“ทำไมมันต้องเป็นร่างกายด้วยนี้กันนะ?”

 

ฉันไม่มั่นใจว่ามันเป็นการเกิดใหม่หรือการสิงสู่ร่างกายคนอื่น แต่ยังไงก็ตาม เจ้าของร่างกายนี้ถูกขับไล่มายังที่แห่งนี้

 

เขายังถูกมอบให้ทำอาชีพผู้ดูแลสุสานอีก

 

เหตุผลนี้มันง่ายมาก เขามันเป็นขยะ เป็นเศษขยะที่ไม่มีใครอยากจะยุ่งด้วย

 

พูดตามจริงแล้ว ความทรงจำของเจ้าของร่างกายเดิมไม่ได้คงอยู่อีกต่อไป แต่ว่าฉันยังคงได้ยินเรื่องราวจากอดีตของร่างกายนี้อยู่บ้างเป็นบางครั้งบางครา

 

ยกตัวอย่างเช่น ความทรงจำในตอนที่เขายังคงอยู่ในปราสาท เขารู้สึกเบื่อหน่าย เขาเลยเรียกคนใช้ออกมารังแก

 

อีกเหตุการณ์หนึ่งก็คือเขาเห็นคนใช้ผู้หญิงเดินไปมา เขาล่วงละเมิดทางเพศเธอ หรือไม่เขาก็ทำร้ายร่างกายอาจารย์ที่มาสอนเขา เพราะว่าเขาเบื่อ

 

แน่นอนว่ามีพวกคนจากชนชั้นสูงบางกลุ่มทำแบบนี้เหมือนกัน แต่มันหมายความว่าเหตุผลที่ธรรมดาทั่วไปเหล่านี้มันไม่ได้มากพอที่จะทำให้เขา ที่ซึ่งเป็นเจ้าชายโดนขับไล่จนมาเป็นผู้ดูแลสุสานแบบนี้

 

เหตุผลหลักที่เขาถูกขับไล่จนกลายเป็นผู้ดูแลสุสาน..

 

มันเป็นเพราะ ‘การดูหมิ่น’ ศาสนา

 

หลานชายของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ เต็มไปด้วยตัณหากาม เขาพยายามที่จะข่มขืนหลานสาวของชนชั้นสูงคนหนึ่ง ซึ่งมายังจักรวรรดิทีโอเครติค เพื่อฝึกฝนการเป็นนางใน

 

สิ่งที่เขาทำถูกค้นพบโดยหัวหน้าบาทหลวงที่มาพบกับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์….

 

..ชิ ไอ้ตัดบัดซบนี่มันยังก่อเหตุการณ์เลวร้ายแบบนี้ขึ้นมาอีก

…..แต่เรื่องมันน่าจะจบที่หัวหน้าบาทหลวงหยุดเด็กหนุ่มคนนั้น

 

ยังไงก็ตาม ปัญหามันเกิดขึ้นเพราะว่านางในกลับกลายเป็นหลานสาวของหัวหน้าบาทหลวงที่พบเจอเหตุการณ์เลวร้ายนี้ขึ้นกลางทาง

 

หลานสาวที่เขาส่งมายังปราสาทเพื่อฝึกฝนความประณีตและมารยาท กำลังจะถูกข่มขืนและเขายังเห็นสภาพแบบนั้นกับตัวเองอีก

 

แน่นอนว่าหัวหน้าบาทหลวงกราดเกรี้ยวอย่างมาก

 

ไม่ใช่เรื่องประหลาดใจเลยสักนิด สำหรับเหตุการณ์ที่หัวหน้าบาทหลวงทำร้ายเจ้าชายกลางวันแสกๆแบบนี้ แต่มันกลับถูกพบเห็นเข้าภายในคนในปราสาท

 

มันทำให้ ทั้งสองคนต่างถูกอัญเชิญไปโดยจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ในทันที

 

ใครก็ตามสามารถที่จะบอกได้เลยว่า คนที่ทรงพลังมากที่สุดนอกจากพระคาร์ดินัลคือหัวหน้าบาทหลวง แต่แม้ว่ามันจะเป็นแบบนั้น มันก็ไม่ได้สำคัญอะไร หลังจากที่เขาไปทำร้ายร่างกายหลานชายของจักรพรรดิเข้า ยังไงก็ตาม หลานชายของเขาก็มีความผิดด้วยเช่นกัน ซึ่งทำให้สองคนต่างถูกกักบริเวณเป็นเวลาสองเดือน

 

มันดูเหมือนจะสงบลง เมื่อเหตุการณ์นั้นจบลง แต่ว่า…

 

-เขากล้าที่จะทำร้ายฉัน?

 

เด็กหนุ่มที่ไร้สมองวัยสิบห้าปี แอบลอบเข้าไปในสำนักของหัวหน้าบาทหลวง เขาเข้าไปเผาคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ เขาทำลายไม้กางเขนทิ้งและเขียนผนังกำแพงด้วยตัวอักษรใหญ่ ‘ไอ้สารเลวชั้นต่ำที่นอนหลับกับเทพธิดาไกอา!’

 

แม้ว่าเขาจะอาศัยอยู่ในระบบประชาธิปไตยก็ตาม รวมทั้งยังเป็นหลานชายของจักรพรรดิก็ตาม เขายังกล้าที่จะดูหมิ่นศาสนา! เขามันโง่เง่าและบ้าบอมาก

 

ด้วยเหตุนี้ความโกรธที่จักรพรรดิเก็บไว้ระเบิดออกมา เขาได้ขับไล่หลานชายออกมายังดินแดนวิญญาณแห่งความตายทางทิศเหนือ

 

อำนาจและสถานะของการเป็นหลานชายจักรพรรดิถูกถอดออก เขายังถูกส่งให้มาคอยทำหน้าที่รับใช้หมู่บ้านตรงนี้อีกด้วย

 

-ไว้อาลัยกับคนตายและพัฒนากับตัวเองไปด้วย

 

นี่น่าจะเป็นสิ่งที่จักรพรรดิคิดอยู่

 

ในขณะที่เขาถูกขับไล่ออกมา อิทธิพล รวมทั้งการเป็นตัวแทนสืบทอดจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ต่อไปก็หายไปเช่นกัน เขาไม่มีแม้แต่คนคอยคุ้มกันด้วยซ้ำ

 

เดาได้ง่ายเลยว่าเจตนาของจักรพรรดิคืออะไร เขาไม่สนใจว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะถูกจับไปประเทศอื่นหรือชีวิตเขาจะตกอยู่ในอันตราย

 

พูดง่ายๆแล้ว เขาได้ทอดทิ้งเด็กหนุ่มคนนี้ไปแล้ว

 

“แม้ว่าจะเป็นแบบนี้ มันก็ไม่สมควรที่จะฆ่าตัวตายหรอกนะ”

 

เขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เขามุ่งตรงไปยังหมู่บ้านรอบข้างและอาละวาดไปทั่ว เขาปฏิบัติราวกับเจ้าถิ่นของพื้นที่บริเวณนี้ แต่เพียงเวลาไม่ถึงวัน พาลาดินก็มาเยือนเขา

 

เขาถูกจับกุมตัวในทันที เขาถูกกักขังในโบสถ์ สิ่งที่เหลือไว้ให้เขาเพียงแค่อาหารและน้ำ และบทสวดมนต์เท่านั้น หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา เขาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น

 

‘นี่มันไม่ยุติธรรมเลย ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด ไอ้พวกชั้นต่ำนี่มันกล้าดียังไง…!’

 

สถานการณ์นี้มันไม่สามารถที่จะยอมรับได้จากมุมมองของเจ้าชายที่เคยยิ่งใหญ่แบบนี้

 

หลังจากนั้นเขาก็ถูกขับไล่ไปยังป่าด้านหลังที่เต็มไปด้วยศพ และทำหน้าที่ฝังศพ เขาไม่สามารถที่จะมองเห็นอนาคตที่สดใสได้อีกต่อไป

 

และนี่น่าจะเป็นเหตุผลที่เขาฆ่าตัวตาย

 

เมื่อ ‘ฉัน’ ได้สติขึ้นมา ฉันก็รู้สึกได้ถึงเชือกที่พันรอบคอ หลังจากที่เขาแขวนคอตาย

 

แน่นอนว่าหลานชายแสนโง่เขลาของจักรพรรดิคนนี้มัวแต่บ่นถึงโชคชะตาที่เลวร้ายของเขา และพยายามที่จะฆ่าตัวตาย

 

ฉันพูดกับตัวเองออกมา “ช่างเถอะ มันไม่สำคัญแล้วละ”

 

มันคือเรื่องในอดีต มันไม่ใช่สิ่งที่ฉันจะคอยกังวลอีกต่อไป ร่างกายนี้กลายเป็นของฉันแล้ว และชีวิตครั้งที่สองของฉันก็เริ่มต้นขึ้น

 

ยังไงก็ตาม มันคงจะดีกว่าที่จะคาบช้อนเงินช้อนทอง และอาศัยอยู่ในปราสาท…..แต่ว่าการอาศัยอยู่แบบนี้ กับการเป็นผู้ดูแลสุสานก็ไม่แย่ด้วยเช่นกัน ที่จริงแล้ว มันเหมาะสมกับนิสัยของเขามากกว่าด้วยซ้ำ

 

บางที มันอาจจะเป็นเพราะว่า อาชีพ ‘เนโครแมนเซอร์’ ที่ฉันเลือกในเกม ฉันจึงไม่รู้สึกแย่กับการจัดการกับศพเหล่านี้

 

ฉันแม่งยังโอเคกับหมอกที่หม่นหมองและมืดหม่นแบบนี้อีก ทั้งความเงียบงันหรือจะกลิ่นเหม็นเน่าเหล่านี้ด้วย

 

“ฉันหวังว่าฉันจะไม่กลายเป็นพวกคนบ้าที่ชอบใช้เวลาอยู่กับศพแบบนี้นะ…”

 

ฉันพึมพำกับตัวเอง แล้วก็เหลือบตามองไปที่ศพ

 

มันมีบางสิ่งบางอย่างที่แปลกพิลึกเกี่ยวกับฉัน แน่นอนว่า เนโครแมนเซอร์มันคืออาชีพประเภทนักเวทย์ ซึ่งใช้พลังมารในการควบคุมเหนือความตาย แต่ในตอนนี้ มันรู้สึกเหมือนกับว่าคุณสมบัติเฉพาะของอาชีพนี้มันแปลกไป

 

ทันใดนั้น ศพที่กำลังจะถูกฝังก็ปกคลุมไปด้วยแสงสีขาว และแน่นอนว่ามันยืนขึ้น ในขณะที่มันส่งเสียงออกมาราวกับหุ่นไม้

 

-โอ…..อูวววว..

 

เนื้อสด ดวงตาที่ว่างโบ๋และท่าทางยืนที่ไม่มั่นคง ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันคือซอมบี้… มันคือซอมบี้แน่นอน… แต่ว่า..

 

ฉันขมวดคิ้วเมื่อมองไปยังสิ่งมีชีวิตตัวนี้

 

“…ทำไมแกถึงมีพลังศักดิ์สิทธิ์กันนะ?”

 

ลืมเจ้าออร่าความตายไปได้เลย เจ้าซอมบี้ตัวนี้กลับเต็มไปด้วยออร่าแห่งการมีชีวิตแทน

 

มันเป็นซอมบี้ที่เต็มไปด้วย ‘พลังศักดิ์สิทธิ์’

 

สกิลของเนโครแมนเซอร์ที่ฉันมีนั้นคือ [ปลุกชีพคนตาย] [วิญญาณทหารแห่งความตาย] [กาฬโรค] [หนองน้ำแห่งความตาย] และ [คำสาปชั่วร้าย] รวมทั้งสกิลติดตัวอย่าง [ดวงตาแห่งจิต] และ [แปลภาษา] รวมทั้งอย่างอื่นอีกมากมาย….

 

ฉันยังมีสกิลอีกหลายอย่าง แต่มันเหมือนกับว่าฉันยังใช้มันไม่ได้ ฉันนึกถึงพวกมันไม่ออกด้วยซ้ำไป

 

ยังไงก็ตาม พวกมันถูงฝังไว้ในหัวของฉัน ดังนั้นฉันจึงคิดว่ามันน่าจะเป็นเพราะความชำนาญของสกิลฉันในปัจจุบัน เพื่อที่จะเริ่มต้นใช้งานพวกมัน

 

“แทนที่มันจะเป็นสกิลของพวกเนโครแมนเซอร์ พวกมันกลับเต็มไปด้วยชีวิตแทนซะงั้น”

 

ถ้าฉันเรียกซอมบี้ออกมา ไอ้ตัวที่ปรากฏขึ้นมามันเต็มไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ แทนที่จะเป็นพลังมารธรรมดาทั่วไป ‘กาฬโรค’ และ ‘คำสาป’ กลับกลายเป็นการอวยพรแทน ในขณะที่ ‘หนองน้ำแห่งความตาย’ กลับกลายเป็นการเรียกบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แทน

 

สกิลทุกอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความตาย มันกลับถูกแทนโดยการมอบชีวิตให้แทน เหตุผลที่มันเป็นแบบนี้…

 

“มันน่าจะเป็นเพราะร่างกายนี้แน่ๆ…”

 

ฉันสังเกตร่างกายของตัวเองแล้ว แทนที่มันจะมีพลังมารมากมายอยู่ในนั้น มันกลับกลายเป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ส่องสว่างออกมาแทน

 

แม้ว่าเขาจะเป็นไอ้ตัวสารเลวและไม่มีความศรัทธาเพียงสักนิดเดียว เขายังคงได้รับการอวยพรจากพลังศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากอยู่ดี เนื่องจากเขาเป็นหลานชายของจักรพรรดิ

 

ฉันไม่มั่นใจว่าระดับของนักบวชคนอื่นมันประมาณเท่าใด แต่พลังศักดิ์สิทธิ์ที่ร่างกายนี้มี มันน่าจะประมาณเดียวกับคนอื่นที่อายุเท่ากัน

 

“เจ้าชายครับ.. ฝ่าบาท…!”

 

เสียงเรียกฉันดังขึ้นมาจากทางเดินที่เต็มไปด้วยม่านหมอก ฉันมองกลับไปเห็นชายสองคน ทั้งสองคนต่างดูเหมือนกับชาวนา พวกเขาพูดออกมาอย่างกระอักกระอ่วน ในขณะที่กำลังเดินออกมาจากภายในป่า

 

นิยายทั้งหมด

ตอนล่าสุด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top