ขนาดตัวอักษร

245.ไปโรงเรียน

 176 Views

           สวนผลไม้สกุลหลินนับว่าอยู่ไม่ไกลจากบ้าน ไม่จำเป็นต้องขอแรงครอบครัวป้าจาง  แรงงานจึงหายไปทันทีสี่คน เหลียนฟางโจวหารือกับอาเจี่ยน  ว่าจะไปขนหน่อต้นกล้ากลับมา 1,000 ต้นก่อน พอปลูกพวกมันลงแปลงเสร็จแล้ว จึงค่อยไปขนที่เหลืออยู่ทั้งหมดกลับมาอีกที

            เมื่อกลับมาหลังจากหนึ่งวันที่แสนยุ่งวุ่นวาย อาหญิงสามจึงมาคุยกับเหลียนฟางโจว “เช้าวันนี้ซุน-

หมิง  ลูกชายของซุนฉางซิงมาหาล่ะ เขาตั้งใจมากล่าวขอบคุณเจ้าโดยเฉพาะเลยนะ! วันนี้เขาต้องกลับไปเรียนที่สำนักศึกษาในเมืองแล้ว  คำพูดเขาออกแนวผู้มีการศึกษาซึ่งข้าไม่เข้าใจเลยสักนิด เอาเป็นว่าเขามาบอกขอบคุณเจ้านั่นแหละ!”

 

            พอฟังแล้วเหลียนฟางโจวอดหัวเราะขำไม่ได้ “อ้อ” ครั้นแล้วจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พี่ซุนหมิงก็เกรงใจเกินไปแล้ว  คงไม่รู้ว่าลุงซุนกับป้าซุนต่างขอบคุณข้าอยู่หลายคราจนนับไม่หวาดไม่ไหวแล้ว!”

            อาหญิงสามกลอกตาใส่เหลียนฟางโจว “แน่นอน ผู้อื่นเขาย่อมรู้กาละเทศะน่ะสิ! ข้าเห็นสีหน้าเขาดีขึ้นมากแล้ว แต่ผอมลงไปนิดหนึ่ง ดูสุขุมคงแก่เรียนดี ไม่แน่เขาอาจสอบผ่านในเดือนสองนี้ก็ได้นะ!”

            อาหญิงสามเอาแต่จ้อไม่หยุด ฝ่ายเหลียนฟางโจวก็ตอบกลับอย่างเสียมิได้  ไม่ใคร่สนใจนางมากนัก หญิงสาวนึกถึงเมื่อเย็นวานที่เหลียนไห่มากล่าวอำลาไปเรียน นึกในใจว่า ปีนี้คนทั้งสองจะเข้าสอบเป็นซิ่วไฉ ครั้งหนึ่งในเดือนสอง อีกครั้งในเดือนสี่  หากผ่านพ้นการสอบซิ่วไฉไปแล้ว! ไม่รู้ว่าใครจะสอบผ่านบ้าง อีกทั้งในหมู่บ้านต้าฝางยังไม่มีใครเคยสอบผ่านการสอบนี้เลยสักคน! แล้วเกิดจู่ๆสองคนนี้สอบได้ขึ้นมา ไม่รู้ว่าจางลี่เจิ้งกับเหล่าผู้อาวุโสในหมู่บ้าน จะว่าอย่างไร จะดีใจกันขนาดไหน! แล้วไหนจะท่านลุงซุนและครอบครัวอีก การดำรงชีวิตในหมู่บ้านก็คงจะดีขึ้นกว่าเดิมด้วย…..

            พรุ่งนี้เช้าเหลียนเช่อจะไปเข้าเรียนที่สถานศึกษาของหมู่บ้านสกุลหลินแล้ว เย็นวันนนี้เหลียนฟางโจวจึงให้อาหญิงสามทำกับข้าวเพิ่มอีกสองสามอย่าง

            เวลาอาหารเย็น สมาชิกทุกคนในครอบครัวต่างนั่งล้อมวงรอบโต๊ะกลม บรรยากาศแตกต่างจากเดิมเล็กน้อย เหลียนเช่อพยายามแสดงท่าทางเป็นผู้ใหญ่ตัวน้อยที่น่านับถืออย่างหนัก เหลียนฟางโจวเห็นแล้วก็หัวเราะขำอย่างอดไม่อยู่  หญิงสาวให้กำลังใจเขาเพิ่ม ซ้ำยังพร่ำสั่งสอนตักเตือนเขาอีกเป็นกระบุง เหลียนเช่อพยักหน้ารับคำรอบแล้วรอบเล่า

            จะว่าไปแล้วคนที่ต่อต้านคัดค้านไม่อยากให้เขาไปเรียนที่สุดก็คือเหลียนฟางฉิง

            ยาโถวตัวน้อยเม้มปากแน่น  สีหน้าร่ำๆจะปล่อยโฮอยู่รอมร่อ เด็กน้อยเอ่ยอย่างน่าสงสาร “พี่สาม ท่านไปโรงเรียนแล้ว แล้วใครจะเล่นเป็นเพื่อนข้าล่ะ!”

            นางก้มหน้าปรายตามองลูกหมาป่าตัวน้อยที่นอนหมอบอยู่ข้างเท้าเหลียนเช่อ ซึ่งกำลังครางหงิงๆรอแทะกระดูกอยู่  ครั้นแล้วจึงกล่าวต่อ “ท่านดูสิ  ขนาดเสี่ยวฮุย (เจ้าเทาน้อย)เองก็ยังไม่อยากแยกห่างจากท่านเลยด้วย!”

            เห็นน้องสาวพร่ำพูดมาขนาดนี้   ทำเอาเหลียนเช่อรู้สึกเศร้าขึ้นมาเล็กน้อย  เด็กชายเกิดพะว้าพะวังขึ้นครามครัน ดวงตากวาดมองนางและเสี่ยวฮุย  “ฉิงเอ๋อร์ เจ้าอยู่บ้าน จงเชื่อฟังคำของพี่ใหญ่นะ ข้า…ข้ากลับมาแล้วจะมาเล่นเป็นเพื่อนเจ้าทันที!”

            น้องน้อยทั้งสองคนเกิดพร้อมกัน เติบโตมาด้วยกัน ทั้งคู่เล่นด้วยกันทุกวัน ไม่เคยแยกห่างกันเลย พอมาวันนี้ จู่ๆมาบอกว่าจะต้องแยกจากกัน จึงยากจะหักห้ามใจมิให้โศกเศร้า

            เด็กสองคนนี้ไม่เคยแยกห่างกันเลย พอเห็นพวกเขาทำสีหน้าราวกับต้องพรากจากกัน และไม่รู้ว่าอีกกี่ปีถึงจะได้กลับมาพบกันใหม่  พาให้เหลียนฟางโจวและคนอื่นๆหัวเราะขำกลิ้ง!

            เหลียนฟางโจวเอ่ยพร้อมเสียงหัวเราะ “พวกเจ้าสองคนนี่บ้องตื้นเสียจริง! ฉิงเอ๋อร์..พี่สามของเจ้าไปโรงเรียนก็เพื่อศึกษาหาความรู้ นี่เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง  แล้วมีอะไรที่ทำให้เศร้าปานนั้นได้เล่า? รอถึงตอนเย็นพี่ชายเจ้าก็กลับมาแล้ว  กลับมากินมื้อเย็นกับพวกเราเหมือนเดิม หลังมื้อเย็นก็มาคัดอักษรด้วยกันเช่นเคย ไม่ได้อยู่ประจำที่โรงเรียนเสียหน่อย!”

            “จริงเหรอ!”  ดวงตาเหลียนฟางฉิงพลันลุกวาบ พลางส่งเสียงหัวเราะดีใจ “ที่แท้พี่สามก็มิได้ไปกินนอนที่โรงเรียนแบบถางสยงรึ!”

            ที่แท้ยาโถวน้อยคงกลัดกลุ้มเรื่องนี้มาโดยตลอด!

            “พี่สามของเจ้ายังเด็กอยู่ ย่อมเรียนแบบไปเช้าเย็นกับทุกวัน!  ตอนนี้สบายใจได้หรือยัง..หืม?” เหลียนฟางโจวเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

            เหลียนฟางฉิงหัวเราะแหะๆด้วยความเขินอาย บรรยากาศเศร้าซึมหม่นหมองที่ต้องแยกจากกันก่อนหน้า หายวับไปในทันที  คนทั้งบ้านต่างกินมื้อเย็นกันอย่างชื่นมื่น  ที่ขาดไม่ได้คือเสียงพร่ำเตือนสั่งสอนทุกรูปแบบ

            เหลียนพยักหน้ารับคำคำรบแล้วคำรบเล่า

            เวลาพักหลังมื้ออาหาร เหลียนเจ๋อเรียกเหลียนเช่อมาพบที่ชายคาประตู แล้วเอ่ยกระซิบกระซาบ “อาเช่อ หากมีใครในโรงเรียนรังแกเจ้า ให้กลับมาบอกพี่รองด้วย พี่รองจะช่วยเจ้าเอาคืนให้ อย่าให้ตัวเองโดนรังแกเด็ดขาด! แล้วก็อย่าให้พี่ใหญ่รู้ด้วยล่ะ ส่วนฉิงเอ๋อร์รู้ได้ไม่เป็นไร”

            “อื้ม” เหลียนเช่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพยักหน้า  แล้วเอ่ยอย่างฉงนใจ “พี่รอง ไฉนท่านถึงได้พูดเช่นนี้เล่า? อย่าบอกนะว่าจะมีคนรังแกข้าจริงๆ?”

            เหลียนเจ๋อเสมองไปทางอื่น แล้วเหยียดริมฝีปากแค่นเสียง “บางทีอาจจะไม่มีก็ได้ ถึงอย่างไรเจ้าก็ยังเยาว์นัก ข้าก็แค่กังวลว่าอาจมีคนรังแกเจ้าก็เท่านั้น!”

            หวังว่าคงจะไม่มีนะ เหลียนเจ๋อนึกในใจ เพียงแต่…น้องชายตนเป็นเด็กกำพร้า  การไม่ให้มีการกลั่นแกล้งเกิดขึ้นเลยในโรงเรียน คงเป็นไปได้ยาก สวรรค์เท่านั้นที่รู้?

            เหลียนเจ๋อจึงเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ข้ารู้…พี่รอง  มีอาจารย์เมิ่งอยู่ทั้งคน ข้าคิดว่าคงไม่น่ามีอันใด!”

            เหลียนเจ๋อเองก็ไม่เอื้อนเอ่ยอีกต่อไป  ใบหน้าเด็กหนุ่มระบายรอยยิ้มขณะสาวเท้าเข้าเรือนพร้อมน้องชาย

            พอตกกลางคืน เมื่อฝึกวรยุทธ์ที่ลานหลังบ้านเสร็จแล้ว อาเจี่ยนได้หันมาคุยกระซิบกับเหลียนเจ๋อ “เช่อเอ๋อร์ยังเล็ก มิใช่คนในหมู่บ้านนั้น แถมยังเป็นนักเรียนใหม่อีกต่างหาก เกรงว่าอาจโดนรังแกได้ เจ้าบอกกับเขาด้วยนะ ว่าอย่าได้ทนให้ใครรังแก!  อย่างน้อยมีอะไรขึ้นมา ต้องกลับมาบอกพวกเรา”

            เหลียนเจ๋อซาบซึ้งใจนัก ผงกศีรษะพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณพี่เจี่ยนมากที่เป็นห่วง  ข้าได้บอกกับเขาไปแล้ว! ทั้งยังกำชับเขาไม่ให้บอกพี่ใหญ่ด้วย พี่ใหญ่ข้ามีเรื่องให้ต้องกังวลมากพออยู่แล้ว เรื่องหยุมหยิมพวกนี้  ปล่อยให้เป็นหน้าที่น้องๆอย่างพวกเราเถิด!”

            อาเจี่ยนแย้มรอยยิ้มชื่นชม

            รุ่งเช้าวันต่อมาหลังกินอาหารเรียบร้อยแล้ว  อาหญิงสามห่อข้าวกลางวันให้เหลียนเช่อไปกินที่โรงเรียน พร้อมทั้งพร่ำเตือนยาวเหยียด

 “จำไว้นะว่า มื้อกลางวันให้อุ่นอาหารและกินที่บ้านอาจารย์ไปเลย!”

“ถือดีๆ อย่าทำหล่นล่ะ ไม่งั้นได้หิวไส้กิ่วแน่!”

“เลิกเรียนแล้ว ให้รีบกลับล่ะ อย่าได้เถลไถลเชียว!”

“จำไว้เสมอนะ เชื่อฟังคำอาจารย์ ห้ามซุกซน  ตั้งใจเล่าเรียน….”

และอื่นๆอีกมากมาย เหลียนเช่อได้แต่ผงกศรีษะรับคำรอบแล้วรอบเล่า

            ฝ่ายเหลียนฟางโจวมิได้กล่าวสอนอะไรมากมายอีก เพราะได้พร่ำสอนไปมากมายเมื่อคืนวานแล้ว  เรื่องราวต่างๆมากมายนั้น เหลียนเช่อต้องเผชิญหน้าและแก้ปัญหาด้วยตนเอง ดีกว่าให้คนมาคอยพร่ำสอนพร่ำเตือนไม่รู้จักจบจักสิ้น  แบบนี้จะทำให้เขารู้จักพึ่งพาตนเอง และแก้ไขสิ่งผิดพลาดได้ง่ายขึ้น

            เมื่อเห็นว่าจวนจะได้เวลาแล้ว  เหลียนฟางโจวจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พอแล้วป้าสาม เช่อเอ๋อร์มิใช่เด็กน้อยแล้วนะ เขาเข้าใจหมดแล้วล่ะ!  นี่ก็ใกล้เวลาแล้ว ควรออกเดินทางได้แล้วล่ะ!”

            “อ้อ เช่นนั้นแล้วก็ไปเถิด ไปเถิด!  เลิกเรียนแล้วรีบกลับมานะ!” อาหญิงสามตบบ่าเหลียนเช่อปุๆ พลางเอ่ยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

            วันนี้ตกลงกันไว้ว่า ให้เหลียนเจ๋อเป็นคนไปส่งเด็กชายก่อน ระยะทาง 7-8 ลี้ (3-4 กิโลเมตร) ไม่นับว่าใกล้ แต่ก็ไม่ไกล พรุ่งนี้จึงให้เหลียนเช่อเดินทางไปเรียนเองคนเดียว

            น้องชายทั้งสอง กล่าวลาคนที่บ้าน  โดยมีสมาชิกทั้งหมดของบ้านเดินมาส่งที่ประตูรั้ว

            พอเห็นดังนี้อาหญิงสามรีบเอ่ยขึ้น “แล้วไยไม่มีรถเล่า?  ไม่ใช่ว่าบ้านเรามีรถลากเทียมลาหรือไร? พวกเขาจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินให้เหนื่อย!”

            เหลียนเช่อจึงรีบพูดขึ้น “ข้าไปเองได้ขอรับ อาหญิงสาม!”

            พอกล่าวถ้อยคำแข็งขันจบลง เหลียนเจ๋อจึงฉุดน้องชายให้ออกเดินไปด้วยกัน

            อาหญิงสามยังยืนอยู่ที่เดิมแล้วหันไปบ่นใส่เหลียนฟางโจว “เช่อเอ๋อร์ยังเล็กมากนัก ไยเจ้าถึงให้เขาเดินใกลปานนี้ล่ะ หากบ้านเราไม่มีรถก็ว่าไปอย่าง  เห็นอยู่ชัดๆว่ารถก็มี ยังไม่เอาไปส่งเขาอีก!”

            เหลียนฟางโจวจึงโพล่งขึ้น “รถน่ะ ยังต้องเอาไว้ใช้งานอย่างอื่นอีก คงไม่สามารถเอาไปส่งเขาได้ทุกวันหรอกกระมัง?  แล้วยังต้องจ้างรถให้ไปส่งเขาทุกวันด้วยไหม? เช่อเอ๋อร์ไปเล่าเรียนศึกษา มิใช่ไปหาความบันเทิงเริงใจ ลูกหลานบ้านเราที่เป็นแบบนี้  แม้นได้ไปโรงเรียน แต่กลับไม่สามารถพึ่งพาแขนขาตนเอง ไม่ขยันหมั่นเพียร เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ เอาแต่เคยชินกับชีวิตสะดวกสบาย สมบูรณ์พรั่งพร้อม เมื่อมีโอกาสได้เรียนแล้ว แต่ยังเรียนไม่ไหว  ต่อไปก็กลับมาทำงานคลุกดินคลุกทรายเถิด ทำงานใช้แรงคงเหมาะสมกว่ากระมัง?”

            อาเจี่ยนพูดเสริมอีกคน “ฟางโจวกล่าวถูกแล้ว การปรนเปรอเขามากเกินไป ความจริงแล้วเป็นการทำร้ายเขา และไม่ควรให้เป็นเช่นนั้น”  ชายหนุ่มอดไม่ได้ ทอดมองเหลียนฟางโจวเสียหลายครา พลางนึกในใจว่า  การที่เหลียนฟางโจวสามารถคิดได้ถึงเพียงนี้ ช่างยากนัก ยากนักที่ใครจะทำได้! นางตั้งใจฝึกน้องน้อยทั้งสองคนให้รู้จักความลำบากอยู่เสมอ!

            อาหญิงสามพลันพูดไม่ออกเสียดื้อๆ  ได้แต่พรูลมหายใจ ทว่าในใจกลับนึกชื่นชมหญิงสาวไม่น้อย

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top