ขนาดตัวอักษร

226.วันสิ้นปี 1

 64 Views

        เหลียนฟางโจวครุ่นคิดสักครู่ แล้วจึงเอ่ยขึ้น “อาเจี่ยนจะไม่โกหกข้า! ข้าย่อมเชื่อท่าน!”

อาเจี่ยนเลิกคิ้วขึ้นพร้อมทั้งระบายยิ้มออกมา  ความอบอุ่นสายหนึ่งซึ่งอธิบายไม่ได้ผุดขึ้นกลางใจชายหนุ่ม

**

           เมื่อเหล่าจางและเสี่ยวจางออกจากบ้านเหลียนฟางโจวแล้ว ก็ตรงดิ่งไปบ้านป้าจาง  ทั้งสองนำเนื้อและกระดูกเสืออย่างละสองชิ้นมามอบให้พวกเขา

            เนื้อเสือเป็นของหายากขนานแท้  สำหรับคนๆหนึ่งชั่วชีวิตหนึ่งดูเหมือนว่าคงยากได้ลิ้มลอง ส่วนกระดูกเสือถูกนำไปใช้ดองเหล้า เป็นยาบำรุงร่างกายขนานเยี่ยม

 

          เมื่อพบกัน ลุงหลี่จึงเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “พวกเจ้าไม่เป็นอะไรกันนะ  แล้วเสือนั่นตัวใหญ่มากมั้ย ต้องแจกจ่ายเนื้อให้คนตั้งมากมายในหมู่บ้าน  เกรงว่าพวกท่านเอามาแจกให้พวกข้าสองชิ้นไม่ได้หรอก มิหนำซ้ำกระดูกเสือนี่ ยิ่งมีค่ามากกว่าอีก  พวกท่านเอามาแบ่งให้พวกข้าได้อย่างไรกัน !”

            เหล่าจางรีบเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “น้องเขย พูดแบบนี้ทำราวฦฦพวกข้าเป็นคนนอก พวกข้าก็มีส่วนของตัวเองแล้ว! ของนี่พวกเราตั้งใจมอบให้พวกเจ้าโดยเฉพาะ!  หากมิใช่เพราะพวกเจ้าแนะนำอาเจี่ยนผู้นี้ ไหนเลยเรื่องทั้งหมดจะราบรื่นปานนี้เล่า? อาเจี่ยนผู้นี้ ช่างเยี่ยมยุทธ์นัก!”

            เหล่าจางทั้งทอดถอนใจ ทั้งกล่าวชื่นชมอาเจี่ยนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม จนป้าจางและลุงหลี่บังเกิดความสนใจ  จึงอดซักไซร้ไม่ได้ พอได้ฟังเข้า ทั้งสองต่างครุ่นคิดลึกๆ พลางถอนหายใจไม่หยุด

            ทว่าเสี่ยวจางทำหน้าไม่สู้ดีนัก เมื่อฟังบิดาตนเล่ามาแต่ละอย่าง เลือกหยิบเฉพาะด้านดีมาเล่า  ชายหนุ่มคนลูกจึงแค่นเสียงดังแล้วเอ่ยต่อ “พี่เจี่ยนกับอาเจ๋อล้วนเป็นคนดี  ทว่าในหมู่บ้านข้ากลับมีคนบางกลุ่มไร้จิตสำนึกอย่างยิ่ง !  พูดถึงเมื่อใด ก็ทำให้โมโหเมื่อนั้น!”

            เหล่าจางมิคิดเลยว่าบุตรชายตนจะพูดออกมา  ตัวเองอยากเข้าไปห้าม แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เขาจึงอดขึงตาใส่บุตรชายไม่ได้ “เจ้าลูกคนนี้นี่ ช่าง….”

            ทว่าเสี่ยวจางตวัดสายตาใส่บิดาตนเองแวบหนึ่ง พลางเอ่ยว่า ”ท่านพ่อ เรื่องนี้มีอะไรที่พูดไม่ได้เล่า ทั้งท่านป้าและท่านลุงหาใช่คนนอกเสียหน่อย! มิหนำซ้ำ พี่เจี่ยนน่ะ ถูกขอร้องให้มาช่วยพวกเขานะ บอกให้รู้ไปเลยว่าคนพวกนั้นคิดอะไรในใจ!  เผื่อภายหน้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา จะได้เลี่ยงทัน!”

           ป้างจางและลุงหลี่ได้ฟังถ้อยคำที่พรั่งพรูออกมา  ในใจของทั้งคู่บังเกิดหวาดหวั่น ป้าจางรีบเอ่ย “พี่ชาย สุดท้ายแล้วมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่? พวกท่านต้องบอกข้ามาให้กระจ่างนะ!  หาไม่แล้ว  ต่อจากนี้ไปข้าจะยังมองหน้าคนบ้านฟางโจวได้อย่างไร !”

          เหล่าจางพอฟังจบ  ก็พรูลมหายใจออกมาเบาๆ

            เสี่ยวจางเหลือบตามองบิดาตน ทันใดนั้นก็โพล่งออกมา “ท่านพ่อข้าไม่พูดหรอก ให้ข้าพูดเองดีกว่า!  มันมิได้มีแค่เรื่องล่าเสือหรอกท่านอา! ก่อนหน้านั้นพี่เจี่ยนเสนอให้พวกชาวบ้านเอาหมูตัวหนึ่งมาไว้ในกรงดักเป็นเหยื่อล่อ ซึ่งเรื่องนั้นข้ากับท่านพ่อพูดเกลี้ยกล่อมจนปากเปียกปากแฉะ พวกท่านไม่รู้อะไร  ภายหลังกลับมาจากล่าเสือ คนพวกนั้นพอเห็นหนังเสือเข้าก็บังเกิดความละโมบ  คอยกันท่าพี่เจี่ยนอยากยึดหนังเสือผืนนั้นมาเป็นของตน อ้างว่าเรื่องนี้เป็นการรวมกลุ่มกันในหมู่บ้านข้า หนังเสือควรเอากลับมาเป็นสมบัติของหมู่บ้าน สำหรับพี่เจี่ยนนั้น  ได้เงินสองตำลึงที่เป็นค่าตอบแทนขอให้มาช่วยไปแล้ว ก็ถือว่าหาได้ขาดทุนอันใด! หนังเสือนี้มีคุณภาพเลอเลิศ อย่างน้อยต้องมีราคาค่างวดไม่ต่ำกว่าสิบตำลึง!”

             พอได้ยินถึงตอนนี้ ป้าจางก้มหน้าลงต่ำ แล้วโพล่งออกมาโดยไม่รู้ตัว  “พวกเขาทำเช่นนี้ได้อย่างไรกัน!  งานนี้ตกลงกันไว้เป็นมั่นเหมาะตั้งแต่ทีแรกแล้ว แล้วจู่ๆมาพูดจาสับปลับได้อย่างไรกัน!”

            เมื่อนึกถึงว่า เป็นตนเองที่ไปแนะนำอาเจี่ยนให้ ป้าจางก็อดย่ำเท้าด้วยโทสะไม่ได้ “หากเป็นเช่นนี้จริงๆ  ภายหน้าข้าจะมีหน้าไปพบผู้อื่นได้อย่างไร!”

            “ใครบอกเล่า ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกนะ!” เสี่ยวจางเอ่ยด้วยโทสะขุมใหญ่ “ดีว่าข้ากับบรรดาน้องๆที่เลื่อมใสพี่เจี่ยนยืนกรานไม่ยอมท่าเดียว อีกอย่างหากเรื่องไม่รักษาคำพูดนี้ถูกแพร่ออกไป พวกเราทุกคนในหมู่บ้านเป็นได้โดนดูถูกเหยียดหยามกันหมด! ลงท้ายพวกคนเก่งๆมีฝีมือคงได้หลีกลี้หนีห่าง คงพากันโจษขานหมู่บ้านข้าในด้านเลวร้าย  ข้าจึงขอให้พี่น้องทุกคนปิดเป็นความลับ ไม่กล้าให้พี่เจี่ยนรู้!”

             “มิหนำซ้ำยิ่งหน้าขันเข้าไปอีก”  เสี่ยวจางกล่าวต่อ “คนพวกนั้นในที่สุดก็จำใจยอมปล่อยหนังเสือผืนนั้นไป  มิคาดว่าจะคิดให้พี่เจี่ยนกับอาเจ๋อออกไปจากหมู่บ้านตอนรุ่งสางเลย!  ไม่รู้ว่าใครเป็นคนต้นคิด  ที่ไม่ต้องการแบ่งเนื้อเสือให้พวกพี่เจี่ยนด้วย! พวกเขาไม่เคยนึกย้อนเลยว่า  หากไม่เป็นเพราะฝีมือของพี่เจี่ยน พวกเขายังคิดถึงเรื่องการกินเนื้อเสือได้อีกรึ?  ไม่โดนเสือคาบไปกินก็บุญแค่ไหนแล้ว!”

            ลุงหลี่กับป้าจางล้วนมีสีหน้าผิดหวังไปตามๆกัน

            ลุงหลี่พรั่งพรูลมหายใจ “ช่างทำเกินไปแล้ว !  ไม่ปริปากถึงเรื่องเสี่ยงอันตรายเช่นนั้นกันเลย เรื่องสำคัญขนาดนั้นแท้ๆ  ต่อให้เรื่องที่ผู้อื่นมาช่วยเหลือเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ก็ต้องรีบรั้งผู้อื่นให้อยู่เพื่อเลี้ยงอาหารตอบแทนใช่หรือไม่?  กลายเป็นพอถึงรุ่งสางก็รีบผลักไสคนไป ช่างเหลือทนจริงๆ….”

           หลังจากเสี่ยวจางได้เผยความในใจอันหนักอึ้งออกไปจนสิ้นแล้ว ก็ให้รู้สึกดีขึ้นมาก ซ้ำมาได้ยินคำพูดของอากับอาเขย ที่มีความคิดเห็นคล้ายตนเองอีก สีหน้าจึงดูดีขึ้นมาหน่อย ครั้นแล้วจึงถอนหายใจออกมา “พฤติกรรมของคนพวกนั้น  มันช่างไร้ยางอายอย่างแท้จริง  ภายหลังพวกเราบางคนต่างปรึกษาหารือกันว่า เช่นนั้นแล้วจะเชิญพี่เจี่ยนและอาเจ๋อไปกินเลี้ยงที่บ้านพวกเราแทน แล้วก็มอบหมายให้พี่น้องของเรามาอยู่เป็นเพื่อนทั้งสองคนสักสองสามวัน  อีกอย่างเป็นการกันพวกเขาออกจากคนพวกนั้นด้วย จะได้ไม่ได้ยินคำนินทาว่าร้ายโดยบังเอิญ  ให้พวกข้ารู้สึกผิดเข้าไปอีก! แต่พอเอาเข้าจริง พอกินมื้อเช้ากันเสร็จ เราสองคนพ่อลูกจึงไปส่งพวกเขากลับ แล้วก็เลยถือโอกาสแวะมาหาอากับอาเขยต่อ!”

          “นับเป็นคนหนุ่มที่มีความคิด!” ป้าจางได้ยินแล้ว ก็มีท่าทางโล่งอก พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าคิดได้ถี่ถ้วนรอบคอบดี เฮ้อ ต่อจากนี้ไป เรื่องทำนองนี้ ข้าคงไม่กล้าเปิดปากขอร้องอาเจี่ยนอีกแล้ว แล้วเนื้อของเสือนั่น ได้แบ่งให้พวกเขาหรือไม่?”

          “ให้ไปแล้ว!”  เสี่ยวจางผงกศรีษะ “  พวกเราสองสามคนเป็นกลุ่มคนที่ติดตามพี่เจี่ยนขึ้นเขา ต่างยืนกรานกันว่าจะแบ่งให้  ต่อให้พวกเขาไม่เต็มใจรับ ก็ยอมไม่ได้ด้วย!”

          พอเสี่ยวจางพูดถึงตรงนี้ ก็ยังรู้สึกอึดอัดในโพรงอกเล็กน้อย ที่ว่าให้ก็ให้แล้ว เพียงแต่เขาให้ไปเพียงเล็กน้อย  จึงค่อนข้างรู้สึกผิดในใจเล็กๆ

          “เฮ่อ… “ ป้าจางถอนหายใจออกมายาวเหยียด “เรื่องนี้น่าปวดหัวนัก!  ต่อไปนี้ข้าจะไม่สนใจธุระของชาวบ้านพวกนี้อีกแล้วเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม !”

         ลุงหลี่เหลือบมองพี่เขยและหลานชายแวบหนึ่ง จึงรีบพูดเสริมเพื่อปลอบใจ “พวกท่านก็เลิกคิดมากเกินไปเถิด  พวกอาเจี่ยนกับอาเจ๋อน่ะ ล้วนไม่ใช่คนประเภทที่คิดเล็กคิดน้อยจิตใจคับแคบ ฟางโจวก็ไม่ใช่ด้วย !  เคราะห์ดีที่เรื่องนี้หาทางออกได้แล้ว หมดเรื่องกันเสียที!”

         “ใช่ ใช่ กล่าวได้ถูกต้องแล้ว!” ป้าจางรีบพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม

         ในใจของเสี่ยวจางและบิดารู้สึกดีขึ้นมากโข  จึงพยักหน้าด้วยความโล่งใจ  แล้วจึงเปลี่ยนมาคุยเรื่องสัพเพเหระกันอีกพักหนึ่ง

**

           ยามราตรีคืนนี้  หิมะได้โปรยปรายลงมาตอนเที่ยงคืน อากาศหนาวเย็นยะเยือกผิดธรรมดาหลายวันติดต่อกัน จนล่วงเข้าช่วงปีใหม่กันเลยทีเดียว คำทักทายส่วนใหญ่ที่มักใช้เมื่อเจอหน้ากันในหมู่ครอบครัว จากประโยคที่ว่า “ไปไหนมา? “ “กินข้าวหรือยัง”  กลายเป็น “วันนี้หนาวจังเลยเนอะ!”

           เหลียนฟางโจวทอดสายตามองหลังคาที่ถูกปรับปรุงใหม่จนแข็งแรงมั่นคงเป็นระเบียบเรียบร้อย รวมทั้งบรรดาหน้าต่างที่กรุด้วยกระดาษอย่างหนาหมดแล้ว  หญิงสาวนึกภูมิใจในการมองการณ์ไกลของตนเองเป็นยิ่งนัก

          ซ้ำภายในบ้านยังอบอุ่นด้วยเปลวไฟที่กำลังลุกโชนจากการเผาไหม้ก้อนถ่านไม้  รวมทั้งอาภรณ์ที่เหล่าน้องๆสวมใส่ทำด้วยผ้าเนื้อหนาอุ่นสบาย ฤดูหนาวนี้ ต่อให้อากาศหนาวเย็นลงอีก ก็ไม่สร้างปัญหาใดๆเลย

         เหลียนฟางโจวตั้งใจซื้อหมูตัวอ้วนใหญ่หนัก 150-160 ชั่งเพื่อนำมาเชือด ปรุงเป็นอาหารจานร้อน เพื่อแจกจ่ายให้ครอบครัวป้าจาง จางลี่เจิ้ง  หนิวชื่อ และถางสยง รวมทั้งเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง ได้กินกันอย่างอบอุ่นครึกครื้น

          หมูตัวนั้นตนเองจะเก็บไว้เองครึ่งตัว  ส่วนอีกครึ่งตัวจะถูกส่งไปที่หมู่ตึกทางโน้น เพื่อจ่ายแจกให้คนที่นั่นได้ลิ้มลอง แน่นอน  ฉินเฟิงและซูจื่อจี้จะได้รับประทานแยกออกมาเป็นส่วนตัว หญิงสาวตั้งใจให้หลี่ชื่อปรุงอาหารแยกสำรับออกมาจากคนอื่นๆ

          ภายภาคหน้าฉินเฟิงและซูจื่อจี้จะต้องควบคุมดูแลบริวารเหล่านั้น  จำเป็นต้องทำให้พวกเขาสองคนดูเหนือชั้นกว่า เพื่อทำให้คนที่เหลือเคารพยำเกรง  พวกเขาสองคนจึงได้รับการปฏิบัติแตกต่างจากคนอื่นๆ

          ในยุคโบราณนี้ ผู้เป็นนายไม่ควรเป็นกันเองเข้าถึงง่ายจนเกินไป นี่คือสิ่งที่เหลียนฟางโจวตระหนักรู้ด้วยตนเอง

         เพียงพริบตาเดียวก็ถึงวันสุดท้ายของปีเก่าในที่สุด  ทั้งหมู่บ้านทุกหนแห่งคล้ายจะเต็มไปด้วยกลิ่นอายของการเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่อย่างเข้มข้น ทุกๆที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะพูดคุยกันอย่างสนุกสนานครึกครื้น แม้ผู้ที่ยากจนกว่า ในวันนี้ ต่างก็ฉลองเทศกาลขึ้นปีใหม่กันอย่างชื่นมื่นด้วย พวกเขาพยายามทำทุกวิถีทางที่จะได้กินอาหารดีๆ  เพื่อเป็นเคล็ดว่า ปีหน้าพวกเขาจะมีแต่สิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top