ขนาดตัวอักษร

225.ปราบเสือ

 67 Views

            เหลียนฟางโจวระบายยิ้ม “วรยุทธ์ของพี่เจี่ยนพวกเจ้าร้ายกาจออกปานนั้น จะเกิดเรื่องได้อย่างไร?  พวกเจ้าสบายใจเถิด!  ถึงพี่เจี่ยนไม่อยู่  คืนนี้เราก็ยังต้องอ่านหนังสือคัดอักษรกันอยู่ดี เอาตัวอักษรที่เขียนไว้ครั้งก่อนมาทบทวนให้ครบสองรอบ  แล้วอ่านทวนซ้ำหลายๆรอบด้วยล่ะ!”

           เหลียนฟางฉิงกับเหลียนเช่อรับคำอย่างเชื่อฟัง  พี่น้องสามคนเอาโต๊ะมาเช็ดทำความสะอาด  แล้วจึงเอากระดาษ พู่กัน และแท่นหมึกออกมาเพื่อฝึกคัดอักษรกันต่อ

           เหลียนฟางโจวนึกในใจ  ดูท่าว่าควรไปหาช่างไม้สกุลจางเพื่อสั่งทำชุดโต๊ะและชั้นหนังสือได้แล้ว หลังเข้าสู่ปีใหม่ เช่อเอ๋อร์จะเข้าเรียนในสำนักศึกษาแล้ว ดังนั้นจึงควรมีโต๊ะสำหรับทบทวนบทเรียนให้เขาโดยเฉพาะ

 

           เช้าวันใหม่แสงเงินแสงทองเพิ่งจับท้องฟ้า เหลียนฟางโจวเองเพิ่งตื่นนอน ป้าจางก็มาเยือนพร้อมหอบความตื่นเต้นยินดีมาเต็มพิกัด  พอสตรีทั้งสองเจอหน้ากัน ป้าจางก็ปรบมือขึ้นด้วยความดีใจ “สำเร็จแล้ว สำเร็จแล้ว! หลานชายคนโตข้ามาหา  เขาบอกว่าเสือโดนสังหารแล้ว! ไอ้หยา ฮะๆ  อาเจี่ยนช่างเก่งกล้าน่าทึ่งนัก!”

            หลังจากได้ฟังป้าจางเล่ารายละเอียด  เหลียนฟางโจวจึงเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด

            ที่แท้รังเสือตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน  ทำให้การเข้าไปล่าเป็นไปอย่างยากลำบาก อาเจี่ยนให้ชาวบ้านนำหมูตัวหนึ่งมาทำเป็นเหยื่อล่อ เพื่อวางกับดักสัตว์ร้ายในบริเวณเหมาะๆที่กำหนดไว้  เมื่อวานคณะล่าเสือล่อเหยื่ออยู่ครึ่งค่อนคืน  ในที่สุดเสือตัวนั้นก็งับเหยื่อเข้าอย่างจัง อาเจี่ยนจึงได้โอกาสยิงมันสิ้นชีพ   ซ้ำยังเล่าเสริมว่าเหลียนเจ๋อก็ออกแรงช่วยด้วยอีกคน ทุกคนในหมู่บ้านนั้นล้วนมองพวกเขาใหม่ด้วยสายตาเปี่ยมความเลื่อมใส!

            ที่ป้าจางไม่ได้พูดก็คือ เพื่อที่จะเอาหมูตัวหนึ่งเป็นเหยื่อล่อนี้ คนในหมู่บ้านเป็นอันมากล้วนไม่เต็มใจยินยอม   ไม่มีใครเต็มใจสละหมูตัวนี้แม้แต่น้อย แม้จะลงขันร่วมกันก็มิมีใครยอม พูดให้ถูกต้องก็คือไม่มีใครเชื่อฝีมืออาเจี่ยนนั่นเอง กลัวว่าลงท้ายหมูตัวอ้วนจะลอยหายไปกับสายน้ำ

            ภายหลังพี่ชายป้าจางเห็นว่าไม่ควรยื้อเวลาอีกต่อไป จึงแสดงความประสงค์สละหมูของบ้านตนมาเป็นเหยื่อล่อ  ถึงได้เริ่มลงมือวางกับดักกันได้  เพราะเรื่องนี้เอง  ทำให้เสียเวลาล่าไปมากโข

           เหลียนฟางโจวฟังป้าจ้างซึ่งเล่าบรรยายด้วยอาการตื่นเต้น  ใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายมาตลอดของหญิงสาว ได้คลายลงหมดสิ้น ครั้นแล้วจึงแย้มยิ้มเอ่ยขึ้น “ขอให้รู้ว่าอาเจี่ยนไม่เป็นไร! แค่นี้ก็ดีแล้วล่ะ!” ซ้ำยังรีบถามพร้อมรอยยิ้ม “ในเมื่อปลิดชีพเสือเรียบร้อยแล้ว ไฉนพวกเขายังไม่กลับมากันอีกเล่า?”

           ป้าจางระบายยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น “นี่เป็นเหตุการณ์สำคัญครั้งใหญ่จริงๆนะ หากคนในหมู่บ้านนั่นปล่อยพวกเขากลับออกมาเลยเช่นนี้  มันจะกลายเป็นอะไรล่ะ!  เพราะยามนี้เขากลายเป็นผู้มีพระคุณของหมู่บ้านนั้นไปแล้ว!  มิต้องสงสัยเลยว่าเขาจะต้องอยู่กินอาหารที่จัดเลี้ยงต้อนรับอย่างอิ่มหมีพลีมันเสียก่อน ถึงจะกลับมาได้! ไหนยังจะหนังเสืออีก ที่ต้องถลกนำกลับมาด้วย!”

            เหลียนฟางโจวตระหนักขึ้นมาโดยพลัน “ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง! วันนี้ถึงจะกลับมาสินะ!”

           ป้าจางเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ก็ควรกลับมาได้แล้วล่ะ  ว่ากันตามธรรมเนียมแล้ว พวกเขาสมควรควรต้องพำนักอยู่ในหมู่บ้านนั้นให้สำราญใจต่ออีกสักสามวันเป็นอย่างน้อย เพราะต้องคอยรับการเลี้ยงต้อนรับอย่างอบอุ่นเอิกเกริกก่อน ถึงกลับมาได้ เพียงแต่ข้าเชื่อว่า ช่วงใกล้สิ้นปีแบบนี้  พวกเขาคงไม่อยากอยู่ที่ใดนานๆหรอก!”

            เหลียนฟางโจวระบายยิ้มอย่างโล่งใจ คำกล่าวนี้เป็นความจริง เหลียนเจ๋อเป็นคนติดบ้าน อาเจี่ยนก็อีกคน มิใคร่ชอบสมาคมกับคนนอกนัก

             พอส่งป้าจางเสร็จแล้ว  เหลียนฟางโจวจึงได้เอาเรื่องที่เพิ่งรับทราบไปเล่าให้อาหญิงสามฟัง

            อาหญิงสามพอได้ฟังแล้ว ถึงกับตะลึงตาค้างไปทันที  พอได้สติกลับคืนมา  นางก็ยกมือทาบอก พลางร้องอุทาน “ไอ้หยา” ทันที  แข้งขาอ่อนแรงเกือบเซล้ม  ใบหน้านางพลันซีดขาวราวกระดาษ อาหญิงสามถลึงตาใส่เหลียนฟางโจว  ริมฝีปากสั่นระริกอยู่เป็นนาน กว่าจะเอ่ยคำพูดตะกุกตะกักออกมาได้ “เจ้าพูดว่าอะไรนะ? สะ..เสือ..พวก พวกเขาไป ไป..ข้าขอบอกว่าฟางโจว เจ้า เจ้ากินดีหมีหัวใจเสือมาหรือไร!  เจ้าช่างกล้าอะไรเยี่ยงนี้ ! เสือเป็นสัตว์ดุร้ายกระหายเลือด มันกินคนได้เลยนะ! เจ้า แต่เจ้ากลับอนุญาตให้พวกเขาไป! เจ้ากลับอนุญาตให้พวกเขาไปซะได้!”

             เหลียนฟางโจวนึกยินดีในใจเงียบๆ ที่ไม่ได้เล่าให้อาหญิงสามฟังก่อน ซ้ำยังยินดีที่พูดหลังป้าจางไปแล้ว ไม่งั้นป้าจางเมื่อได้ฟังผู้อื่นพร่ำบ่น  จะมิรู้สึกผิดแทบตายรึ?

           “อาหญิงสาม อันที่จริงมันก็ไม่มีอันใดเกิดขึ้นมิใช่รึ?  วรยุทธ์ของอาเจี่ยนกร้าวแกร่งปานนั้น ส่วนอาเจ๋อก็แค่ตามไปดูเรื่องตื่นเต้นเฉยๆ หนำซ้ำยังมิได้ให้เขาลงมือทำอะไรด้วย  มีอันใดน่ากลัวกัน !.”  เหลียนฟางโจวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม  ขณะที่ความอบอุ่นสายหนึ่งได้ก่อเกิดในใจหญิงสาว  อาหญิงสามช่างห่วงใยพวกเขาจริงๆ!

          “เรื่องแบบนี้ไหนเลยจะออกปากอนุญาตกันได้?”  อาหญิงสามขึงตาใส่หญิงสาวอย่างไม่สบอารมณ์ “ ครั้งนี้ใครเล่าจะรู้ว่าโชคดีหรือไม่? เกิดอาเจี่ยนได้รับบาดเจ็บ หรือเคราะห์ร้ายเกิดอะไรขึ้นมากกว่านั้นก็แย่เลย  เรื่องต่างๆมากมายของบ้านเรายังต้องพึ่งพาเขาอยู่นะ !  ส่วนอาเจ๋อนั่นก็น้องชายแท้ๆของเจ้า อายุก็น้อยเพียงนั้น  เจ้าดันตอบตกลงให้พวกเขาไปได้อย่างไร? เฮ้อ ไปดูเรื่องตื่นเต้นมันสนุกนักรึ? เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องที่ดูสนุกนักหรือไร!”

            “…..” เหลียนฟางโจวหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก   จำต้องพูดขึ้น “วรยุทธ์ของอาเจี่ยน ท่านเองก็ประจักษ์แก่สายตามาแล้วนะ  คนอื่นเขาไม่เชื่อในฝีมือ ก็ช่างเถิด  เราเองต้องมาใส่ใจด้วยรึ? ข้าเองก็ได้ย้ำกับพวกขาไปแล้ว หากเห็นว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี ก็ให้รีบถอยออกมา มิหนำซ้ำพวกเขาหาใช่คนไร้ปัญญา แถมยังรู้หนักรู้เบาเป็นอย่างดี  พวกเขาจะดันทุรังเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงได้รึ?  ยิ่งกว่านั้น ด้วยดินฟ้าอากาศช่วงนี้ ไม่รู้ว่าวันใด หมู่บ้านเรามีจะมีเสือ หรือตัวอะไรอื่น  บุกเข้ามาก่อหายนะขึ้นมาบ้าง? ด้วยความรู้และประสบการณ์ที่พวกเขาได้กลับมา หากเกิดเหตุร้ายขึ้นมา เรื่องใหญ่ก็จะก็กลายเป็นเรื่องเล็กไป!”

            อาหญิงสามโพล่งขึ้น “หมู่บ้านนั่นล้อมรอบด้วยขุนเขาสูงใหญ่  จึงเกิดเรื่อเช่นนี้กับพวกเขา !  ส่วนหมู่บ้านเราที่นี่ไม่มีขุนเขาล้อมรอบแบบนั้น  มีแต่ภูเขาเตี้ยๆ กระจายตัวเป็นหย่อมๆ  จะมีเสือซ่อนตัวอยู่ได้รึ!  คราวหน้าเจ้าอย่าได้ตัดสินใจเลอะเลือนเช่นนี้อีกนะ!”

          เหลียนฟางโจวย่อมรับปากด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม

          อาหญิงสามคุยฟุ้งเรื่องนี้ไม่หยุดไปครึ่งวัน   ซ้ำจู่ๆยังซักไซร้เรื่องที่ป้าจางมาเล่าให้ฟัง อย่างละเอียดยิบ  ตัวอาหญิงสามเองยังอดรู้สึกภาคภูมิใจนิดๆมิได้  ครั้นแล้วนางจึงเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ผ่านเรื่องนี้มาแล้ว อาเจี่ยนกับอาเจ๋อย่อมถือว่าเป็นปูชนียบุคคล  กลายเป็นผู้ที่เชิดหน้าชูตาให้สกุลเรา! อะฮ่า..มิคาดว่าเด็กหนุ่มอายุน้อยอย่างอาเจ๋อจะเก่งกล้าปานนี้!”

            “……”   เหลียนฟางโจว

**

           พอตกเที่ยง อาเจ๋อและอาเจี่ยนจึงได้กลับมา พี่ชายป้าจางพร้อมทั้งบุตรชายมาส่งพวกเขากลับ

           อาเจี่ยนหอบม้วนสิ่งของซึ่งห่อด้วยผ้าเนื้อหยาบมาเต็มมือ นั่นย่อมเป็นหนังเสือผืนใหญ่  ขณะที่น้องชายป้าจางหิ้วตระกร้าซึ่งภายในบรรจุก้อนเนื้อเสือหลายชิ้น และกระดูกเสือราวสามสี่ท่อน

          พวกเขาสองพ่อลูกมาส่งอาเจี่ยนและเหลียนเจ๋อก่อน  พร้อมทั้งมอบเนื้อและกระดูกเสือไว้ให้อย่างละสองชิ้น  เมื่อยิ้มแย้มกล่าวขอบคุณเสร็จแล้ว จึงพากันไปบ้านป้าจางต่อ

          อาเจี่ยนและเหลียนเจ๋อยืนส่งพวกเขาด้วยความเกรงใจ   จากนั้นสมาชิกทุกคนในบ้านจึงพากันเข้าไปสนทนาในบ้านกันอย่างชื่นมื่น

          แม้นจะแยกห่างกันเพียงหนึ่งคืนและหนึ่งวันเศษ  ทว่าทุกคนในบ้านต่างมีความรู้สึกโหยหาและคิดถึงกันพิเศษกว่ายามปกติ

         “พี่ใหญ่” เหลียนเจ๋อร้องทักพี่สาว บรรดาน้องๆ และอาหญิงสามอย่างร่าเริงอารมณ์ดี  ดวงตาเด็กหนุ่มเป็นประกายระริกด้วยความตื่นเต้น

          เสียงต่อว่าต่อขานของอาหญิงสาม  เสียงถามไถ่ซักไซร้ของฟางฉิงและเหลียนเช่อ ความห่วงใยของเหลียนฟางโจว ทำให้บ้านทั้งหลังเต็มไปด้วยเสียงคนพูดคุยจ้อกแจ้กจอแจฟังไม่ได้ศัพท์

         ยามได้ฟังเหลียนเจ๋อเล่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดให้ฟังด้วยรอยยิ้มตื่นเต้นยินดี สองน้องสาวน้องชายตัวน้อยคอยร้องอุทานด้วยความประหลาดใจ พึมพำอย่างตื่นเต้นหวาดเสียว เป็นระยะๆ  ส่วนอาหญิงสามก็ฟังอย่างตื่นตะลึง  คอยสวดภาวนาถึงพระพุทธองค์เป็นระยะๆด้วยเช่นกัน

          ฝ่ายอาเจี่ยนทำเพียงนั่งจิบชาเงียบๆ  ได้แต่อมยิ้มไปฟังไปอยู่ใกล้ๆ โดยไม่พูดขัดจังหวะใครด้วย

          เหลียนฟางโจวฉีกยิ้ม แล้วหันมากระซิบกระซาบกับอาเจี่ยน “ราบรื่นดีหรือเปล่า? พวกท่านพบเจออันตรายบ้างหรือไม่?”

         บุรุษทั้งสองคนล้วนกลับมาโดยไม่มีสิ่งใดบุบสลาย  แต่ก็ยากจะพูดว่า จริงๆแล้วพวกเขาได้พบเจออันตรายกันบ้างหรือไม่

          อาเจี่ยนยิ้มส่ายหน้า เอ่ยเชิงไม่ใคร่เห็นด้วย “ก็แค่เสือตัวหนึ่งน่ะ  ข้าไม่รู้สึกอันใดเลย” เขาเอียงคอครุ่นคิด และกล่าวขึ้นอีก “ความรู้สึกข้าก็คล้ายๆกับตอนที่พวกเราไปล่าไก่ฟ้าและหวงหยางที่เขาเซียนเถิงซานในวันนั้นแหละ!”

          เหลียนฟางโจวอดหัวเราะไม่ได้ แล้วเอ่ยอย่างติดตลก “ท่านพูดเช่นนี้ หากมีใครได้ยินเข้า  จะไม่พูดกันว่าท่านคุยโวหรอกรึ!”

          อาเจี่ยนระบายยิ้ม แล้วเอ่ยกับเหลียนฟางโจว “เช่นนั้น…คำพูดนี้ข้าจะไม่เอาไปพูดกับผู้อื่นแล้วกัน! แล้วเจ้าล่ะเชื่อคำพูดข้าหรือไม่?”

          เหลียนฟางโจวชะงักอึ้งไป  ครั้นแล้วหญิงสาวจึงพรูลมหายใจเบาๆ “อาเจี่ยน  บอกข้ามาเถอะ ที่แท้แล้ว ท่านเป็นใครกันแน่!”

           อาเจี่ยนยักไหล่  พลางพรูลมหายใจด้วยอีกคน “ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกัน!”  ว่าแล้วชายหนุ่มจึงเอ่ยถามหญิงสาวซ้ำอีกครั้ง “เจ้ายังไม่ตอบคำถามข้าเลยนะ  เจ้าเชื่อคำพูดข้าหรือไม่?”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top