ขนาดตัวอักษร

221.ไปเยือนสกุลซูอีกครา 1

 76 Views

             เหลียนฟางโจวหัวเราะอารมณ์ดีรีบเอ่ย “ท่านป้า ท่านมีธุระอันใด โปรดอย่าได้ลังเล รีบพูดมาเถิด หากข้าสามารถทำได้  ข้าย่อมช่วยท่านแน่ !”

            “หากแม้เจ้ารู้สึกว่าเรื่องนี้มันติดขัดลำบาก ก็อย่าได้ฝืนรับปากล่ะ !” ป้าจางระบายยิ้ม “เรื่องนี้น่ะ  ต้องอาศัยความสามารถของอาเจี่ยนเท่านั้น “

           เหลียนฟางโจวให้ประหลาดใจยิ่งขึ้น หญิงสาวรีบบอกให้เหลียนฟางฉิงไปตามอาเจี่ยนที่อยู่ในลานหลังบ้าน

 

            ป้าจางพรูลมหายใจ ก่อนเฉลย “อากาศในหลายวันมานี้ มิใช่ว่าเลวร้ายหรือไร?          เมื่อวานซืนตอนกลางคืน  หมู่บ้านที่ท่านแม่ข้าอยู่นั่น มีเสือบุกเข้ามาในหมู่บ้าน  มันมาจับหมูที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ไป !  มิคาดว่ามีคนในหมู่บ้านเจอถ้ำของเสือนั่นโดยบังเอิญ  ทว่าแต่ละคนไม่เก่งกาจพอจะรวมตัวกันไปล่า  หนำซ้ำยังไม่มีใครกล้าเข้าไปอีกด้วย ทางโน้นจึงอยากมาขอให้ทางเราช่วยจัดการให้ที อีกทั้งยังกลัวกันว่า พอเจ้าเสือนั่นได้ลองลิ้มรสชาติหอมหวานนั่นแล้ว  จะหวนกลับเข้ามาในหมู่บ้านอีก  มันขย้ำหมูไปแล้ว ไหนจะวัวอีกล่ะ  ตอนนี้พวกชาวบ้านล้วนกินไม่ได้นอนไม่หลับ  ถ้าเกิดว่า สิ่งที่มันจะขย้ำครั้งต่อไป เป็นมนุษย์ขึ้นมา มันจะยิ่ง….  พวกน้องชายของท่านแม่ข้า เมื่อตอนบ่ายได้มาหาข้าถึงบ้าน เดิมทีข้าคิดจะไปขอให้บ้านนายพรานซุนช่วย ซานเหอลูกข้าบอกว่า เขาเกรงว่านายพรานซุนจะเก่งกาจสู้อาเจี่ยนไม่ได้…อาเจี่ยน  เจ้าช่วยไปดูให้ได้หรือไม่….แต่หากว่าเหลือบ่ากว่าแรง  ข้าคงให้พวกเขาไปขอร้องบ้านนายพรานซุนแทน !   พวกเจ้าจะได้ไม่ต้องลำบากใจ !  ถึงแม้ว่าจะมีเงินสองชั่งให้เป็นสินน้ำใจอยู่แล้ว  แต่ถ้าหากมีการล่าเสือนั่นขึ้นมาจริงๆ  สุดท้ายหนังของมัน ผู้ล่าสามารถเอากลับไปได้ด้วย  ทว่าพวกเจ้าของไม่ขาดแคลนของเหล่านี้หรอกกระมัง !”

             เหลียนฟางโจวหันไปมองอาเจี่ยน  รวมทั้งเหลียนเจ๋อและน้องน้อยทั้งสองคนด้วย ซึ่งไม่รู้ว่าเข้ามายืนออฟังตั้งแต่เมื่อใด เหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อเมื่อทราบเรื่องเข้า  ให้หวาดกลัวขึ้นมาเล็กน้อย  ในขณะที่ดวงตาของเหลียนซ่อเรืองวาบขึ้นนิดหนึ่ง ด้วยความกระหายใคร่อยากลอง

            อาเจี่ยนครุ่นคิดสักครู่ แล้วเอ่ยขึ้น “เรื่องนี้ไม่น่ามีปัญหา  เพียงแต่ว่า พรุ่งนี้ฟางโจวจะเดินทางไปเยี่ยมสกุลซูที่เมืองชวงหลิง…”

           เหลียนฟางโจวรีบเอ่ย “หากท่านคิดว่า สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ เช่นนั้น…ก็ไปเถิด ข้าจะให้พวกฉินเฟิง หรือไม่ก็ซูจื่อจี้ไปเป็นเพื่อนในการเดินทางครั้งนี้  ให้ใครไปก็เหมือนกัน เพียงแต่ สภาพอากาศแบบนี้  เสือนั่นคงหิวกระหายและดุร้ายน่าดู  จึงมีความเสี่ยงว่า มันอาจจะบุกเข้ามาโจมตีหมู่บ้านนี้อีกเร็วๆนี้   จะรับมือไหวหรือไม่ ท่าน..ลองตรองดูเองเถิด !”

          ป้าจางรีบพยักหน้า “ฟางโจวกล่าวได้ถูกต้อง  ครอบครัวเราทั้งสอง ไม่จำเป็นต้องมาเกรงใจกันให้เสียเวลา !  จะได้ไม่ต้องมาอึดอัดใจกันด้วย ! หากไม่ไป ก็พูดมาตรงๆเสียแต่แรกเถิด  เรื่องเสี่ยงอันตรายเช่นนี้  ไม่มีผู้ใดกล้ารับประกันหรอกนะ !”

         อาเจี่ยนสบตาเหลียนฟางโจวคราหนึ่ง  แล้วหันไปพยักหน้าให้ป้าจาง “ในเมื่อเป็นเช่นนี้  ข้าจะไปดูสักครา !”

         ป้าจางหันไปมองเหลียนฟางโจว  แม้ใจเหลียนฟางโจวจะรู้สึกวิตกนิดๆ  เพียงแต่หญิงสาวก็เชื่อถือฝีมืออาเจี่ยนด้วย

ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว  เพียงได้ฟังเรื่องเล่าขาน หัวคิ้วชายหนุ่มไม่กระตุกให้เห็นแม้สักนิด  เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทางประหนึ่งว่า ผู้อื่นมาไหว้วานเขาให้ไปขุดหัวกระหล่ำแค่นั้น ชัดเจนว่า เขามิได้มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายเลยจริงๆ

         “ในเมื่ออาเจี่ยนรับปากเองแล้วอย่างนี้  ตัวเขาเองย่อมสามารถจัดการได้แน่ !”  เหลียนฟางโจวเอ่ยกับป้าจางด้วยรอยยิ้ม

            ป้าจางยินดีปรีดาอย่างเห็นได้ชัด นางปรบมือ พลางเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ได้ เช่นนั้น…ก็ตกลงตามนี้  รุ่งสางวันพรุ่งนี้ ข้าจะมาเรียกอาเจี่ยน  มาพร้อมกับน้องชายท่านแม่ข้า ซึ่งจะร่วมเดินทางไปด้วย !”

          “ได้ !” อาเจี่ยนผงกศรีษะ

           ป้าจางจึงยิ้มแย้ม เอ่ยขอตัวกลับ

         “จริงๆแล้วท่านไปได้หรือไม่?”

           “ตัวเจ้าไปสกุลซูเอง ไม่เป็นไรใช่ไหม?”

           ทั้งเหลียนฟางโจวและอาเจี่ยนเปิดปากเอ่ยขึ้นพร้อมกัน

           ชายหนุ่มหญิงสาวต่างหัวเราะออกมา เหลียนฟางโจวเป็นฝ่ายส่ายหน้าก่อน แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “วางใจเถิด  ไม่มีอันใดน่าเป็นห่วงหรอก !  ข้าคงไม่เจอกับคนขับรถม้านิสัยแย่ๆอีกกระมัง? ข้ารู้ว่าวรยุทธ์ท่านล้ำเลิศนัก ทว่า เสือเป็นสัตว์ดุร้าย ต้องระวังให้ดี !  หากท่านรู้สึกว่าเกินกำลัง  ก็อย่าได้เอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง  แม้ทำให้ผู้คนเยาะเย้ยถากถางบ้าง ก็ปล่อยให้พวกเขาเยาะเย้ยไป กลับมาอย่างรอดปลอดภัย สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด !”

           อาเจี่ยนพยักหน้า  เหลียนเจ๋อที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยอย่างไม่ค่อยจะเห็นด้วย “พี่ใหญ่ ท่านดูถูกฝีมือพี่เจี่ยนมากไปแล้วนะ  พี่เจี่ยนเก่งกาจล้ำเลิศหาผู้ใดเทียม ! มิต้องพูดถึงเสือแค่ตัวหนึ่งเลย ต่อให้เป็นเสือสองตัว สามตัวก็หาใช่คู่ต่อสู้ของพี่เขาสักนิด !”

           “หุบปากเลย !”  เหลียนฟางโจวปรายตามองน้องชายคราหนึ่ง  แล้วเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “คิดดูสิว่าเจ้าพูดอะไรออกมากัน !”

           อาเจี่ยนรีบขัดตาทัพ “ข้ารู้กำลังตนเองดี  ที่เจ้าบอกมาทั้งหมด ข้าจะจำใส่ใจไว้ !  หากทำไม่ได้ ข้าจะหันหลังกลับ ผู้อื่นจะหัวเราะเยาะเย้ย ก็ให้พวกเขาทำไป !”

          ชายหนุ่มร่ายยาวออกมาถึงเพียงนี้  แต่ฟังดูก็รู้ว่า มิได้หมายความตามที่พูด  คนที่เหลือต่างหัวเราะออกมาด้วยความขบขัน

         “พี่ใหญ่ ข้าก็แค่มีปาก สักแต่ว่าพูดไป ! พี่ใหญ่  หรือไม่ ก็ให้ข้าไปเป็นลูกมือพี่เจี่ยนเถิด  ข้าไปด้วยคนได้ไหม?” เหลียนเจ๋อเห็นสีหน้าเหลียนฟางโจว  ดีขึ้นมาหน่อยแล้ว  เด็กหนุ่มจึงเอ่ยอย่างระมัดระวังพร้อมรอยยิ้ม

           “เจ้าแน่ใจนะ ว่าจะไม่ก่อปัญหา?”  ใจของเหลียนฟางโจวบีบรัด  ทว่าหญิงสาวไม่สะดวกใจจะทัดทาน  เพราะบังเกิดความเกรงใจอาเจี่ยนขึ้นมาหน่อยๆ

           “หา” เหลียนฟางฉิงกับเหลียนเช่อต่างร้องอุทานพร้อมกันโดยมิได้นัดไว้ ดวงตาเบิกกว้างอย่างตื่นตะลึง

           “ไม่มีทาง ไม่มีทาง !  ข้าจะไม่ก่อปัญหาแน่ !  เมื่อไปถึงที่นั่น ข้ารับรองว่า จะเชื่อฟังพี่เจี่ยนทุกอย่างเลย !”  เหลียนเจ๋อเอ่ยละล่ำละลัก

           อาเจี่ยนกับเหลียนฟางโจวหันมาสบตากัน  ครั้นแล้วชายหนุ่มจึงเอ่ยขึ้น “หากเขาอยากไป ก็ให้ไปเถิด  ข้าจะคอยดูแลเขาเอง เจ้าวางใจเถิดนะ !  อาเจ๋อเอง  หาใช่เด็กหนุ่มมุทะลุวู่วามไม่ ให้เขาได้ไปเปิดหูตา ถือว่าดีเสียด้วยซ้ำ ! ”

           เหลียนฟางโจวค่อนข้างแปลกใจเล็กน้อย  หญิงสาวนึกว่าอาเจี่ยน จะปฏิเสธไม่ให้เหลียนเจ๋อไปเสียอีก  ใครจะคิดว่า เขาดันรับปากเอาง่ายๆ

            อาเจี่ยนไม่เคยพูดจาโอ้อวด  เขาบอกว่าสามารถทำได้ ก็คือทำได้ บางทีอาจเป็นตัวเธอเอง ที่เอาแต่วุ่นวายและวิตกกังวลไปเอง !

             “เช่นนั้นก็ไปเถิด !  เพียงแต่เจ้าต้องเชื่อฟังอาเจี่ยนอย่างเคร่งครัด อย่าได้ไปเกะกะวุ่นวาย เข้าใจหรือไม่? “  เหลียนฟางโจวตีหน้าขรึม เอ่ยเสียงเข้ม

              เหลียนเจ๋อรีบพยักหน้าแรงๆ “ข้าเข้าใจแล้ว !”

              จากนั้นเหลียนฟางโจวก็ย้ายสายตาไปที่น้องเล็กทั้งสอง “เรื่องนี้ พวกเจ้าสองคนอย่าได้เที่ยวเอาไปพูด และห้ามไปเล่าให้อาหญิงสามฟังด้วยล่ะ !”

             “อ้าว” น้องเล็กทั้งสองคนร้องครางออกมา เพราะกะจะเอาไปคุยโม้กันด้วยความตื่นเต้น ก็มาโดนสั่งห้ามเสียแล้ว

            เพียงไม่นาน อาหญิงสามก็ทำอาหารเสร็จ  สมาชิกทั้งบ้านต่างนั่งล้อมวงรอบโต๊ะกินอาหารมื้อเย็นกัน ด้วยจิตใจแช่มชื่นเบิกบาน

             กับข้าวมื้อเย็นนี้ ดูหรูหราเป็นพิเศษ ประกอบด้วย เนื้อหวงหยางเคี่ยวจนเปื่อย  เนื้อหวงหยางผัดกับต้นกระเทียมและพริก เนื้อแพะแล่บางๆผัดคึ่นไช่  ซ้ำยังมีน้ำแกงไก่ฟ้าตัวอ้วนตุ๋นใส่เกาลัดป่าและพุทราแห้งอีกด้วย บนโต๊ะอาหารอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นเข้มข้น

             ส่วนวัตถุดิบที่เหลือเหล่านั้น มีให้พอให้กินไปจนถึงเดือนแรกของปีหน้าเลย

             ช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ป้าจางผู้มีใบหน้าเปื้อนยิ้ม ได้มาหา แล้วเชิญอาเจี่ยนไปกินมื้อเช้าที่บ้านนางก่อน

             นี่นับเป็นมรรยาททั่วๆไป  อาเจี่ยนเรียกเหลียนเจ๋อให้ไปด้วยกัน  โดยเอาคันธนูและลูกธนูใส่ลงในกระเป๋าหนัง  ซึ่งสะพายไว้บนหลังด้วย ซ้ำยังมีห่อผ้าอันใหญ่อีกหนึ่งห่อ ซึ่งภายในบรรจุรองเท้าหุ้มข้อหนัง และสนับเข่าหนังไว้ด้วย

            ป้าจางเหลือบมองเหลียนเจ๋อด้วยความแปลกใจเล็กน้อย   เมื่อเห็นเหลียนฟางโจวมิได้ห้ามปราม หรือเอื้อนเอ่ยอันใด  นางจึงส่งยิ้มให้ แล้วเดินจากไปพร้อมกันสามคน

            “นี่” อาหญิงสามร้องขึ้นด้วยความฉงน  ครั้นแล้วจึงถามขึ้น “ป้าจางมาเรียกพวกเขาไปกินข้าวทำไมกันล่ะ?”

             เหลียนฟางโจวตอบกลับไปแบบคลุมเครือ ซึ่งอาหญิงสามก็มิได้ซักไซร้อันใดต่อ

              เหลียนฟางโจววางแผนพาฉินเฟิงและจางซิ่วเอ๋อร์ร่วมเดินทางไปในครั้งนี้ด้วย  หญิงสาวจึงให้เหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อไปบอก และให้พวกเขามารออยู่ที่บ้านนี้ก่อน

              เหลียนฟางฉิงพบว่า พี่สาวพาจางซิ่วเอ๋อร์ไปโดยไม่พาตนเองไปด้วย เด็กน้อยจึงเริ่มบ่นออกมา เหลียนฟางโจวจึงอธิบายให้นางฟังสองสามประโยคก่อนออกเดินทาง

             ในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่  พาเหลียนฟางฉิงไปที่โน่น  ก็เหมือนพาเข้าไปในดงชนชั้นสูง  เหลียนฟางโจวมิต้องการให้เด็กน้อย อย่างเหลียนฟางฉิง หรือเหลียนเช่อ ไปเจอสายตาดูแคลนของบรรดาข้าทาสที่ฝั่งโน้นเข้า  ต่อให้คนพวกนั้นมิได้ปริปากอันใด  ทว่าเพียงแค่สีหน้าและท่าทางที่แสดงออก ก็สื่อความคิดในหัวพวกเขาให้เห็นแล้ว !

             ตัวเธอเองและเหลียนเจ๋อ อายุไม่น้อยแล้ว ซ้ำยังรู้กาละเทศะดี ส่วนจิตใจนั้นย่อมหนักแน่นกว่า จึงไม่มีปัญหาอันใดเมื่ออยู่ทางโน้น  ทว่าเหลียนฟางฉิง และเหลียนเช่อนั้นต่างกัน  เธอมิอยากให้พวกเขาไปเจอเรื่องหดหู่ใจทำนองนี้  จนรู้สึกว่าตนเองเป็นคนต่ำต้อยในหมู่ชนชั้นสูง

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top