ขนาดตัวอักษร

220.ความคิดของเหลียนไห่

 81 Views

           ผู้เป็นบุตรเผยเหตุผล “ทันทีที่อารอง อาหญิงรองถึงแก่กรรม พวกนางพี่น้องก็กลายเป็นเด็กกำพร้าในทันที ภายหลัง ฟางโจวถางเม่ยยังโดนคนสกุลหยางถอนหมั้นอีก  เมื่อโดนมรสุมลูกแล้วลูกเล่าถาโถม พวกนางพี่น้องจึงต้องมีชีวิตอยู่อย่างกล้ำกลืนฝืนทน  คนที่ประสบแต่หายนะมากมายเห็นปานนี้ ภายหลัง อะไรๆแต่เดิมจะไม่เปลี่ยนไปได้อย่างไร?  หากคิดทบทวนในจุดนี้  ก็จะเข้าใจเหตุผลทุกอย่างชัดแจ้ง ทว่าพวกท่านก็เอาแต่ทึกทักว่านางผู้นั้น ยังเป็นเหมือนเช่นเก่าก่อน พวกท่านถึงได้พ่ายแพ้ไง !”

เมื่อเฉียวชื่อได้ฟังเหตุผลที่บุตรชายสาธยายมา  หญิงวัยกลางคนจึงพรูลมหายใจ “หากข้ารู้สักนิด ก็คงมาถามเจ้าแต่แรกแล้ว !  ช่างน่าเสียดายนัก พูดเรื่องนี้ในตอนนี้จะมีประโยชน์อันใด ! ลูกแม่ เจ้าเป็นผู้เดียวที่รู้หนังสือ ต้องมีความคิดอ่านดีกว่าพวกเราแน่  เรื่องทั้งหมดนี้  ต่อไปคงต้องยกให้เจ้าสะสางต่อแล้วล่ะ !”

 

             “ท่านแม่ !” เหลียนไห่เอ่ยเสียงเข้ม “ท่านยังคิดแก้แค้นอันใดอีก  การคิดแก้แค้นเอาคืนต่างๆนาๆนี่ จากนี้ไป ท่านพ่อและท่านแม่อย่าได้พูดถึงเรื่องพวกนี้อีก แค่คิดก็ไม่ได้ด้วย !  ตัวอักษร ‘เหลียน’ เขียนออกมาเป็นสองแบบไม่ได้ฉันใด พวกเราทั้งหมดล้วนเป็นคนสกุลเดียวกันฉันนั้น !  พวกท่านดูสิ หวงหยางที่บ้านพวกเขาล่ามาได้ ไม่ได้ส่งเป็นของกำนัลมาให้พวกเราหรือไร? หากพวกเขาไม่มองว่าเราเป็นคนสกุลเดียวกัน พวกเขาคงไม่วุ่นวายส่งของมาให้หรอกกระมัง? เพราะฉะนั้นข้าขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า เรื่องขัดแย้งที่ผ่านมาแต่หนหลัง ก็ขอให้มันผ่านไปเสีย !”

              “เจ้า เจ้าพูดพร่ำอันใดออกมากัน !  ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ไปได้ !  เจ้าคิดจะทำให้แม่อกแตกตายใช่ไหม !”  เฉียวชื่อเบิกตากว้างแทบถลนตวาดเสียงแหลมปรี๊ด  แทบจะผุดลุกยืนขึ้น

              เหลียนไห่มีสีหน้าขรึมลง  ความอดกลั้นของชายหนุ่มพลันลดลงไปสองส่วน ผู้เป็นบุตรชายเอ่ยเสียงเย็น “ท่านแม่ ยามนี้พวกฟางโจวได้ถีบตัวไปคบหาสมาคมกับสกุลซูและสกุลชุยแล้ว พวกเราไปมีเรื่องกับพวกนาง รังแต่จะสร้างปัญหา หาประโยชน์อันใดมิได้ !  สกุลซูคือคหบดีที่มั่งคั่งอันดับหนึ่งแห่งเมืองชวงหลิว เห็นฟางโจวใช้จ่ายเงินมือเติบปานนี้  สกุลซูยินดีมอบเงินมากมายมหาศาลไว้ในกำมือฟางโจว เช่นนั้นแล้ว…ย่อมไว้วางใจนางมากเป็นแน่ !  มิหนำซ้ำคุณชายชุยนั่น ยังสนิทสนมกับพวกนางมากปานนี้ หากข้าคาดการณ์ไม่ผิด คุณชายชุยผู้นี้น่าจะเป็นญาติข้างฝ่ายนายหญิงใหญ่ของสกุลซู ซึ่งมาจากตระกูลที่มีชื่อเสียงอันดับหนึ่งในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้น !  ไม่แน่ในภายภาคหน้า ข้าอาจสอบเคอจู่เพื่อเป็นขุนนาง ซึ่งยิ่งต้องขอการสนับสนุนจากผู้อื่นอีกต่างหาก !  เราจะสะบั้นความสัมพันธ์กับพวกนางด้วยเหตุผลใดกัน ?  ซ้ำยังไม่คิดจะพึ่งพาพวกฟางโจวอีก !”

              เฉียวชื่อถึงกับอึ้งไป  แต่สีหน้านาง ดูไม่ถึงกับบึ้งตึงมาก ผ่านไปสักพัก ผู้เป็นมารดาก็กัดฟันพูด “ทว่า ข้าไม่เห็นดีด้วยเลยจริงๆนะ !  มันฝืนใจข้ายิ่งนัก !”

            “ต่อให้ฝืนใจอย่างไรก็ต้องยอมทำ !”  เหลียนลี่ได้ฟังบุตรชายอธิบายมาพักใหญ่  จึงพลันเข้าใจและเห็นดีเห็นงามตามในที่สุด เขาแค่นเสียงพลางถลึงตาใส่เฉียวชื่อ “ยามรู้สึกฝืนใจ ก็ให้นึกถึงอนาคตของลูกชายเอาไว้  ไม่รู้จะทำอย่างไร  อย่างน้อยก็ปรับสีหน้าและน้ำเสียงให้อ่อนลงนิดหนึ่งก็ยังดี !  ต่อจากนี้ไป เมื่อเจอพวกเขา ก็อย่าทำตัวแปลกแยกให้ข้าเห็นอีก รู้จักยิ้มแย้ม รู้จักทักทายพวกเขาบ้าง !”

              เฉียวชื่อได้ฟังแล้ว แทบหมดแรง เหลียนไห่จึงกล่าวเสริม “ท่านแม่ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นหรอก  เอาแค่ไม่ไปมีเรื่องขัดแย้งกับพวกเขาเป็นพอ ที่เหลือปล่อยเป็นหน้าที่ข้าเอง !”

              เหลียนไห่รู้จักนิสัยมารดาของตนดี  ให้นางไปพบและเป็นฝ่ายไปพูดคุยทักทายเหลียนฟางโจวกับเหล่าน้องๆนั่น  นางคงเลือกยิ้มให้อย่างเดียวดีกว่า ยิ่งอยู่เฉยๆ โดยไม่ต้องยิ้มด้วย ก็ยิ่งดีนัก

              ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ “ต่อให้ทำเพื่ออนาคตของข้า ไยต้องทำให้ท่านแม่มาแบกรับความเจ็บปวดด้วยเล่า?  ท่านแม่ ครั้งหน้าหากเจอพวกเขา ก็แค่ทิ้งระยะอยู่ห่างๆ  ไม่ถึงกับต้องรีบเดินเข้าไปประจบเอาใจพวกเขาหรอก !”

             บอกมาง่ายๆแบบนี้ ก็ดีนะสิ ! เมื่อเทียบกับวาจาของสามีแล้ว  วาจาของบุตรชายถูกใจเฉียวชื่อมากกว่า

            “ลูกชายข้าช่างเข้าใจความคับข้องใจของข้า เฮ้อ !” เฉียวชื่อซาบซึ้งใจไม่หยุด  ในขณะที่แม่ลูกก็ไม่ต้องมาทะเลาะกัน เรื่องขอให้เหลียนไห่แก้แค้นเพื่อนาง  ผู้เป็นมารดาจึงพยักหน้าแย้มยิ้มอย่างถูกใจยิ่งนัก “ได้ จากนี้ไป ข้าจะไม่รู้สึกฝืนใจยามพบปะพวกมันแล้วล่ะ !”

             รอลูกชายนางได้เป็นขุนนางก่อนเถิด เมื่อนั้นจะให้พวกนั้นมาคุกเข่าอ้อนวอนต่อหน้าตนเองเสียให้เข็ด ! เมื่อคิดได้ดังนี้  ใจของเฉียวชื่ออาบเอิบด้วยความยินดีเป็นล้นพ้น

**

            ข้างฝ่ายเหลียนฟางโจว เดิมทีเธอตั้งใจจะดั้นด้นไปเมืองชวงหลิว เพื่อนำของขวัญปีใหม่ไปมอบให้ฟางฉิงอยู่แล้ว ข้าวของต่างๆนาๆ จึงถูกจัดเตรียมไว้เกือบหมด  ยามนี้พอได้หวงหยางนี้มา ก็ครบบริบูรณ์พอดี พอถึงพรุ่งนี้ ก็สามารถออกเดินทางได้เลย

            ของขวัญที่จะนำไปมอบให้ หญิงสาววางแผนไว้อย่างดิบดี  อย่างเห็ดตากแห้ง เธอคัดเฉพาะพันธุ์หายาก เลือกมาแต่ชิ้นดีๆ บรรจุใส่ห่อไว้หนักราวๆ 7-8 ชั่ง แถมยังมีหัวไชเท้าตากแห้งที่ทำเตรียมไว้ก่อนหน้านั้นอีกสองสามชั่งด้วย นอกจากนี้หญิงสาวยังหาคนไว้ใจได้ ไปเก็บน้ำผึ้งป่าที่ได้มาอย่างยากลำบาก รวบรวมมาได้ 2 ไห ซึ่งหนักรวมกันราว 4  ชั่งเห็นจะได้  สมทบด้วยหวงหยางพร้อมเครื่องในอีกหนึ่งตัว  ซ้ำก่อนหน้านั้นสองสามวัน เธอได้ขอซื้อไก่ฟ้าสีทองที่ยังมีชีวิตอีก 1 คู่จากบ้านนายพรานซุนมาอีก

           อาหญิงสามอยากให้หลานสาวเข้าไปซื้อขนม แพรพรรณ และของอื่นๆในเมืองมาเพิ่มเติม ซึ่งเหลียนฟางโจวมิใคร่สนใจนัก  ที่จวนสกุลซูนั่นมีข้าวของราคาแพงทำนองนี้อยู่แล้ว ซื้อไปมอบให้ พอกลับไปแล้ว ทางโน้นก็คงส่งต่อให้บริวารอีกทอดหนึ่ง  ซึ่งกลับเป็นการดูหมิ่นเธอไปเสียอีก สู้ส่งสิ่งของจากธรรมชาติ ซึ่งหาได้เฉพาะเขตชนบทในท้องถิ่นนั้นๆก็ไม่ได้  แถมยังดูดีมีรสนิยมอีกด้วย

           เมื่อกลับจากไปส่งเนื้อหวงหยางให้แต่ละบ้านตามที่ตั้งใจไว้แล้ว  หญิงสาวจึงได้กลิ่นเนื้อเข้มข้นหอมตลบอบอวล ออกมาจากในครัว ที่กำลังปรุงจานเนื้อหวงหยางอยู่ เหลียนฟางโจวอดสูดกลิ่นหอมกรุ่นนั้นเข้าไปอีกสองเฮือกไม่ได้ เนื้อสัตว์ป่าช่างให้ความแตกต่างเสียจริงๆ  เพียงสูดกลิ่นของเนื้อนี่เข้าไป ก็ทำให้ผู้คนน้ำลายหก  ด้วยความหิวกระหายแล้ว

           หญิงสาวเพิ่งสาวเท้าเข้าไปในเรือน และเตรียมจะเรียกพวกเหลียนเจ๋อ ให้ไปเตรียมห่อของขวัญที่จะขนเดินทางไปด้วยในวันพรุ่งนี้   ”ฟางโจวอยู่บ้านหรือเปล่า !” ปรากฏว่าป้าจางส่งเสียงร้องเรียกจากด้านนอก แล้วเดินเข้ามาในรั้วบ้านด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า

           เหลียนฟางโจวรีบขานตอบ แล้ววิ่งออกไปด้วยรอยยิ้ม

          ป้าจางมาหาหญิงสาวเพื่อแสดงความขอบคุณ  เหลียนฟางโจวรีบยิ้มแย้มตอบรับผู้สูงวัยสองสามคำ ป้าจางหรี่ตาลงเล็กน้อย ถามด้วยน้ำเสียงต่ำลง “ฟางโจวเอ้ย เจ้าได้ส่งของกำนัลไปให้ที่บ้านลุงใหญ่กับป้าใหญ่ของเจ้าหรือยัง?

         เหลียนฟางโจวรีบพยักหน้าตอบ “ส่งไปให้เรียบร้อยแล้ว  ข้าส่งหวงหยางไปให้ 1 ขา  ท่านป้าว่า มันเพียงพอหรือไม่เจ้าคะ? “

         “ส่งไปแล้วรึ  พอล่ะ พอล่ะ!”  ป้าจางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ทุกวันนี้ บ้านเจ้ามีคนมากมาย  ซ้ำยังบอกว่าจะส่งหวงหยาง 1 ตัวไปให้สกุลซูอีก อีกทั้งยังจ่ายแจกไปให้บ้านใกล้เรือนเคียงอีกมากมาย ส่งไปให้พวกเขา 1 ขา นับว่าเหมาะสมทีเดียว !”

          จากนั้นก็พูดเสริมขึ้นอีกพร้อมรอยยิ้ม “เด็กอย่างเจ้านี่ ช่างรู้หนักเบาเป็นอย่างดี  ที่ข้ามาพูดนี่ เสียเที่ยวซะแล้ว !  ไม่ว่าจะดีจะชั่วอย่างไร พวกเขาล้วนเป็นญาติผู้ใหญ่ของพวกเจ้า มิหนำซ้ำ ถางสยงของเจ้านั้น ภายหลังกลับมา ก็ยังทำดีกับพวกเจ้าด้วย !  หากไม่ส่งของไปให้พวกเขา  จะต้องโดนผู้คนติฉินนินทาเป็นแน่ !  ไอ้เรื่องซุบซิบทำนองนี้  คนชอบเอาไปลือนัก  ไม่ส่งผลดีต่อพวกเจ้าพี่น้องเลย !”

             เหลียนฟางโจวอดพยักหน้าเห็นพ้องไม่ได้  ครั้นแล้วจึงเอ่ยอย่างซาบซึ้งพร้อมรอยยิ้ม “ท่านป้า ข้าขอบอกว่า ท่านและลุงหลี่คือญาติผู้ใหญ่ของข้า  มีเพียงพวกท่านเท่านั้นที่ดีต่อข้า  หมั่นคอยมาตักเตือนมิได้ขาด !”

             พวกเขาพี่น้องกำพร้าบิดามารดา จะคิดทำสิ่งใด ก็เป็นที่จับตามองยิ่งกว่าผู้อื่น  หากทำสิ่งใดผิดพลาดไปแม้แต่นิดเดียว ประโยคแรกที่ผู้อื่นหลุดปากออกมาก็คงเป็น “เด็กไม่มีบิดาคอยสั่งสอน ไม่มีมารดาคอยดูแล” ซึ่งจะส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อความชอบธรรมของพวกเขา

            อีกทั้งด้วยพวกเขายังมีจุดอ่อนไม่มั่นคงอยู่  หากถูกผู้อื่นใส่ความขึ้นมา  จะยิ่งทำให้ผู้คนเคลือบแคลงใจในตัวพวกเขามากขึ้นโดยไม่จำเป็น

           ผลกระทบทำนองนี้เมื่อเจอประปรายในแต่ละวัน แรกๆอาจไม่รู้สึกอันใด  สุดท้ายเมื่อเจอหนักๆเข้าเพียงไม่กี่ครั้ง  คนจะมองว่าพวกเขาเป็นเด็กเอาแต่ใจ และไม่น่าคบ

           ยกตัวอย่างเช่น ในภายภาคหน้า หากเหลียนเจ๋อและเหลียนเช่อจะแต่งภรรยา หากเหลียนฟางฉิงจะแต่งเข้าครอบครัวสามี หรือเหลียนเช่อจะไปเข้าเรียนในสำนักศึกษา เพื่อสอบซิ่วไฉ เพื่อสอบเคอจู่หรืออะไรต่างๆนาๆ  เมื่อเจอข่าวลือด้านลบมากๆเข้า  ไม่ว่าผู้ใดจะยอมรับนิสัยใจคอและความประพฤติของพวกเขาได้หรือ?

           จุดนี้เหลียนฟางโจวจำใจยอมรับมานานแล้ว  พวกเหลียนเจ๋อและน้องน้อยอีกสองคน ก็เข้าใจเรื่องนี้ดีด้วย

            สาเหตุที่ต้องสะบั้นความสัมพันธ์ระหว่างสองบ้านนั้น  รวมทั้งหนังสือข้อตกลงที่เขียนไว้ทั้งสองฉบับ มิได้มีอะไรมากไปกว่า  หวังเพียงสะกัดกั้นเหลียนลี่และภรรยาในการเข้ามาก้าวก่ายการงานและผลประโยชน์ของพวกหลานๆ  มิได้หวังจะตัดขาดจนตายจากกันไปข้างหนึ่งจริงๆ

           ป้าจางหัวเราะแล้วเอ่ยขึ้น “อันที่จริงข้าไม่จำเป็นต้องบอก  ใจเจ้าก็กระจ่างแจ้งเรื่องทั้งหมดดีอยู่แล้ว !  พวกเจ้าพี่น้อง ล้วนเข้าใจจิตใจผู้คนเป็นอย่างดี !”

           “ข้าเองก็กลัวว่าจะมี ช่วงเวลาที่ตัวเองเลอะเลือนด้วยเหมือนกัน !”  เหลียนฟางโจวระบายยิ้ม แล้วเอ่ยขึ้น “ท่านป้า  จากนี้ไป ไม่ว่าข้าจะคิดอ่าน ทำการใด  ก็อยากให้ท่านคอยช่วยตักเตือนข้าด้วยนะ !”

           “แน่นอนไม่ต้องห่วง  ต่อให้เจ้าไม่ชอบถ้อยคำของข้า ข้าก็จะพูดอยู่ดี !”

          “ไม่มีทางเป็นเช่นนั้นแน่ !”

            ทั้งสองฝ่ายต่างสนทนาปราศัยกันอีกสักพัก ป้าจางจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “คืออย่างนี้  ที่ข้ามาหาพวกเจ้า เพราะยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ที่ต้องมาขอให้พวกเจ้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ไม่รู้ว่า….”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top