ขนาดตัวอักษร

159.ซี่เชวี่ยเชิญไปงานเลี้ยงอาหารค่ำ

 87 Views

             “ข้าคิดว่าคงไม่ไป!”  อาเจี่ยนขัดซี่เชวี่ยกลางปล้อง  จ้องนางด้วยสายตาเย็นเยียบ “ข้ามิใช่เพื่อนเจ้า  มิได้สนิทกับเจ้า!  ข้าไม่อยากไป!  ซี่เชวี่ย  เชิญเจ้ากลับไปเถิด!”

            ทั้งๆที่ซี่เชวี่ยเตรียมใจไว้แล้วไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม   แต่พอได้ยินอาเจี่ยนกล่าวเช่นนี้  ในใจอดรู้สึกเสียใจลึกๆไม่ได้  ขอบตาพลันแดงเรื่อ  ก้อนสะอื้นตีขึ้นมาจนจุกในอก  ครั้นแล้วจึงเอ่ยว่า “ข้า…ข้าเชิญท่านเป็นการส่วนตัว  ท่านเห็นแก่หน้าข้าหน่อยมิได้หรือ?  ข้ามีอายุ 16 ปีเพียงครั้งเดียวนะ  ท่านจะพูดให้ข้าชื่นใจสักหน่อยได้หรือไม่?  พี่เจี่ยน  บอกมาซิข้าไม่ดีตรงไหน  ท่านรังเกียจข้ามากนักหรือ!”

 

            พอซี่เชวี่ยจบก็ร้องให้กระซิกๆเบาๆออกมา  ไหล่อันบอบบางสั่นระริก  ดูแล้วช่างน่าสงสารอะไรเช่นนี้

            ทว่าช่างโชคร้ายนัก  ดวงตาทั้งคู่ของอาเจี่ยนไม่แม้แต่จะเหลือบแลหญิงสาวเลยสักนิด   เขาชิงชังสตรีประเภทนี้เป็นที่สุด   ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงสิ่งที่ซี่เชวี่ยทำ  ช่างดูไม่ฉลาดเอาเสียเลย

            เห็นนางเอาแต่กระซิกๆสะอื้นไห้   พาให้ระคายหูนัก  อาเจี่ยนจึงขี้เกียจนั่งฟังนางต่อไป   พลันย่างเท้าเดินเข้าเรือนไป

            เสียงร่ำไห้กระซิกๆพลันหยุดกึกทันใด  ซี่เชวี่ยนั่งงงเป็นไก่ตาแตก  ปากพะงาบๆ  ดวงตาเบิกกว้างอึ้งงันจ้องมองด้านหลังอาเจี่ยน   มีแต่คำว่า’ไม่อยากจะเชื่อ’เต็มใบหน้า!

            ที่มุมหลังบ้าน  มีศีรษะเล็กๆโผล่ออกมา  ดวงตาสองคู่ลอบมองไปอีกฟากหนึ่งเงียบๆ  ย่อมเป็นเหลียนฟางฉิงกับเหลียนเช่อนั่นเอง

            สายตาของซี่เชวี่ยพลันปะทะเข้ากับเด็กสองคนนั่น   พาให้ใบหน้างามแดงก่ำขึ้นมา  อกหญิงสาวกระเพื่อมสั่นไหวรุนแรง

            อาเจี่ยนเข้าบ้านไปแล้ว  พรูลมหายใจออกมายาวเหยียด  เห็นเหลียนฟางโจวมองมาที่ตนเองเงียบๆ  จึงเอ่ยอย่างรำคาญระคนเห็นใจหน่อยๆว่า  “สาวใช้ผู้นั้นประหลาดคนไปสักหน่อย!”

            เหลียนฟางโจวแย้มยิ้มเอ่ยว่า “สตรีย่อมชมชอบวีรบุรุษ  ข้าเข้าใจดี!  วันทั้งวันวิ่งวุ่นมาบ้านเรา  คงพาลให้นางหงุดหงิดไม่สบอารมณ์!”

      “ว่ากันตามจริงแล้ว  มันไม่เกี่ยวอันใดกับข้า!”  อาเจี่ยนโพล่งขึ้นโดยพลัน

            จริงๆแล้ว  อาเจี่ยนอยากพูดออกมานักว่า  ดูท่าแล้วมิใช่มีแต่คนสกุลหยางเท่านั้นที่ทำตัวเหมือนกอเอี๊ยะติดหนึบ….

            “นางยังไม่ไปอีกหรือ !”  เหลียนฟางโจวสอดส่ายสายตาไปด้านนอก

            อาเจี่ยนแค่นเสียงเอ่ยว่า “ข้าไม่อยากยุ่งกับนางอีกแล้ว!”

            “ข้าก็ไม่เอาด้วยเหมือนกัน!”  เหลียนฟางโจวไม่อยากยุ่งเรื่องพวกนี้เลยจริงๆ  จึงให้เหลียนเซ่อเข้าไปหาอาหญิงสามในครัว   ทำเช่นนี้เพื่อมอบหน้าที่ให้อีกคนหนึ่งไปสานต่อ

            เหลียนเซ่อผงกศีรษะรีบไป

            เพียงไม่นาน  ก็เห็นอาหญิงสามย่างเท้าออกมาจากครัว   เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน   สาวเท้าจ้ำพรวดออกไปดูซี่เชวี่ย  พลางตวาดเสียงลั่น  “ข้าจะบอกให้นะแม่นาง  จะมืดจะค่ำอยู่แล้ว  บ้านเราไม่มีเตียงเหลือให้นอนหรอก  ไม่มีข้าวพอให้เจ้ากิน  เจ้ารีบกลับไปเสีย!”

            “ข้า….”  ซี่เชวี่ยพอได้ยินถ้อยคำนั้นแล้ว   ใบหน้าที่แดงก่ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้วพลันกลับกลายเป็นสีม่วง   หญิงสาวสั่นเทิ้มไปทั้งตัวด้วยความโกรธขึ้ง

            ที่นี่มันบ้านนอกคอกนา   ต่อให้เอาเกี้ยวแปดคนหามมาเชิญหญิงสาว  หญิงสาวก็คงไม่มากระมัง!   ตัวอาหญิงสามเองเป็นหญิงบ้านนอกสกุลเหลียนหยาบช้าหามีหญิงแก่ที่ไหนเทียมเท่า   ไม่คิดเลยว่าตัวซี่เชวี่ยจะนึกตะกละอาหารของนาง!   เพ้ย! สุนัขในคฤหาสน์เกรงว่าจะกินดีกว่าที่บ้านนาง!   อาหารของนางกลายเป็นของหายากประเมินค่ามิได้หรือไร!

               ได้แต่ฟังอาหญิงสามพูดพร่ำอยู่ฝ่ายเดียว  เท่านี้ก็เพียงพอให้ซีเชวี่ยลุแก่โทสะแล้ว

          สายตาอาหญิงสามที่ส่งมา  เจือด้วยความไม่พอใจ “เจ้ายังไม่ไปอีกรึ?  ข้าบอกเจ้าแล้ว  ไม่ว่าเจ้าจะอ้างเหตุผลอันใด  ข้าก็ไม่ฟังทั้งนั้น  ข้าวแม้แต่ครึ่งชามข้าก็ไม่แบ่งให้เจ้า!  เจ้าเองก็ไม่โง่  รีบไปเสียจะดีกว่านะ!”

                  ซีเชวี่ยโกรธจนจุกแน่นแทบหายใจไม่ออก  ถลึงตาใส่อาหญิงสามเอ่ยเสียงสั่น “ใครจะสนอาหารบ้านเจ้ากัน!  ต่อให้มาคุกเข่าอ้อนวอน  จ้างให้ข้าก็ไม่กินหรอก!”

                    “พอเลย!” อาหญิงสามค้อนใส่หญิงสาวด้วยสายตาดูหมิ่นอย่างไม่ปิดบัง  “เจ้าจะหงุดหงิดงุ่นง่านไปไย?  แน่นอนเจอที่ข้าพูดเข้า  ใจเจ้าคงรู้สึกโกรธที่ถูกดูหมิ่น!  เช่นนั้นก็ไปเสียเถิด ไปเสีย  รีบไปอย่าได้ชักช้า!”

                    อาหญิงสามโบกไม้โบกมือ  เอ่ยปากไล่’ชิ่วชิ่ว’ด้วยความรังเกียจหาใดเปรียบ

                    ซี่เชวี่ยรู้สึกหน้ามืดวิงเวียนไปชั่วขณะ  โทสะขุมหนึ่งพุ่งทะลุผ่านหน้าผาก  หญิงสาวย่ำเท้า  พลางชี้หน้าด่าทออาหญิงสามอย่างเดือดดาล “ท่านนี่มันหญิงบ้านนอกต่ำช้าเกินจะทน!  ปากไม่เคยหลุดคำพูดดีๆเลย!”

                    แม้ตัวซี่เชวี่ยเอง  จะเกิดและเติบโตเคียงข้างนายหญิงภายในคฤหาสน์ของคหบดีผู้มั่งคั่ง   นายหญิงผู้เย็นชาไร้เมตตาเป็นอาจิณก็ยังเลวร้ายน้อยกว่าหญิงแก่นางนี้หนึ่งส่วน

                    ในคฤหาสน์นั้น เวลาจะเล่นงานกันทีต้องอุบไว้ในใจ  ไม่กระโตกกระตาก  ทุกคนเปี่ยมไปด้วยเล่ห์กล  พูดจาพาทีแต่ละทีล้วนซ่อนมีดไว้เตรียมแทงข้างหลัง  หายากนักที่จะมาฉีกหน้าด่าทอสบประมาทกันซึ่งๆหน้า  ต่อให้รู้สึกชิงชังฝ่ายตรงข้ามเหลือคณา  แต่พอเจอหน้ากันแล้ว  ใบหน้าทั้งสองฝ่ายกลับปรากฏรอยยิ้มเกลื่อนใบหน้าประหนึ่งได้เจอพี่น้องร่วมอุทรเดียวกัน

                     ด้วยเหตุดังนี้  ซีเชวี่ยแม้โทสะจะพุ่งพล่านปานใด  ก็ยังนึกหาคำเจ็บแสบมาก่นด่าอาหญิงสามไม่ได้

                   วาจาที่นางหลุดปากออกมาจึงมีเพียง  ”ต่ำช้าเกินทน”

                        อาหญิงสามแค่นเสียง “ทำไม…อีแก่คนนี้ต่ำช้าแล้วไงยะ?  แล้วเจ้าล่ะ  สูงส่งมากมายนักรึ  กะอีแค่บ่าวรับใช้คอยรองมือรองเท้าให้เจ้านาย!   แหม…ทำอย่างกับตัวเองวิเศษวิโสเต็มประดานัก   รีบไสหัวไปให้ไวเลย!  พวกข้าจะกินข้าวกันแล้ว!”

                        ซี่เชวี่ยอับอายคับแค้นใจนัก  ส่งผลให้ทั้งหน้าทั้งคอขึ้นสีแดงก่ำ  กอรปกับก่อนหน้านี้ก็เจออาเจี่ยนเมินใส่    จึงทนไม่ไหว  น้ำตาหญิงสาวพรั่งพรูออกมาราวทำนบแตก  หญิงสาวยกมือปิดหน้าร้องไห้โฮโฮวิ่งหนีออกไป

                        ยามวิ่งไปถึงประตู ก็พลันหยุดยืนนิ่ง  อดหันหน้ากลับไปมองอีกคราไม่ได้  หวังเต็มหัวใจว่าอาเจี่ยนจะออกมาจากเรือน  เพื่อช่วยพูดให้ความเป็นธรรมให้แก่นางบ้าง

                        ทว่าหญิงสาวได้แต่รู้สึกผิดหวัง   มีแต่ความเงียบงันเป็นคำตอบ  อาเจี่ยนเองไม่โผล่หน้ามาให้นางเห็นแม้แต่เงา

                        ตรงกันข้าม  สิ่งที่อยู่ในความทรงจำของหญิงสาว  กลับมีแต่สายตาเหยียดหยามของอาหญิงสาม

                        ซี่เชวี่ยอดกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป  จึงร่ำไห้วิ่งจากไป

                        “อะไรกันเนี่ย!   ช่างไร้ยางอายนัก  เพ้ย!” อาหญิงสามถ่มน้ำลาย  สะบัดแขนเสื้อ  หันหลังเดินเข้าครัวไป

         อาเจี่ยนเมียงมองออกมาจากในเรือน   ในที่สุดก็พรูลมหายใจเบาๆด้วยความโล่งอก

                        “พี่เจี่ยน  ไม่สร้างรังผึ้งแล้วรึ!”  เหลียนฟางฉิงกับเหลียนเช่อ ยามนี้กลับเข้ามาในเรือนแล้ว  พลางถามขึ้น

                        ทางทิศตะวันตก  ดวงตะวันค่อยๆคล้อยต่ำลง  แสงสีทองเรืองรองค่อยๆมืดมัวลงเรื่อยๆ  พาให้การมองเห็นอ่อนด้อยลงไปทุกขณะ

                        ท้องฟ้ามืดสลัวลงอย่างรวดเร็ว

                        อาเจี่ยนเหลือบมองหน้าเหลียนฟางโจว  ส่งสายตาเป็นเชิงปรึกษา   เกรงว่าควรถึงเวลาลงมือทำได้แล้ว!

            “เอ..หรือว่าเราลงมือทำกันเลยดีไหม!  อาเจี่ยน  ต้องรบกวนท่านแล้ว!”  เหลียนฟางโจวพรูลมหายใจเบาๆ  “หาไม่แล้ว  ผึ้งเหล่านี้ข้าเกรงว่าคงได้ทะยอยตายลงไปเรื่อยๆ !”

            อาเจี่ยนพยักหน้า “ไม่ใช้เวลามากนักหรอก  ไม่มีปัญหาอันใด!”

            เหลียนฟางโจวคลี่ยิ้มให้  จึงร้องเรียกเหลียนเซ่อกับน้องสามให้มาเป็นลูกมือ  ส่วนหญิงสาวออกไปขอยืมเลื่อยที่บ้านช่างไม้

            วันนี้ล่าเหยื่อได้มากทีเดียว  มื้อเย็นวันนี้จึงหรูหรานัก  อาหญิงสามกับเหลียนฟางโจวต่างหารือกันว่าจะทำกระต่ายย่าง  ผัดไก่ฟ้า รวมทั้งไก่ฟ้าตุ๋นเห็ดหอม

            พอดำริว่าจะทำอาหารคาวหลายจาน  ย่อมทำให้เวลากินมื้อเย็นเลื่อนออกไป  เมื่ออาเจี่ยนทำรังผึ้งเสร็จลง   เหลียนฟางโจวบรรจงย้ายฝูงผึ้งเข้าไปอยู่ในรังใหม่อย่างทะนุถนอม  แล้วนำไปวางไว้ตรงช่องว่างใต้ชายคาบ้านอย่างแผ่วเบา  ที่บ้านยังมีขนมเมล็ดสนน้ำตาลเหลืออยู่  จึงนำขนมนั้นมา 2 ก้อน บิให้ละเอียด  แล้วใส่เข้าไปในรังอย่างระมัดระวัง   ครั้นแล้วคนทั้งบ้านจึงล้างมือล้างไม้เตรียมกินมื้อเย็นกัน

            เหลียนฟางฉิง เหลียนเช่อ และเหลียนเซ่อคอยตามดูเหลียนฟางโจวตั้งแต่เริ่มต้น   จนกระทั่งหาที่อยู่ให้รังผึ้งใหม่เรียบร้อยแล้ว  น้องๆทั้งสามคิดว่าปีหน้ามาถึงเมื่อไรก็จะได้ลิ้มลองน้ำผึ้งหอมหวานแล้ว  เจ้าสัตว์ตัวน้อยพวกนี้มีมากมายทีเดียว  พาให้ทั้งหมดเบิกบานใจยิ่งนัก

            “พี่ใหญ่  พรุ่งนี้พวกเราเอารังไม้ไผ่นั่นไปด้วยดีไหม  ไม่แน่บางทีเราอาจพบผึ้งฝูงอื่นอีก!”   เหลียนเซ่อเอ่ยอย่างหมายมาด

             เหลียนฟางโจวเอ่ยแย้มยิ้ม  “ไหนเลยจะมีมากมายปานนั้น! “ พอใคร่ครวญสักครู่หนึ่ง หญิงสาวจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม  “ทว่าก็ไม่เลวนะ  เช่นนั้นก็เอาไปด้วยแล้วกัน!  ถึงตอนนั้นค่อยเอาติดไปเขาเซียนเถิงซาน  หากบังเอิญเจอก็สามารถใช้ประโยชน์ได้เลย  หากไม่เจอก็ช่างมันเถิด!”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top