ขนาดตัวอักษร

154.ไปขุดตอไม้ 1

 96 Views

              “พี่เจี่ยน  ข้าไหนเลยจะเทียบเคียงท่านได้”  เหลียนเจ๋อเอ่ยอย่างทดท้อใจ  “ท่านแค่ดีดหินก้อนเดียวก็โดนไก่ป่าที่กำลังกระพือปีกทะยานขึ้นฟ้าแล้ว  ข้าคงทำเช่นนั้นมิได้หรอก!”

                เด็กหนุ่มนิ่งไปด้วยอารมณ์อิจฉาบุคคลผู้ไร้เทียมทาน  แล้วเอ่ยต่อไป “แล้วเมื่อไรข้าจะมีฝีมือขนาดนี้บ้าง!”

                อาเจี่ยนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าเรียนรู้ได้เร็ว  ซ้ำยังตั้งใจฝึกฝนอย่างหนัก   ฝึกปรือไม่นานฝีมือก็บรรลุถึงขั้นนี้แล้ว  นับว่าหาได้ยากนัก!  หากเจ้ายังเพียรลับฝีมือต่อไปไม่หยุดยั้ง  ข้าเชื่อว่าภายใน 2-3 ปีนี้  จะต้องบรรลุผลสำเร็จเป็นแน่  ที่ข้าบอกว่ามิจำเป็นต้องใช้ธนูและลูกศรโลหะ  หาใช่ให้เจ้าขว้างหินแทนไม่  เอาไม้ไผ่มาทำธนูและลูกศรก็ดีไม่ต่างกัน”

 

                  เหลียนเจ๋อได้ฟังแล้วดวงตาพลันทอประกายเจิดจ้า รีบเอ่ยละล่ำละลัก  “จริงรึ!  ท่าน…ท่านสามารถใช้ไม้ไผ่ทำคันธนูกับลูกศรได้จริงรึ?”

                  เหลียนฟางโจวหัวเราะขำ “ฮ่าฮ่าฮ่า…เรื่องแค่นี้ก็ต้องถามด้วย!  อาเจี่ยนน่ะ…หากทำไม่ได้  เขาจะพูดเป็นวรรคเป็นเวรกับเจ้าขนาดนี้ไปทำไมกัน!”

                  อาเจี่ยนเลยหัวเราะขำออกมาอีกคน

                 “เช่นนั้นก็ดียิ่งนัก!  ต้นไผ่มีขึ้นอยู่ทุกที่  อย่างนี้ก็ง่ายเลยสิ!”  เหลียนเจ๋อเอ่ยด้วยความดีใจ

                  อาเจี่ยนแย้มยิ้มเอ่ยว่า  “มิใช่ไม้ไผ่อะไรก็สามารถใช้ได้นะ  จะให้ดีที่สุด ต้องใช้ไม้ไผ่ที่ปลูก 4 ปีขึ้นไป  ส่วนลูกศรก็ต้องเหลาหัวให้แหลมคม!”

                  ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหลียนฟางโจวตาฝาดหรือไม่อย่างไร   พอกล่าวถึงธนูกับลูกศร  ลูกตาดำสุกใสดั่งหินเนื้อแก้วทั้งคู่ของอาเจี่ยนพลันเข้มขึ้นสองส่วน  ความตื่นเต้นในดวงตาก็ฉายชัดขึ้นอีกสองส่วน

                  เธอจ้องหน้าอาเจี่ยนอย่างตื่นตะลึง   จนลืมตัวไปชั่วขณะ

                  ทว่าหญิงสาวไม่รู้หรอกว่า   ตัวอาเจี่ยนเองก็รู้สึกผิดปกติแบบเดียวกับเธอเช่นกัน  คล้ายว่ามีอะไรบางอย่างซึ่งนอนก้นอยู่ในใจกำลังหมุนวนเป็นเกลียวพร้อมพุ่งขึ้นมา  ทำให้ทะเลใจของชายหนุ่มที่เคยราบเรียบนิ่งสนิทมานาน  พลันคล้ายต้องลมพัด  จนกระเพื่อมไหวเป็นระลอกคลื่นน้อยๆไม่หยุดยั้ง

                ดูคล้ายว่า  สิ่งนี้พร้อมจะแสดงตัวออกมาอยู่รอมร่อแล้ว  ในสมองของชายหนุ่มพลันปรากฏภาพต่างๆเลื่อนผ่านไปอย่างเร็วจี๋ปานฟ้าแลบ  เขาไม่มีเวลาพอจะเพ่งมองภาพเหล่านั้นให้กระจ่าง และประมวลผลว่าภาพที่เห็นเหล่านั้นคืออะไร  ซ้ำเขายังทึมทื่ออยู่กับที่  ยามเมื่อภาพเหล่านั้นเลือนหายไป

                อาเจี่ยนอดขุดภาพเหล่านั้นขึ้นมาดูอีกครั้งไม่ได้   ท่าทางของชายหนุ่มจึงดูค่อนข้างเหม่อลอย

                เหลียนเจ๋อเลื่อนสายตาไปสำรวจเหลียนฟางโจว  แล้วกลับมามองอาเจี่ยนอีกคน  เห็นปฏิกิริยาของคนทั้งสอง ก็พลันตะลึงไป  พอคืนสติกลับมา  เขาก็อดใจเต้นแรงไม่ได้  รีบร้องเรียกเสียงดัง “พี่ใหญ่…พี่เจี่ยน  พวกท่าน…พวกท่านเป็นอะไรไป!”

                เสียงเรียกคนทั้งสองดังขึ้นไม่หยุด   เหลียนฟางโจวและอาเจี่ยนรู้สึกคล้ายสะดุ้งตื่นจากความฝัน

                พอคืนสติกลับมาแล้ว  คนทั้งสองจึงพบว่าต่างคนต่างเหม่อลอยทั้งคู่  เลยยิ้มออกมาด้วยความขัดเขิน

         “ไม่มีอันใด   ข้าเพิ่งนึกได้ว่ายังมีธุระอื่นอีกน่ะ”  เหลียนฟางโจวหัวเราะกลบเกลื่อน

             “ข้า…ข้าก็เช่นกัน”  อาเจี่ยนเอ่ยอีกคน

                  เหลียนเจ๋อร้อง “อ้อ”  มาคำหนึ่ง  ชัดเจนเลยว่าเด็กหนุ่มไม่คล้อยตามเลยสักนิด  เพียงดูแล้วก็ไม่พบสิ่งใดผิดสังเกตุ  แม้เขาอยากจะถาม แต่ใจกลับไม่กล้า  จึงหยุดซักไซ้ไร่เรียงต่อ

         เพียงไม่นาน  เหลียนเจ๋อก็ถูกเรื่องธนูและลูกศรไม้ไผ่ดึงดูดความสนใจไปหมดสิ้น  เด็กหนุ่มเอาแต่ถามคำถามร้อยแปดกับอาเจี่ยนอย่างตื่นเต้น

                   อาเจี่ยนหัวเราะ  ตอบคำถามอย่างตั้งใจ  พูดอธิบายเหลียนเจ๋อทีละคำถาม

           ยามผ่านเข้าเมืองจึงจ่ายเงินซื้อของมาสองสามอย่าง   ได้แก่เชือกเอ็นสัตว์  กระดาษทราย  หนังวัว  เพื่อเอาไว้ทำธนูและลูกศรตามต้องการ

                   ครั้นแล้ว คนทั้งหมดจึงเดินทางกลับ  ในที่สุดเหลียนเจ๋อก็เจอไม้ไผ่เหมาที่มีคุณสมบัติตามที่อาเจี่ยนต้องการ  จึงตัดต้นไผ่ไป 2 ต้น  พอตัดไม้ไผ่ลำยาวมาได้ 2 ลำแล้วก็ขนขึ้นรถเกวียนเทียมลา เอากลับไปบ้าน

                   พอถึงบ้านแล้ว  เหลียนฟางโจวจึงขนจอบ พลั่ว ขวาน  เคียวและเครื่องมืออื่นๆไปเก็บเรียงไว้บนชั้นวางของในเพิงคอกสัตว์

       เหลียนฟางฉิงกับเหลียนเช่อพินิจดูไม้ไผ่ลำยาวสีเขียว 2 ลำ ตรงกลางปล้องบุ๋มลงมีสีเหลือง  จึงอดถามว่าเอามาทำอะไรไม่ได้?

              พอได้ยินเหลียนเจ๋อเฉลย  ทั้งสองคนก็ตื่นเต้นนัก  ดวงตาจับจ้องอาเจี่ยนด้วยความหมายมาดอยากได้แบบเหลียนเจ๋อบ้าง

                   เหลียนฟางโจวส่ายหน้าเล็กน้อย   มิอยากเข้มงวดกับพวกเขานัก  ได้แต่เพียงเอ่ยเตือน “คอยให้เขาผ่าไม้ไผ่เป็นซีกๆก่อน  อย่าได้เอามือเข้าไปจับเล่า  อยู่ให้ห่างจากพี่เจี่ยนเลย   ตอนเขากำลังผ่า  อาจบังเอิญไปบาดมือพวกเจ้าจนเลือดออกเอาได้   แล้วอย่ามาร้องไห้นะ!”

                 เหลียนฟางฉิงกับเหลียนเช่อรับคำ

                อันที่จริง  อาเจี่ยนแก่กว่าเหลียนฟางโจวมาก คือราวๆ 7-8 ปี  เธอควรเรียกขานเขาว่า ‘พี่เจี่ยน’  ถึงจะถูกต้อง  ทว่าเหลียนฟางโจวในชาติภพที่จากมาหาใช่เด็กสาวอายุน้อยไม่  แม้วิญญาณจะอยู่ในร่างเด็กสาว   แต่กว่าเธอจะทำตัวให้กลมกลืนไปกับครอบครัวสกุลเหลียนในยุคโบราณนี้ได้  ก็เล่นเอาหืดขึ้นคอไปเหมือนกัน   ครั้นจะให้เธอมาเรียกขานอาเจี่ยนว่า ‘พี่’  ก็ยังยากเย็นสำหรับเธออยู่ดีนั่นเอง

                 หนำซ้ำ  ตัวอาเจี่ยนเองก็ดูไม่ถือสา ที่เธอไม่เรียกเขาว่า ‘พี่’  ส่วนเหลียนฟางโจวเองก็สะดวกใจที่จะเรียกขานชายหนุ่มรุ่นพี่ว่า ‘อาเจี่ยน’

                 อาเจี่ยนเห็นเด็กๆตาวาวมองตนเอง  คอยเฝ้าดูอย่างใจจดใจจ่อว่าเขาจะทำออกมายังไง  จึงหัวเราะหึหึ   แล้วย้ายมานั่งทำงานบนเก้าอี้ไม้ที่ตั้งอยู่ในลานบ้าน  ในมือจับมีดเหลาไม้ไผ่จนบาง  ทำทุกสิ่งอย่างมีแบบแผนละเอียดละออ

                ชายหนุ่มขยับมือไม้ได้แคล่วคล่องชำนิชำนาญ   ดูลื่นไหลง่ายดายประหนึ่งเมฆเคลื่อนน้ำไหล  ทำไปโดยไม่ต้องหยุดคิด   คล้ายสัญชาติญาณอย่างหนึ่งทำนองเดียวกับ การกินอาหาร หรือเข้านอนอย่างไรอย่างนั้น

                 และแล้วชายหนุ่มพลันหยุดมือที่กำลังเคลื่อนไหวลง   อดรำพึงในใจตนเองมิได้    ไยเขาถึงคุ้นเคยกับงานทำคันธนูและลูกศรนักนะ?   อย่าบอกนะว่าแต่ก่อนเขามักทำอาวุธพวกนี้เป็นอาจิณ?   อย่าบอกนะว่า  เขาเคยอยู่ในครอบครัวนายพราน?  ทว่าดูคล้ายไม่เชิงนัก….เพราะว่านอกจากเรื่องธนูและลูกศรแล้ว   กับพวกเหยื่อ เช่นนกหรือสัตว์ป่าเทือกนั้น  กลับมิเคยดึงดูดความสนใจเขาเลย

                  กล่าวโดยสรุป  เรื่องคันธนูกับลูกศร  เขารู้สึกกับมันในทางที่แตกต่างออกไป

                “พี่เจี่ยนช่างเก่งกาจจริงๆ!”  เหลียนฟางฉิงร้องออกมาด้วยความชื่นชม

                 อาเจี่ยนพลันกลับคืนจากภวังค์ แล้วหันไปคลี่ยิ้มให้เด็กน้อย  พลอยเลิกครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ไปในที่สุด

                  ต่อให้คิด   เขาก็รู้ดีว่าตนเองคงนึกเรื่องราวหนหลังไม่ออกอยู่ดี

                  ในที่สุดก็ถึงเวลามื้อเย็น  อาเจี่ยนทำคันธนู 2 อันเสร็จเรียบร้อย  เหลาไม้ไผ่เป็นลูกศรได้ 10 ดอก

                 เมื่อมองคันธนูที่โค้งงอ และลูกศรยาวพวกนั้น  ผิวของมันสะท้อนความวาวของไม้ไผ่  เส้นเอ็นวัวผูกไว้กับคันธนู ทำเป็นสายธนู  เมื่อดึงเบาๆแล้วปล่อย  ก็สั่นไหว ส่งเสียงดังหึ่งๆ  เมื่อเอามือจับคันธนูยกขึ้นมา  พลันรู้สึกได้ถึงความน่าเกรงขาม

                  ลูกศรไม้ไผ่ที่แหลมคมพวกนั้นเล่า  แต่ละดอกหนาประมาณนิ้วมือ  จากส่วนหัวลูกศรถึงปลายหางจะมีลักษณะกลมแล้วค่อยๆแบนลงในส่วนปลาย  ส่วนปลายบั้งเป็นแฉก  เอาแผ่นโลหะบางๆเสียบไว้  เมื่อถือไว้ในมือ  จะรู้สึกเย็นและหนัก

           เด็กทั้งสามคนต่างตื่นเต้นยินดี   เหลียนเจ๋อเอาแต่ชื่นชมสิ่งประดิษฐ์ใหม่จนวางไม่ลง  เหลียนฟางฉิงกับเหลียนเช่อได้แต่อิจฉาพี่ชายไม่หยุด  จึงรบเร้ากันเซ็งแซ่  อยากให้อาเจี่ยนทำให้ตนบ้าง

                   อาเจี่ยนเจอเด็กสองคนเอาแต่เซ้าซี้ไม่เลิก  จึงหัวเราะ “ที่จริงแล้วเรื่องนี้  พวกเจ้าต้องไปขออนุญาตพี่สาวก่อน   หากพี่สาวพวกเจ้าเห็นด้วย   ข้าถึงจะทำให้ได้!”

                   เหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อพลันห่อเหี่ยวทันใด  เพราะเหลียนฟางโจวย่อมไม่ยอมให้ทั้งสองคนเล่นของอันตรายแบบนั้นเป็นแน่

                   เหลียนเจ๋อเองรู้สึกทุกข์ใจไปกับน้องๆ  ทว่าคงให้เด็กทั้งสองเล่นของแบบนี้ไม่ได้  จึงเอ่ยปลอบใจ  “พวกเจ้ายังเล็กนัก  อย่าเล่นของแบบนี้จะดีกว่า!   เอาอย่างนี้  ไปขอพี่เจี่ยนให้ทำเตี้ยงกง (หนังสติ๊ก) ให้พวกเจ้าเล่นดีหรือไม่?   หากให้พี่เจี่ยนทำเตี้ยงกงให้   มันต้องดีกว่าที่พวกเราทำเองแหงๆ!”

                   ดวงตาของเหลียนฟางฉิงกับเหลียนเช่อเป็นประกายวิบวับ  บังเกิดความยินดีปรีดาขึ้นทันใด   พากันพยักหน้าหงึกหงัก

            “เตี้ยงกง(หนังสะติ๊ก) หรือ?”  อาเจี่ยนเริ่มเหงื่อตก  “ของแบบนี้….ข้าทำไม่เป็น….”

                    เหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อไหนเลยจะยอมเชื่อเล่า?  เหลียนเจ๋อเองก็ไม่เชื่อเหมือนกัน!

                 พี่เจี่ยนจะไม่รู้จักได้อย่างไรเล่า?   พวกเขาเชื่อฝังหัวว่า ไม่มีอะไรที่พี่เจี่ยนและพี่สาวพวกเขาทำไม่ได้   แล้วยังจะมีสิ่งใดอีกหรือที่เขาไม่สามารถทำเล่า!

                     อาเจี่ยนจึงหมดทางเลือก  จำต้องยอมทำแต่โดยดี  มิต้องสงสัยเลย  ชายหนุ่มลงมือทำเตี้ยงกงภายใต้การกำกับของพี่น้องสามคน

                     ดังภาษิตกล่าวไว้ว่า   เมื่อรู้ดีเรื่องหนึ่ง  ก็ต้องรู้ดีทุกๆเรื่อง  ส่วนอาเจี่ยนเอง  ก็ดูคล้ายว่าเกิดมาฉลาดล้ำ   พวกเหลียนเจ๋อจึงอธิบายให้ชายหนุ่มฟังเพียงคร่าวๆ   เพราะคิดว่าเขาย่อมเข้าใจหมดเปลือกอยู่แล้ว

                     ทำเตี้ยงกง มันก็แค่งานเด็กๆ   จะเสียเวลาเท่าไรกันเชียว?   เพียงไม่นาน  เตี้ยงกงอันเล็กงดงาม 2 อัน ก็ถูกทำออกมาเสร็จเรียบร้อย

       เหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อหยิบขึ้นมาหมุนเล่นในมืออย่างชื่นชมยินดี  เหลียนเจ๋อเองก็ลองทดสอบดูบ้าง   พลางเอ่ยยกย่องอาเจี่ยนผู้ไร้เทียมทานว่า  “พี่เจี่ยน…นี่นะหรือที่ท่านบอกว่าทำไม่เป็น!   เทียบกับที่พวกเราทำมาแต่ก่อนแล้ว  ถือว่าดีเยี่ยมไร้ที่ติเสียจริงๆ!”

                     “….”  อาเจี่ยนขยับริมฝีปากคล้ายจะพูด  จากนั้นก็พ่นเสียงหัวเราะออกมาเพราะกลั้นไม่ไหว

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top