ขนาดตัวอักษร

153.สวนผลไม้สกุลหลิน 2

 88 Views

                        หลินเฟิงชูหัวเราะ เสเอามือเกาท้ายทอยแก้เก้อ  “แม่นางเหลียนพูดให้ขำแล้ว  ข้ารู้แต่เรื่องดูแลต้นไม้  ไหนเลยจะเข้าใจเรื่องทำการค้าได้!  ทั้งหมดนี่ล้วนเป็นเพราะน้องชายที่เปิดร้านขายของชำในเมืองเป็นผู้สั่งสอน!   นั่นนะก็ใช้เวลาฝึกฝนเรื่องนี้หลายปีอยู่เหมือนกัน  เดิมทีข้าก็ไม่มีความรู้เรื่องการค้าเอาเสียเลย”

                        “เป็นเช่นนี้นี่เอง!”  เหลียนฟางโจวพลันกระจ่าง  จึงพยักหน้าหัวเราะ

                        ภายหลังเหลียนฟางโจวถึงได้ตระหนักว่า   บรรพบุรุษของสวนผลไม้สกุลหลินวางกฏให้ลูกหลานในตระกูลไว้  สวนผลไม้อันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้มักส่งต่อให้บุตรชายคนโตของฮูหยินเอกของสกุลเท่านั้น  บุตรชายคนอื่นๆในที่สุดเมื่ออายุถึงเกณฑ์ย่อมต้องให้ทุนไปตั้งตัวทำกิจการอื่น

 

                        ด้วยเหตุดังนี้  น้องชายของหลินเฟิงชูจึงนำเงินที่บ้านไปเปิดร้านขายของชำในตัวเมือง   ตอนนี้สามารถซื้อที่นาเนื้อที่ 20 หมู่ในสือวานได้แล้วด้วย  ชีวิตเริ่มเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ

                        เมื่อซื้อหน่อพันธุ์ผลไม้เสร็จ  เหลียนฟางโจวและคนอื่นๆจึงขอตัวลากลับ

                        ผู้อื่นไม่มีปัญหาอันใด  หากมีเพียงเหลียนฟางฉิงกับหลินเซ่าเอ๋อร์ เด็กหญิงทั้งสองคน ที่ค่อนข้างรู้สึกอาลัยอาวรณ์ต่อกัน

                        “เรายังขาดหน่อพันธุ์ผลไม้อีกมากนะ  พี่ใหญ่…พวกเราลองสอบถามใครดูว่ามีสวนผลไม้เจ้าอื่นอีกหรือไม่?”  เหลียนเจ๋อถามขึ้น

                        เหลียนฟางโจวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เอาสิ  พรุ่งนี้พวกเราลองเข้าเมืองไปถามดู!  บางทีนอกจากสวนผลไม้สกุลหลินแล้ว  สวนผลไม้อื่นอาจไม่มีหน่อพันธุ์ขาย   เจ้าใดจะเทียบเทียมสกุลหลินได้เล่า!”

                        เพราะใครๆล้วนกล่าวขวัญเป็นเสียงเดียวกัน

                        เหลียนฟางฉิงอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้ “เช่นนั้น..พรุ่งนี้เราก็ไม่ได้ขึ้นเขาเซียนเถิงซานกันสินะ!”  เด็กน้อยเอ่ยใส่คนอื่นด้วยความผิดหวังเหลือคณา  ฟังดูแล้วช่างน่าสงสารนัก

                        “เจ้าจะกลุ้มอันใดนักหนา  เขาเซียนเถิงซานนั่น  ไม่มีปีกบินหนีเจ้าไปไหนหรอก!  แถมยังอยู่ไกลถึงเพียงนั้น   ยามเดินไม่ไหวขึ้นมา  อย่าได้ร้องไห้งอแงนะ! “  เหลียนเจ๋อเย้าแหย่น้องสาวด้วยความขบขัน

          “ข้าไม่มีทางทำเยี่ยงนั้นหรอก!”  เหลียนฟางฉิงยู่ปากใส่  ซ้ำยังหันไปหาเหลียนฟางโจว   ออดอ้อนฟ้องพี่สาว  “พี่ใหญ่ !”

                        “วางใจเถิดน่า  อีกสองวัน พวกเราจะได้เดินทางไปที่นั่นสักรอบหนึ่งแน่นอน!”  เหลียนฟางโจวเอ่ยแย้มยิ้ม

                        เหลียนฟางฉิงพลันอารมณ์กลับมาเบิกบานอีกครั้ง

                        ยามกลับเข้าหมู่บ้าน  ได้ผ่านไปยังบริเวณก่อสร้างตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน   เมื่อรถเกวียนเคลื่อนเข้าสู่ทางเข้าที่ก่อสร้าง   ก็เห็นกำแพงอิฐสูงตระหง่านที่ถูกสร้างขึ้นเรียบร้อยแล้ว

                        กำแพงมีความสูงสามหมี่ครึ่ง (สามเมตรครึ่ง)  กำแพงอิฐสีตามธรรมชาติดูโอ่อ่าใหญ่โต  ตัดขาดด้านในจากโลกภายนอก  คนภายนอกยามนี้ไม่อาจมองเห็นด้านในได้อีกแล้ว

                        “โอ้โห…อะไรจะสูงปานนั้น!”  เหลียนเช่อกับเหลียนฟางฉิงแหงนมองคอตั้งบ่า  อดอุทานด้วยความทึ่งตะลึงไม่ได้

         แน่นอนมันสูงมากทีเดียว   อย่างน้อยที่สุดในหมู่บ้านต้าฟางนี้  ก็ไม่เคยมีกำแพงบ้านใดที่สูงมากเท่านี้มาก่อนแน่

                        “กำแพงดีๆย่อมต้องสูงเช่นนี้แหละ!”  เหลียนฟางโจวยิ้มแย้มเอื้อนเอ่ย

                        หมู่เรือนที่นี่ในภายภาคหน้าจะให้คนมาดูแล   ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เธอจะใช้ทุกวิถีทางให้ทั้งครอบครัวเธอกลายเป็นเศรษฐีให้ได้  เธอจึงต้องใช้กำแพงป้องกันสายตาละโมบและอิจฉาริษยาจากผู้คนภายนอก

    กำแพงจึงต้องสร้างให้สูง   เมื่อถึงเวลานั้นจะจัดเตรียมคนมาเป็นเวรยามตอนกลางคืน รวมทั้งฝึกสุนัขสักสองตัวให้มาเฝ้าด้วย!

                        “ข้ากับอาเจ๋อจะเข้าไปดู  อาเจี่ยน…ท่านพาฉิงเอ๋อร์กับเช่อเอ๋อร์กลับไปก่อนดีไหม!”  เหลียนฟางโจวร้องบอกให้อาเจี่ยนหยุดรถ พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

                   เหลียนเช่อรีบเอ่ย “พี่ใหญ่  ข้ากับฉิงเอ๋อร์ขอเดินกลับเองดีกว่า!  ซ้ำที่นี่ก็อยู่ไม่ไกลจากบ้าน!  ให้พี่เจี่ยนอยู่กับพวกท่านเถิด!”

                        เหลียนฟางฉิงทำปากยู่ “พวกเราขอเข้าไปดูกับพี่ใหญ่ด้วยนะ!”

                        “ข้างในคนงานกำลังทำงานกันอยู่   คงวุ่นวายกันมากทีเดียว   พวกเราอย่าเข้าไปจะดีกว่า!” เหลียนเช่อเอ่ยแย้ง  “ต้องมาคอยหลบหลีกกลุ่มพี่ใหญ่  พวกเขาคงไม่สะดวกนัก!”

                        เหลียนฟางโจวอดเหลือบมองเหลียนเช่อด้วยความเอ็นดูไม่ได้  เด็กคนนี้ช่างรู้ความเข้าใจผู้อื่นเสียจริง

                        เหลียนฟางฉิงจึงร้อง “อ้อ “  แล้วเอ่ยแย้มยิ้ม “พี่ใหญ่  พวกเราจะกลับกันเองนะ!”  ว่าแล้วทั้งสองคนก็กระโดดลงจากรถ

                   อาเจี่ยนเอ่ยยิ้มๆ  “เช่นนั่นให้พวกเขากลับไปก่อนเลยก็แล้วกัน!  พวกเราเข้าไปดูกัน  จะได้ถามไถ่ท่านกู้  คงไม่นานหรอกกระมัง!”

                        เหลียนฟางโจวส่งยิ้มเห็นพ้อง “อื้ม”  เห็นเช่นนั้นอาเจี่ยนจึงขับรถเกวียนมาจอดแอบไว้ข้างทาง

                        ด้านในยุ่งวุ่นวายอลหม่านกันมากจริงๆ   มีคนขนอิฐหิน ขนท่อนไม้ไปมา  เห็นฐานรากที่กำลังสร้างอยู่ตรงนั้น  ส่วนกำแพงอิฐถูกก่อห่างออกไปอีกด้าน

                   พอเห็นเหลียนฟางโจวกับพวกสามคนมาถึง  กู้สือจึงรีบสั่งงานคนงานสองคน  แล้วหันไปยิ้มแย้มให้พวกเหลียนฟางโจวที่แวะเวียนมาดู

                        เหลียนฟางโจวถามถึงสถานการณ์ตอนนี้  กู้สือบอกว่าคืบหน้าตามลำดับ  จึงชี้ชวนให้คนทั้งสามดู

                        ทุกๆสิ่งคืบหน้าตามแผน   และไม่มีเหตุผิดพลาดอันใด

                        พวกเหลียนฟางโจวจึงเบาใจ   มองดูแล้วค่อนข้างคืบหน้าเข้าใกล้เป้าหมาย  จึงกลับออกมาด้านนอก แล้วตรงกลับบ้าน

                        พรุ่งนี้   เหลียนฟางโจวจึงเพียงเข้าเมืองไปกับเหลียนเจ๋อและอาเจี่ยน  เพื่อมองหาผู้ค้าหน่อพันธุ์ผลไม้เจ้าอื่น  เหลียนฟางฉิงกับเหลียนเช่ออยู่โยงที่บ้านคอยช่วยงานอาหญิงสาม  รวมทั้งให้อาหารวัวที่บ้านด้วย

                        ที่ชานเมืองทางฝั่งตะวันออกไม่คาดว่ามีครอบครัวสกุลหลิวที่ทำกิจการนี้ด้วย

                        ครอบครัวเขามีไร่เพาะหน่อพันธุ์เนื้อที่ 30 หมู่  แต่มีหน่อพันธุ์ผลไม้ขายไม่มาก  ซ้ำยังเพาะดอกไม้ขายอีกด้วย  นอกจากนี้ก็ดูคล้ายว่าไม่มีอะไรอื่นแล้ว

                        ไหนๆก็มาแล้ว  พวกเหลียนฟางโจวจึงแวะเข้าไปเยี่ยมชมดู

                        ถึงหน่อพันธุ์ผลไม้ของคนสกุลหลิวมีครบทุกชนิด  ทว่ากลับปลูกดอกไม้ขายเป็นงานหลัก  จำนวนหน่อพันธุ์ผลไม้จึงมีน้อยมาก   ส่วนใหญ่พวกเขาขายดอกไม้เพื่อตกแต่งสวนให้กับบรรดาเศรษฐีตระกูลใหญ่

                        กิ่งตอนต้นพลับในสวนพวกเขา  รวบรวมขายได้ทั้งสิ้นเพียง 400 ต้น  ทั้งหมดล้วนเป็นกิ่งตอนอายุ 3 ปี

                        อย่างไรก็ดี  คนแซ่หลิวนี้ครั้นได้ยินว่าเหลียนฟางโจวต้องการหน่อพันธุ์ไปปลูกเพิ่มอีก 600-700 ต้น  ก็ตระหนักว่านี่หาใช่การค้าเล็กๆไม่  เขาอดใจเต้นไม่ได้  จึงอาสาแนะนำเหลียนฟางโจว  บอกว่าหลายวันนี้ตัวเขาเองมีธุระต้องไปเมืองชวงหลิวพอดี  สามารถผ่านไปที่นั่นเพื่อซื้อหน่อพันธุ์ดังกล่าวกลับมาให้เธอได้  โดยขอบวกราคาเพิ่มจากราคาต้นทุนต้นละ 2 อีแปะ

                        เหลียนฟางโจวได้ยินทั้งตกใจและดีใจไปพร้อมกัน  รีบถามเขาว่ารับประกันว่าจะซื้อกลับมาให้ได้แน่หรือ?

                        คนแซ่หลิวพอได้ยินเข้าก็หัวเราะ  ยิ้มกว้างเอ่ยว่า  “เรื่องนี้แม่นางเหลียน  ท่านวางใจได้เลย!  เมืองชวงหลิวกับเมืองยู่เหอก็เป็นเมืองบ้านใกล้เรือนเคียงกัน  ซ้ำยังไม่ห้าม  หากคนจากเมืองอื่นจะจับจองซื้อที่ดินผืนที่ถูกใจอีกด้วย  เทียบกับเมืองเราที่นี่  รุ่งเรืองเฟื่องฟูกว่ากันเยอะ  ผู้คนก็มีจำนวนมหาศาล!   มิต้องพูดถึงหน่อพันธุ์ 1,000-2,000 ต้นนี่เลย   เมืองนั้นเขามีมากกว่ามาก ซ้ำไม่มีปัญหาอีกด้วย!  แม่นางเหลียนสบายใจเถิด   ข้าจะซื้อกลับมาให้ท่านและประคบประหงมในแปลงหน่อพันธุ์ของบ้านข้าอย่างดี  ไว้คอยฤดูใบไม้ผลิปีหน้า เมื่อนั้นท่านค่อยมาเอากลับไป!”

                        เหลียนฟางโจวย่อมเต็มใจ  จ่ายเงินค่ามัดจำให้เขาที่หน้างาน

                   คนแซ่หลิวรับเงิน  ยิ้มกว้างยืนส่งคนทั้งสาม

                        ในมือกำเงินมัดจำ  ในใจของคนแซ่หลิวเบิกบานยินดีนัก  เหลียนฟางโจวบวกราคาเพิ่มให้ต้นละ 2 อีแปะ  แล้วตัวเขาจะขอให้คนขายที่นั่นลดราคาให้เขาอีกต้นละ 2 อีแปะ  เท่านี้เขาก็ทำเงินมากมายในการเดินทางเที่ยวนี้แล้ว!

                        การค้าครานี้ทั้งง่ายดายและได้เงินดียิ่งนัก  แม้ยังไม่บวกต้นทุนค่าขนส่งโดยรถม้าก็ตาม

                        พอแก้ปัญหาเปลาะใหญ่ได้     เหลียนฟางโจวจึงรู้สึกยินดีปรีดานัก  เอ่ยแย้มยิ้ม  “ครั้งก่อนเครื่องมือการเกษตรของร้านทำเครื่องมือโลหะเหล่าหวางก็ถือว่าดี  พวกเราควรไปเลือกซื้อหากลับมาด้วยดีไหม!   จะได้เอาไว้ใช้ ตอนขึ้นเขาเซียงเถิงซานในวันพรุ่งนี้!”

                        “พรุ่งนี้พวกเราจะไปกันแล้วรึ!” เหลียนเจ๋อทำตาวาว

          “อื้ม  ข้าเห็นว่าอากาศไม่เลวนัก  เช่นนั้นพรุ่งนี้ก็ไปกันเสียเลย!”   เหลียนฟางโจวพยักหน้า

                        เหลียนเจ๋อตื่นเต้นโดยพลัน   ซ้ำยังพรูลมหายใจออกมาโดยไม่รู้ตัว “น่าเสียดายจัง  หากรู้แต่เนิ่นๆ   ข้าคงหาคนทำธนูกับลูกศรไว้แล้ว   กะว่าจะทดสอบฝีมือดูสักหน่อย!”

                        พอพูดจบก็ชำเลืองมองอาเจี่ยนแวบหนึ่ง

                       ทุกวันนี้แม้จะมีงานยุ่ง  เหลียนเจ๋อก็ยังไม่เคยล้มเลิกการฝึกฝนวรยุทธ์  ทุกเช้าและเย็น  เด็กหนุ่มตั้งใจหมั่นฝึกฝนมิได้ขาด

                      อาเจี่ยนเห็นเขามีใจมุ่งมั่นเรียนรู้จริงจังเช่นนี้  จึงยอมชี้แนะเครี่ยวกรำโดยไม่ออมมือ  ยามนี้พูดได้ว่า  วรยุทธ์ของเหลียนเจ๋อก้าวหน้าเป็นรูปเป็นร่างไม่น้อย

                   หลังจากผ่านการฝึกฝนมาอย่างลำบาก  ในที่สุดก็เจอโอกาสดีๆเช่นนี้  เหลียนเจ๋อย่อมอยากทดสอบฝีมือตัวเองเป็นแน่

                    เหลียนฟางโจวได้ยินวาจาน้องชายแล้ว  จึงอดตวัดสายตามองอาเจี่ยนไม่ได้  พลางส่งยิ้มเจื่อนๆให้

 

       อาเจี่ยนยิ้มมุมปาก  พลางเอ่ยว่า  “เรื่องนี้จะยากอันใดเล่า?  ก็ไปล่าแต่สัตว์ตัวเล็กๆสิ  ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้แต่ธนูและลูกศรโลหะเลย!”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top