ขนาดตัวอักษร

148.เริ่มงานก่อสร้าง 1

 91 Views

                       “ไม่”  อาเจี่ยนชะงักไปนิด  จากนั้นก็สั่นหัว

                        “เช่นนั้นก็ดี!”  เหลียนพลันหัวเราะ  ซ้ำเอ่ยอย่างนึกสนเท่ห์  “แล้วนางมีธุระอันใดเล่าถึงมาหาพี่เจียน?”

                   เหลียนฟางโจวได้ยินเหลียนถามขึ้นเช่นนี้  ก็อดตวัดสายตาไปทางอาเจี่ยนไม่ได้

                   เหนือสิ่งอื่นใด  เหลียนยิงมิได้เป็นหนุ่มเต็มตัว  มีบางเรื่องที่น้องชายยังอ่านไม่ออก  ตรงข้ามกับเหลียนฟางโจวรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเหล่านี้  นางจะพลาดได้อย่างไร

 

                        เป็นไปตามที่เธอคาด   อาเจี่ยนกระแอมขึ้นสองครั้ง  ด้วยท่าทีอึกอัก  เพียงเอ่ยว่า “ไม่มีอะไรหรอก….เพียงแต่  นางมาสอบถามข้าเรื่องการปลูกฝ้ายของบ้านเรา  แล้วไถ่ถามว่าบ้านพวกเราซื้อที่ดินและเมล็ดฝ้ายเป็นอันมาก  แท้จริงแล้วเพื่อการอันใด!”

                        ยามที่เอ่ยถึงคำว่า “บ้านพวกเรา”  สามคำนั้น  อาเจี่ยนเอ่ยได้อย่างสนิทปากเหลือเกิน

              “แล้วท่านบอกกับนางว่าอย่างไร?”  เหลียนฟางโจวเห็นอาเจี่ยนมีท่าทีอึดอัดและน้ำเสียงที่ไม่ค่อยเป็นธรรมชาตินัก  จึงรู้ว่าซี่เชวี่ยต้องพูดอะไรบางอย่างที่ชายหนุ่มเอ่ยไม่ได้  คงเป็นเรื่องส่วนตัวเป็นแน่   เช่นนั้นอาเจี่ยนจึงไม่อยากเอ่ยออกมา   ส่วนตัวเธอเองก็หาใช่คนช่างซุบซิบไม่

                   ขอเพียงไม่กระทบกับการงานของบ้านเธอก็พอแล้ว  เหลียนฟางโจวคิดว่าตนเองเป็นคนใจกว้างพอ   และเคารพสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นไม่น้อย

                   “ข้ามิได้บอกอะไร”  น้ำเสียงของอาเจี่ยนค่อยคลายลง  พลางเอ่ยแย้มยิ้ม “ข้าเพียงบอกว่าไม่ใช่ธุระอันใดของนาง!”

                        เหลียนฟางโจวกับเหลียนต่างอดหัวเราะออกมาไม่ได้

         “เพียงแต่”  อาเจี่ยนเอ่ยต่อ  “นางมีพูดถึงสกุลซู  บอกว่าเรื่องนี้เป็นความคิดของคนสกุลซูใช่หรือไม่?   ซ้ำนางยังถามข้าว่าสกุลซูสั่งความอะไรไว้บ้างหรือไม่?   เห็นเช่นนี้ข้าจึงมิได้ตอบอะไรนางอีก”

                        เหลียนฟางโจวจึงเริ่มตระหนักกับตัวเองว่าเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ ย่อมเป็นที่จับตามองของใครต่อใครเป็นแน่   เรื่องราวทั้งหลายคงถูกร่ำลือออกจากหมู่บ้านจนรู้กันทั่วทั้งเมืองแล้ว  ยามนี้คงเป็นที่สนใจของผู้คนที่บังเอิญได้ยินเข้า   นายหญิงจ้าวหรูเป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องปานนั้น  ไยจะไม่สอบถามบ้างเล่า?

                        “นางก็เป็นผู้หนึ่งที่อยากรู้!  ถึงอย่างไรก็ไม่เกี่ยวอันใดกับสกุลนาง   จะบอกหรือไม่บอกล้วนเป็นเรื่องภายในบ้านเรา  มิใช่เรื่องที่นางจะมาละลาบละล้วงได้ “  เหลียนฟางโจวเอ่ยขึ้น

                        “ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน!”  อาเจี่ยนพยักหน้าเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

                        ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงวางหัวข้อนี้ลงแล้วหันเหไปคุยเรื่องอื่นเทน   ทั้งสามต่างสนทนากันด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอย่างมีชีวิตชีวาตลอดขากลับ

                        อาหญิงสามเห็นของที่ซื้อมามากมายเพียงนั้นจึงอุทาน  “โอ้โห” แล้ว รีบกุลีกุจอมาช่วยยกของลงจากรถ  เหลียนฟางฉิงกับเหลียนเช่อมิได้ช่วยอะไร  เพียงยืนเฉยมองดูอยู่อีกด้านหนึ่ง

                        “ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านจะมีการก่อสร้างอันใดกันหรือ?”  อาหญิงสามถามขึ้น

               เหลียนฟางโจวกับเอาเจี่ยนมักมีเรื่องปรึกษาหารือกันตลอด   ทั้งคู่มิเคยปิดบัง  บางครั้งยังลากเหลียนเข้ามาร่วมหารือ  ถามความเห็นเป็นบางครั้งบางคราวด้วย  ดังนั้นอาหญิงสามจึงพูดโพล่งโดยไม่คิดอะไร    ด้วยได้ยินถ้อยคำหารือของพวกเขาเข้าหูอยู่เนืองๆ

                        “อื้ม  จะเริ่มงานก่อสร้างวันมะรืนนี้!  พวกเราก็ทำอาหารมื้อกลางวันให้คนงานเหมือนเดิม!”  เหลียนฟางโจวพยักหน้า

                        อาหญิงสามอุทานเสียงหลง “หา”  พลางหันไปมองที่รถเกวียนเทียมลาก่อน  แล้วจึงเอ่ยว่า “คราวหน้าก็ซื้อเซียงชง(ต้นหอมเดี่ยว) กลับมาเพิ่มด้วยแล้วกัน   เซียงชงในแปลงผักบ้านเราโตไม่ทันกินหรอกนะ!”

                        ยามนี้อาหญิงสามไม่คัดค้านเรื่องเอาเนื้อและกระดูกหมูมาตุ๋นน้ำแกงเอาใจเหล่าคนงานอีกต่อไปแล้ว   เพราะนางได้ซดน้ำแกงตุ๋นกระดูกหมูแทบทุกวัน  ได้ซดน้ำแกง ได้ลิ้มรสเนื้อบ่อยๆดีออกจะตายไป

              แต่ที่ดีกว่านั้นก็คือ  นางยังได้เงินค่าแรงเป็นอันมากอีกด้วย!

                        เหลียนฟางโจวรับคำ  เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าลืมไปเสียสนิท!   ไว้คราวหน้าจะซื้อมาเพิ่มให้   จะได้มีต้นหอมเหลือไว้ในแปลงผักเรา!”

                        เซียงชง(ต้นหอมเดี่ยว)คล้ายเสี่ยวชง (หอมแดง)มาก  ซ้ำยังมีกลิ่นฉุนเหมือนกัน  เอามาปรุงรสกับเล่าปิ่งนี้เหมาะที่สุด   ใส่ผสมเข้าไปเพียงเล็กน้อย  ไม่เพียงจะทำให้เล่าปิ่งมีสีสันน่ากินขึ้นเท่านั้น  ซ้ำยังช่วยเพิ่มกลิ่นหอมเวลากินได้ด้วย

                        ในที่สุดตอนบ่ายวันถัดมา งานบนที่ดินตรงสามแยกนั่นก็เสร็จเรียบร้อย  เหลียนฟางโจวพาพวกน้องๆไปชมดู  ด้วยความพึงพอใจยิ่งนัก

          หลุมสำหรับปลูกผลไม้บนเนินเขาเสี่ยวฮวากั่วซาน  ที่ขอให้คนงานขุดนั้นก็เสร็จเรียบร้อยด้วย  ได้หลุมมาทั้งสิ้น 4,600 หลุม นั่นหมายความว่า จะสามารถปลูกผลไม้ได้ถึง 4,600ต้นเลยทีเดียว

              พื้นที่บนยอดเขาถูกปรับให้ราบเรียบ  ซึ่งเตรียมไว้เพื่อปลูกสร้างเรือนไม้หลังเล็กๆ

                   โดยเหลียนฟางโจวตั้งใจไว้ว่าจะทำเป็นบ้านพักตากอากาศน่ารักๆ ตามประสบการณ์ที่เคยเห็นมาในโลกยุคสมัยใหม่ที่เธอจากมา  หญิงสาวได้ร่างแบบบ้านไว้บนกระดาษเรียบร้อยแล้ว  รอเพียงก่อสร้างเรือนตามแบบแปลนนี้   ซ้ำข้างๆเรือนพักจะก่อสร้างศาลาขนาดใหญ่ทรงสูงไว้เป็นหอชมวิวอีกด้วย   ทำแบบนี้จะสามารถยืนชมวิวระยะไกลจากบนยอดเขาได้  ซ้ำยังสามารถเห็นทิวทัศน์รอบทิศได้ในคราเดียว

                        เหลียนฟางฉิงกับเหลียนเช่อเห็นหลุมสำหรับปลูกผลไม้แต่ละหลุมแล้ว ก็แทบอดรนทนไม่ไหว   คันไม้คันมืออยากให้เหลียนฟางโจวพาขึ้นเขาไปขุดต้นผลไม้เสียเดี๋ยวนี้นัก

                        เหลียนฟางโจวเอ่ยแย้มยิ้ม “ไม่ต้องเร่งร้อนไป  ไว้คอยอีกสักสามหรือห้าวัน   จนข้าไม่ต้องเข้าไปดูแลงานก่อสร้างตรงปากทางเข้าหมู่บ้านแล้ว  พวกเราถึงค่อยไปกันนะ!”

                        เหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อแม้จะกระวนกระวายใจ  ทว่าก็ยังฉลาดรู้ว่าอะไรที่เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนกว่า  ทั้งคู่จึงรับปากอย่างว่าง่าย

           การก่อสร้างฐานรากอาคารถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง  สำคัญมากทีเดียว   เพราะจะต้องขออนุญาตจุดประทัด ต้องเตรียมเครื่องเซ่น  จุดธูปไหว้บวงสรวงเจ้าที่  เรื่องพวกนี้กู้สือได้หารือกับเหลียนฟางโจวแล้ว  เหลียนฟางโจวจึงขอให้เขาเป็นผู้รับหน้าที่นี้ไป

                   วันนี้ตอนรุ่งสาง  เหลียนฟางโจวพี่ใหญ่ น้องเล็กทั้งสอง และเหลียน สี่พี่น้อง  รวมทั้งอาหญิงสามทั้งหมดเตรียมตัวเข้าร่วมพิธี  เหลียนฟางโจวเชิญจางลี่เจิ้งและภรรยา  ป้าจางรวมทั้งเพื่อนบ้านอีกสองสามครอบครัวที่สุภาพอัธยาศัยดี   ไปมาหาสู่กันค่อนข้างบ่อยมาร่วมงานด้วย

                        มีชาวบ้านเป็นอันมากที่ไม่ได้รับเชิญต่างเข้ามาชมดูพลางส่งเสียงพูดคุยกันเซ็งแซ่

              และผู้ชมย่อมไม่พ้นบรรดาเด็กๆด้วย  ไม่ต้องพูดถึงเสียงพูดคุยฮือฮาหลายครายามได้ชมดูงานที่นานทีปีหนจะจัดขึ้นสักที   เพียงบอกว่าให้คอยหลังจากจุดประทัดบวงสรวงเจ้าที่เสร็จ  จะมีเมล็ดแตงโม  ลูกกวาดเป็นอันมากแจกให้ทุกคนที่มาชมดู  เท่านี้ก็ดึงดูดเด็กๆได้มากพอแล้ว

                        เมื่อเหลียนฟางโจวมาถึง   จึงเห็นตรงกลางบริเวณพื้นที่ก่อสร้างมีการตั้งโต๊ะยาวทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า  บนโต๊ะจัดวางหมูสามชั้น  ไก่ต้ม  ปลานึ่ง   ขนมเกาเตี่ยนที่กองสูงอย่างปราณีตเป็นระเบียบ 2 จาน  พร้อมทั้งสุรา 1 กาใหญ่  จอกสุรา 3 ใบ  ตะเกียบ 3 คู่  เทียนไข ตั้งประกบฝั่งซ้ายและขวา  ตรงกลางจัดวางกระถางธูปทองแดง 3 ขา

                   กู้สือพูดคุยอยู่กับบุรุษผู้หนึ่งที่แต่งกายด้วยชุดนักพรตเต๋าสีฟ้า มีลายสัญลักษณ์ยันต์ 8 เหลี่ยม  สวมหมวกทรงสี่เหลี่ยมแบบบัณฑิต  มือถือแซ่  ล้อมรอบด้วยเหล่าคนงาน ที่ยืนกระจัดกระจายอยู่

                        ยามเห็นเหลียงฟางโจวมา  กู้สือจึงหัวเราะยกมือขึ้นคารวะเพื่อต้อนรับผู้ที่กำลังเดินเข้ามา ส่งเสียงทักทาย  “แม่นางเหลียน!”

                        เหลียนฟางโจวจึงแนะนำบรรดาแขกที่นางเชิญมาและมายืนคอยท่าอยู่ทีละคน  กู้สือก็หันไปหาหญิงสาวและแขกทุกคนเพื่อแนะนำท่านนักพรตเต๋าบ้าง  แนะนำว่าบุรุษผู้นี้คือนักพรตไป๋แห่งวัดหงเย่ว

             จางลี่เจิ้งที่คอยท่าอยู่พอได้ยินก็จำนักพรตไป๋ผู้นี้ได้  จึงโอภาปราศัยหัวเราะกับเขาเสียมากมาย

                        “ข้าไม่ค่อยประสีประสาเรื่องนี้เท่าใดนัก   ที่นี่ขอมอบให้น้าลี่เจิ้งและน้ากู้ช่วยดูแลและตัดสินใจให้ด้วย!   จะสั่งให้ทำอะไร   ท่านทั้งสองโปรดชี้แนะข้าด้วยนะ!”  เหลียนฟางโจวเอ่ยแย้มยิ้ม

                จางลี่เจิ้งและกู้สือทักทายหัวเราะด้วยความสุภาพพอหอมปากหอมคอ  อีกไม่นานจะถึงฤกษ์แล้ว  ทั้งสองคนหารือกันอีกเล็กน้อย  แล้วจึงเริ่มพิธีกรรม

                        นักพรตไป๋จุดธูป   สั่งให้คนจุดเทียน  ตัวเขายืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเครื่องเซ่น  พลางสะบัดแส้ในมือ  อีกมือถือกระดิ่งทองแดง   โดยชูกระดิ่งสั่นส่งเสียงกริ๊งกร๊างไปพร้อมๆกัน  ปากก็สวดภาวนาเสียงดังอีกหลายคำ  ทุกๆคนในที่นั้นล้วนนิ่งสงบ  ยืนฟังอยู่ทั้งสองฝั่งฟาก

              เหลียนฟางโจวยืนนิ่งฟังอย่างสำรวม   ท่านนักพรตไป๋อ่านบทสวดไปเรื่อยๆ  ฟังแล้วให้รู้สึกจิตใจเบิกบานขึ้นมาทีเดียว

                        ระหว่างนั้นเสียงกระดิ่งพลันดังถี่รัวขึ้นเป็นนาน  นักพรตไป๋นำกู้สือ  เหลียนฟางโจวพี่สาว เหล่าน้องๆพร้อมด้วยเหล่าคนงานที่จ้างมายืนกระจายอยู่แถวหลัง   ค้อมตัวเบื้องหน้ากระถางธูปสามขา   ขณะเดียวกันก็อ่านถ้อยคำอันเป็นศิริมงคลออกมา

                        และแล้วพิธีกรรมวันนี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้น

                บรรยากาศผ่อนคลายลงทันใด  ทุกคนเริ่มพูดคุยกันครึกครื้น

                        ภายหลัง   กู้สือจึงเรียกคนงานสองคนให้ถือประทัดสายยาวสองสายยกขึ้น  ฝูงชนแตกฮือหลีกทางไปด้านข้างโดยทันที

              เสียงประทัดดังปังปังลั่นสนั่นจนแทบหูอื้อ  ฝุ่นควันสีแดงหนาของประทัดสาดกระจายไปทั่วทั้งบริเวณ   นำพาบรรยากาศเฉลิมฉลองรื่นเริงยินดีให้บังเกิดขึ้น   ทั้งเสียงประทัดที่ดังลั่นไปทั่ว   พื้นดินเต็มไปด้วยเศษซากชิ้นสีแดง  อากาศคละคลุ้งด้วยกลิ่นควันเผาไหม้เข้มข้น

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top