ขนาดตัวอักษร

145.ต้องหาคนมาเริ่มก่อสร้าง

 97 Views

                       ริมฝีปากแม่เฒ่าหยางเพิ่งเริ่มขยับ  ยังไม่ทันได้เปล่งเสียง  หลิวเจี่ยก็ตวาดขึ้นเสียก่อน “ข้าบอกพี่สะใภ้หยางไปแล้ว   ไฉนจึงยังมาวอแวเรื่องนี้อีกเล่า!   ท่านคิดจะทำอะไรอีกรึ?  ที่ข้าอธิบายไปเมื่อวันวาน   มันเป็นแค่ลมผ่านหูท่านใช่หรือไม่!  วันนี้ขายที่ดินพรุ่งนี้ก็อยากซื้อกลับ  ท่านจะทำให้ข้าเอาแต่ยุ่งวุ่นวายกับที่ดิน 30 หมู่ของเจ้าอยู่ถ่ายเดียว !  ท่านตั้งใจจะล้อข้าเล่นใช่หรือไม่?”

                        แม่เฒ่าหยางหมดความมั่นใจ   แต่พยายามทำใจดีสู้เสือเอ่ยขึ้น “เหลียนฟางโจว  นางรับปากว่าจะคืนที่ดิน 30 หมู่ให้ข้า”

                        “ไหนท่านบอกว่าน้าหลิวตอบตกลงแล้วนี่ “ เหลียนฟางโจวเอ่ยเสียงเรียบ

 

         หลิวเจี่ยจ้องหน้าแม่เฒ่าหยางเขม็ง พลางแค่นเสียง “ข้าไปตอบตกลงอะไรกับผู้ใดหรือ?   เมื่อวานข้าไม่ได้บอกกับพวกท่านสามีภรรยาไปเรียบร้อยแล้วหรือ?  ตอนนี้เจ้าหน้าที่ทางการได้ออกโฉนดใหม่เสร็จแล้ว  ที่ข้าบอกไปมันไร้ความหมายหรือ?  ตัวแม่นางเหลียนเองตั้งใจซื้อที่ดินมาหลายแปลงเพื่อจะรวมเป็นผืนใหญ่ผืนเดียว  หากมิใช่ท่านที่อาศัยความเป็นผู้อาวุโสมาบังคับโดยมิชอบด้วยเหตุผล  ไยผู้อื่นต้องตกลงคืนอะไรให้ท่านเล่า?  ที่ดิน 30 หมู่แบบนั้นสามารถขายทำเงินได้ตั้ง 80 ตำลึง  สกุลหยางของท่านโชคดียิ่งนัก!   แม่นางเหลียนใจกว้างขนาดนี้แล้ว  ท่านจงเลิกคิดหาเรื่องนางเสียเถิด  ตัวท่านก็แก่จนปูนนี้แล้ว อย่าได้ใช้ความอาวุโสมารังแกผู้อื่นเลย!”

                        พอหลิวเจี่ยกล่าวจบ ก็หันไปเอ่ยกับเหลียนฟางโจว “แม่นางเหลียน  ท่านไม่ต้องไปสนใจนางหรอก!  หากนางยังกล้าใช้ความอาวุโสมาบังคับท่านอีก  ท่านก็มาบอกข้าได้!  งานนี้เป็นผลงานของข้า  ข้าจะจบเรื่องนี้ให้เอง!”

                        แม่เฒ่าหยางโมโหที่ไม่อาจทำอะไรได้ถนัด  ทว่าก็ยังรู้ว่าคนอย่างหลิวเจี่ย ไม่ใช่ผู้ที่นางจะเป็นปฏิปักษ์ได้  จึงถลึงตาใส่เหลียนฟางโจวคราหนึ่ง   แล้วเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงจากไป

          พอเห็นนางคล้อยหลังไปแล้ว   หลิวเจี่ยก็อดปรบมือให้เหลียนฟางโจวไม่ได้  พลางเอ่ยแย้มยิ้ม  “แม่นางเหลียนนี่ยังกับเทพเซียนเลย!   ไฉนท่านถึงรู้ว่าแม่เฒ่าผู้นี้จะกลับมาหาเรื่องท่านเล่า?”

                        เหลียนฟางโจวหัวเราะขอบคุณหลิวเจี่ยก่อน  แล้วจึงแค่นเสียง  “เรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรมากหรอก   แม่เฒ่าผู้นี้เซ้าซี้ข้าไม่เลิกรา  เป็นเพราะนางเคยบีบข้าให้ถอนหมั้นกับบุตรชายนาง  อ้างว่าครอบครัวข้าเป็นภาระถ่วงความเจริญ  ยามนี้พอเห็นพวกข้าลืมตาอ้าปากได้  ไยนางจะรู้สึกชอบใจได้เล่า?   จะปล่อยให้ข้าอยู่ดีมีสุขโดยไม่หาเรื่องทะเลาะได้อย่างไร?  นี่คือคนที่จิตใจคับแคบอย่างที่สุด   พอเห็นข้า นางก็ขัดหูขัดตา   คิดเพียงว่าข้าต้องยอมนางผู้เป็นผู้หลักผู้ใหญ่  ไยจะนางยอมถอดใจง่ายๆ!   ยิ่งมาเห็นข้ามีชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ   นั่นมิใช่ข้อพิสูจน์ว่านางตัดสินใจผิดพลาดมาตั้งแต่ต้นหรือ?  นางจะยอมเป็นฝ่ายผิดได้อย่างไร!”

                        หลิวเจี่ยทนไม่ไหวระเบิดหัวเราะจนตัวโยน  ครั้นแล้วนิ่งคิดไปพักหนึ่ง   แล้วจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ที่แม่นางเหลียนพรั่งพรูมายืดยาวนี่  ก็ค่อนข้างมีเหตุผลทีเดียว!  นางช่างเป็นหญิงชราที่น่าชังนัก!   ตอนที่แม่นางเหลียนยกเลิกสัญญาแต่งงานนี้   ท่านเสียใจหรือไม่?”

                        “เสียใจหรือ?”  เหลียนฟางโจวส่ายหน้า  เอ่ยแย้มยิ้ม  “ต้องนับว่าโชคดีสิถึงจะถูก!”  พอกล่าวจบทั้งสองก็มองหน้ากันพลางหัวเราะดังลั่น

              “วันนี้ที่ข้ามา  ไม่คิดว่าจะมาเพื่อเรื่องนี้   ตรงข้ามกลับถือว่าเป็นเหตุบังเอิญ   อันที่จริงข้าตั้งใจว่าพอว่างแล้วจะเอาโฉนดที่ดินตรงสามแยกนั่น และตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน ที่ทางการออกให้มาส่งมอบให้ท่าน!  ท่านรับไปเสียสิ!”   หลิวเจี่ยหัวเราะพลางล้วงโฉนดที่ดินสองใบออกมาจากอกเสื้อ

                        เหลียนฟางโจวยิ้มแย้มขณะรับมา พลางเอ่ยขอบคุณ  “ท่านช่างสามารถนัก  ทำงานลุล่วงได้ราบรื่นและตรงเวลาดีแท้  ต้องขอบคุณในความขยันทุ่มเทของน้าชูยิ่งนัก!  นี่ก็นับว่า  ที่ดินเหล่านี้ได้เตรียมการจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว  ข้าจะได้เริ่มทุ่มเทกับเรื่องก่อสร้างอาคารเสียที!”

          หลิวเจี่ยหัวเราะหึหึ พร้อมกับยกนิ้วให้  พลางเอ่ยแย้มยิ้ม  “แม่นางเหลียนช่างขยันคิดขยันทำนัก  ชีวิตท่านต้องยิ่งกว่าเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่งร่ำรวยแน่ๆ!  ภายหน้าหากจะซื้อที่ดินอีก อย่าลืมบอกข้าเสียล่ะ!  ข้ามีที่ดินผืนงามอยู่ในมือหลายผืน  รับรองจะเก็บแต่ของดีเลิศไว้ให้แม่นางเหลียนเท่านั้น!”

                        เหลียนฟางโจวหัวเราะ ขอบคุณอย่างอ่อนน้อมให้หลิวเจี่ยไม่หยุด

                        พอพูดคุยสัพเพเหระอีกพอสมควร  หลิวเจี่ยจึงเอ่ยแย้มยิ้ม

 “วันนี้ข้ายังมีธุระอื่นอีก   คงต้องขอตัวก่อนล่ะนะ!”

                        เหลียนฟางโจวออกไปส่งเขาที่หน้าประตูด้วยรอยยิ้ม

                        มองโฉนดที่ดินสองใบในมือที่ได้มาดังใจหมาย  เหลียนฟางโจวรู้สึกโล่งอกและมีกำลังใจขึ้น

         เรื่องใหญ่โตนี้   ในที่สุดก็บรรลุถึงบทสรุปอย่างงดงาม!

                        ที่ดิน 2,800 หมู่นี้แม้ยังต้องเตรียมการอีกหลายอย่างเพิ่ม   ทว่าในส่วนการวางรากฐานก็เสร็จสิ้นเรียบร้อยในที่สุด  ที่เหลือ  ล้วนเป็นการทำงานอันละเอียดอ่อนทั้งสิ้น

                        บางที  สองวันนี้เธอคงต้องวางแผนงานการสร้างโกดังเก็บวัตถุดิบ และโรงผลิตให้ดี  ใช้เวลาเพื่อกำหนดขั้นตอนของงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด

       จากนั้น ก็จ้างคนงาน ซื้อวัสดุ เพื่อเริ่มงานก่อสร้าง  ทำแต่ละขั้นตอนด้วยความรวดเร็ว

              เหลียนฟางฉิงกับพวกน้องชายและอาเจี่ยน ทั้งหมดเดินทางไปยังที่ดินตรงสามแยก  เพราะน้องน้อยทั้งสองอยากเห็นเขาเสี่ยวฮวากั่วซานจนทนไม่ไหว  ส่วนเหลียนฟางโจวและอาหญิงสามอาสาเฝ้าบ้านอย่างสบายใจ

                        เมื่อมีเวลาเอ้อระเหยไม่รีบร้อน  หญิงสาวจึงใช้พู่กันวาดแปลนอาคารที่ใช้เป็นโรงผลิตบนที่ดินนั่น  รออาเจี่ยนกลับมาเมื่อใด  จะได้หารือกับชายหนุ่มอีกรอบ

                   อาเจี่ยนเป็นผู้มีสายตาแหลมคม   หลายเรื่องที่เขาคิดช่วยเตือนสติเธอได้

              เรื่องการจ้างคนมาทำงานนั้นก็เอาคนที่คุ้นเคยกันดี   จะได้ช่วยผ่อนแรงอาเจี่ยนกับเหลียนเจ๋อ    ตอนทำงานจะได้ไม่ต้องจับตาดูมากนัก  ตกเที่ยงคนทั้งหมดก็กลับมากินมื้อกลางวัน  ไม่ต้องให้เหลียนฟางโจวต้องเอาไปส่ง

                   ดังนั้น หญิงสาวจึงมีเวลาทั้งบ่ายคิดเรื่องวาดแบบแปลนอาคาร

                        ช่วงเย็น  เหลียนฟางโจวและอาเจี่ยนจุดตะเกียง แล้วนั่งหารือและแก้ไขแบบแปลน  จนได้แบบที่ถูกใจในที่สุด   มือหยิบกระดาษภาพแบบแปลนต้นแบบที่เสร็จแล้วรวมทั้งสำเนาขึ้นมาสะบัดให้แห้ง  หญิงสาวจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “หรือพรุ่งนี้พวกเราเข้าเมืองไปหาน้าจ้าวลิ่วก่อนเป็นไร?  เตรียมการล่วงหน้าไว้เยอะๆ   งานเราจะได้สำเร็จ  พวกเราจะได้ฉลองปีใหม่กันอย่างปลอดโปร่งเต็มที่!”

                        ทุกคนล้วนตรากตรำกันมานาน   ซ้ำในมือเธอยังมีเงินเหลือให้ทำอะไรได้อีกมาก  เหลียนฟางโจวจึงวางแผนจะฉลองปีใหม่กับสมาชิกในครอบครัวกันอย่างสุขีสโมสร  อย่างที่ตั้งใจมานาน

              อาเจี่ยนพยักหน้าเอ่ยแย้มยิ้ม “งานที่ทำไว้ก็ไปได้สวยเร็วกว่าที่คิด  คอยให้ถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ  ที่ดินสองพันกว่าหมู่นี้คงทำให้ทุกคนหัวหมุนกันพอดู   ไหนยังจะแปลงนาข้าวผืนงามเนื้อที่หลายสิบหมู่อีก!”

                        “ขอให้เป็นอย่างที่ท่านพูดเถิด!”  เหลียนฟางโจวเอ่ยแย้มยิ้ม

                   วันรุ่งขึ้นพอกินมื้อเช้าเสร็จแล้ว  คนทั้งสามก็พากันเข้าเมือง

                        คนเช่นจ้าวลิ่วทั้งการพูดจา ทั้งการทำงานแม้ค่อนข้างรักสนุก  ทว่าก็เป็นคนตรงไปตรงมาและเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่ง  นับว่าเป็นคนดีที่น่าคบหาสมาคมไว้

                        เหลียนฟางโจวตระหนักชัดว่า  เธอเป็นเด็กสาวกำพร้าหัวเดียวกระเทียมลีบ  ภายหน้าหากอยากจะลงหลักปักฐานในเมืองยู่เหอนี้  ผู้อาวุโสผู้มีฝีมือชั้นครูอย่างหลิวเจี่ย และจ้าวลิ่ว   หากมีโอกาสผูกมิตรไว้   ต้องนำพาโอกาสดีๆและความมั่นคงมาให้เป็นแน่ !   แถมภายภาคหน้ายังช่วยส่งเสริมผู้น้อยเช่นนางอีกด้วย

              ในใจของหญิงสาวนั้น  เมล็ดฝ้ายคือสิ่งที่ทำเงินได้แน่นอน  ซ้ำยังเป็นเงินก้อนมหาศาลอีกต่างหาก  เมื่อเวลานั้นมาถึงจะมีทั้งคนอิจฉาและเกลียดชังเธอมากเป็นแน่

        อาจจะอิจฉาอย่างเดียว หรือบางทีทั้งอิจฉาและพ่วงความเกลียดชังมาด้วย  เธอกลัวว่าเพราะความเกลียดชังนี้อาจเป็นต้นเหตุของสิ่งไม่คาดฝันอื่นๆตามมา  แม้เธอจะอาศัยบารมีของคนสกุลซูแห่งเมืองชวงหลิวในตอนเริ่มต้น  แต่เดิมทีเรื่องนี้มันเป็นแค่ความสัมพันธ์ผ่านทางญาติผู้พี่  ซึ่งไม่เป็นปัญหา ตราบที่ไม่พูดเรื่องอันคลุมเครือนี้ออกมาให้ใครรู้  แต่อย่างไรก็ตาม เธออาจมีโอกาสเจอสถานการณ์ น้ำไกลมิอาจดับไฟใกล้เอาได้[1]

                        มิหนำซ้ำ  ต่อให้ราชสำนักที่ทรงอำนาจ ก็ยังยากจะควบคุมผู้มีอิทธิพลในพื้นที่!

                        ด้วยเหตุดังนี้  เพื่อให้ได้คบค้ากับผู้อาวุโสระดับหัวหน้าอย่างหลิวเจี่ย จ้าวลิ่ว และท่านอื่นๆ  เหลียนฟางโจวจึงยอมทุ่มเงินเป็นอันมาก  พอมีคนมาเป็นพวกเพิ่มซักคนสองคน  ใครที่อยากหาเรื่องเธอ  ก็ต้องตรองดูให้ดี

                        ทว่าหญิงสาวทำการผูกมิตรได้อย่างชาญฉลาดทีเดียว  เธอจะไม่ยกยอปอปั้นเสียจนเกินงาม   เมื่อมีโอกาสก็แสดงความสำนึก “บุญคุณ” ทุกครั้ง  กลับทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจ  แถมยังรับรู้ได้ถึงความจริงใจของเธอด้วย

                   ยกตัวอย่างเช่นวันนี้ที่พวกเธอจะไปเยือนบ้านจ้าวลิ่ว  เหลียนฟางโจว เหลียนเจ๋อ กับอาเจี่ยนแวะไปที่ร้านขายของก่อนเพื่อซื้อของกำนัลไปฝากเป็นอันมาก อาทิเช่น  ขนมหวาน ลูกกวาดชั้นหนึ่ง  ผ้าตัดเสื้อ 1 พับ  หมูสามชั้น และ  ขาหมูอย่างดี 2 ขา   เทียบกับครั้งก่อนที่ไปเยือนบ้านหลิวเจี่ย  เธอซื้อของไปฝากมากกว่าเล็กน้อย

                        นี่คือการเยี่ยมเยียนครั้งแรก  ซื้อของดีๆไปฝาก ก็ดูสมเหตุสมผล

              จ้าวลิ่วผู้นี้เป็นคนที่มีชีวิตชีวาจริงๆ   เห็นของฝากเหล่านี้ ก็ขอบอกขอบใจ พลางเอ่ยแย้มยิ้ม  “แหม..สองวันมานี่ข้านึกอยากกินขาหมูอยู่พอดี  ไม่คิดเลยว่าแม่นางเหลียนจะนำมามอบให้ถึงบ้านทันควัน!”  พอกล่าวจบ ทุกคนต่างหัวเราะขึ้นพร้อมกัน

                        ไม่คอยให้เหลียนฟางโจวถาม  จ้าวลิ่วก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แม่นางเหลียน  ท่านเริ่มเตรียมการสำหรับที่ดินตรงปากทางเข้าหมู่บ้านหรือยัง?”

                        **

 

     [1]  หมายถึง ความช่วยเหลือที่อยู่ไกล  ไม่อาจช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในที่ใกล้ได้ทันท่วงที

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top