ขนาดตัวอักษร

137.ความจริง

 75 Views

                        เหลียนฟางโจวจับจ้องเฉียวซื่อด้วยสายตาเรียบนิ่ง  แต่ก็ทำให้เฉียวซื่อรู้สึกถึงความกดดันที่แผ่ออกมา   ซึ่งส่งผลให้นางรู้สึกหายใจแทบไม่ออก

                        “พูดมาสิ   เกิดเรื่องอันใดขึ้น   หากท่านไม่ปริปากบอกความจริงออกมา  อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ   ข้าจะให้โอกาสท่านเพียงคราเดียวเท่านั้น!   และจงอย่าเสียเวลาเล่นเล่ห์กับข้าเลย!”  เหลียนฟางโจวจ้องหน้าป้าใหญ่เขม็ง  เอ่ยด้วยเสียงเรียบนิ่ง

 

    เส้นเลือดในกายของหญิงวัยกลางคนจับแข็ง  ทั่วทั้งร่างชาหนึบจนรู้สึกไม่สบายตัวอย่างที่สุด   แถมยังถูกเชือกมัดรัดตัวแน่นขนาดนั้น   ทำให้นางไม่กล้าขยับตัวแม้แต่นิด   เพราะกลัวจะพาลให้ปวดร้าวมากขึ้น   ประกอบกับพื้นที่เย็นเยียบนี้   ทำให้นางรู้สึกคล้ายว่าไอเย็นได้ทะลุทะลวงเข้าไปในไขสันหลังนางแล้ว   อันเป็นความหนาวเย็นประหนึ่งได้สัมผัสน้ำแข็ง!

                        ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่เช่นนี้   ตราบใดที่ยังมีความหวังจะได้รับการแก้มัดให้เป็นอิสระอยู่   นางยังจะกล้าอมพะนำอะไรอีกได้หรือ?

                        “ข้าจะบอก  ข้าจะบอก!”  เฉียวซื่อผงกศีรษะทันใด  เมื่อเย็นวานสองสามีภรรยาต่างปรึกษาหารือกันมาเป็นอย่างดี  คุยกันว่าวันนี้เหลียนลี่จะเป็นฝ่ายไปยึดที่ดิน   ส่วนนางจะคอยหาโอกาสเหมาะเข้าไปค้นหาเงินและโฉนดที่ดินทางนี้เอง  ไม่ว่าพวกเขาสองสามีภรรยาจะทำสำเร็จทั้งคู่  หรืออาจทำสำเร็จเพียงฝ่ายเดียว  ก็นับว่าไม่สูญเปล่าแล้ว!

                           “ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก! “  เหลียนฟางโจวเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “ให้ลุงใหญ่ไปล้งเล้งกับข้า  ส่วนท่านก็มุ่งหมายของผู้อื่นเหลือคณา   ของพวกนี้หาใช่ของท่านแต่ใดไม่   ไยยังไม่รู้จักปล่อยวางอีก   คิดอยากได้ไปก็เสียเวลาเปล่าๆ!”

                        “ใช่แล้ว  ใช่แล้ว!   ข้าจะบอกเขาอย่างแน่นอน!”  เฉียวซื่อยามนี้ไหนเลยจะสนใจอะไรอื่นเล่า?  ทำได้แต่เพียงพยักหน้าหงึกๆ  ยอมรับผิดอย่างหน้าชื่นตาบานเท่านั้น  พอคิดขึ้นมาถึงตอนนี้ หากจะให้นางก่นด่าใส่เหลียนลี่สักหนึ่งยก  นางจะไม่รีรอที่จะทำเช่นนั้นเลย

                        เหลียนฟางโจวได้ยินเพียงวาจาของนางว่าจะไปบอกเหลียนลี่  ทว่าสิ่งที่พูดกลับมิได้มาจากใจจริงแท้เลย   จึงนึกเหยียดหยันในใจ    จากนั้นจึงผินกายเบือนหน้าไปด้านนอก พลางเอ่ยว่า “ลุงใหญ่  ท่านมาพาป้าใหญ่กลับไปได้แล้ว!”

                   เฉียวซื่อพลันตกตะลึงตาค้าง  ครั้นแล้วประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกดังโครม  เหลียนลี่เข้ามาจากด้านนอกห้องด้วยสีหน้าดำทะมึน  โดยข้างๆประตูมีอาหญิงสาม  เหลียนเจ๋อ  อาเจี่ยนและคนอื่นๆ  รวมทั้งป้าจางและลุงหลี่สองสามีภรรยายืนคุมเชิงอยู่ด้วย

                        พอนึกถึงวาจาที่ตนกล่าวออกไปให้คนนอกเช่นป้าจางและลุงหลี่คงได้ยินเต็มสองหู  ใบหน้าเฉียวซื่อพลันแตกเป็นเสี่ยงๆ

                        สีหน้าเหลียนลี่เย็นเยียบประดุจน้ำแข็ง  เขาเข้ามาช่วยแก้มัดภรรยาตนเอง  แล้วพยุงนางให้ยืนขึ้น

          เนื่องจากพึ่งได้รับอิสระ  ร่างกายของเฉียวซื่อจึงยังคงตึงแข็งและชาอยู่บ้าง  นางยืนโงนเงน  พิงร่างเหลียนลี่โดยทิ้งน้ำหนักลงไปเต็มๆ   ส่งผลให้ทั้งสองคนเกือบสะดุดหกล้ม

                        คอยสักประเดี๋ยว  เหลียนลี่ก็พาเฉียวซื่อเดินออกไปจากห้อง  เหลียนฟางโจวคอยจนทุกคนในห้องไปยืนอยู่นอกห้องทั้งหมด  แล้วจับจ้องป้าใหญ่กับลุงใหญ่ด้วยสายตาเรียบนิ่ง

         ป้าจางถอนหายใจดังเฮือก  ลงท้ายไม่รู้จะพูดอันใดออกมาดี

              ส่วนเหลียนลี่บังคับตนเองอย่างสุดความสามารถให้หันไปค้อมศีรษะให้ลุงหลี่กับป้าจาง   ครั้นแล้วแล้วก็ประคองภรรยาเดินออกไป    ด้วยสีหน้าเรียบนิ่งมืดทะมึนตั้งแต่ต้นจนจบ  ไม่เหลือบแลเหลียนฟางโจวและเหล่าสมาชิกคนอื่นๆในบ้านแม้สักแวบเดียว

                        ฝ่ายเหลียนฟางโจวเองเดิมทีก็มิได้คาดหวังว่าลุงนางจะกล่าวอะไรที่น่าฟังอยู่แล้ว  จนถึงบัดนี้เขาก็มิเคยกล่าวอะไรที่น่าพอใจเลย  จึงมิได้เอ่ยอะไรแม้สักครึ่งคำ!

              หญิงสาวยังมีกิจธุระสำคัญๆอีกมากที่จะต้องรีบเร่งไปจัดการ   จึงไม่มีแรงจะใช้เวลาทั้งวันไปทะเลาะเบาะแว้งกับลุงใหญ่อย่างแต่ก่อนได้แล้ว

                        แล้วเหตุที่เธอเชิญป้าจางกับลุงหลี่มา  หลักๆก็เพื่อให้มาเป็นพยาน  หาไม่แล้ว  เหลียนฟางโจวจะต้องประสบปัญหาหนักเป็นแน่  เพราะภายหลังเหลียนลี่อาจจะมาใส่ร้ายป้ายสี  หรือไปเที่ยวพูดว่าพวกเธอไปล่วงเกินป้าใหญ่ผู้เป็น ‘ญาติผู้ใหญ่’เอาได้

             “เด็กดี  ช่างลำบากพวกเจ้าแท้ๆ!”  ป้าจางอดเอ่ยปากออกมาไม่ได้  พลางเอามือตบหลังมือของเหลียนฟางโจวเบาๆ

                        ทว่าตรงกันข้ามเหลียนฟางโจวกลับเป็นฝ่ายเผยความรู้สึก  เอ่ยด้วยรอยยิ้ม  “ข้าไม่คิดมากเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว  พวกเขาทำอันใดข้ามิได้หรอก!  ตรงกันข้ามข้ากลับได้สร้างความยุ่งยากให้กับป้าจางและลุงหลี่เสียแล้ว!”

                        “เรื่องนี้ไม่เป็นอันใดเลย!  ที่พวกเขามาทำเช่นนี้   คงกลัวคนจะเห็น!”  ป้าจางโบกไม้โบกมือไปมา  ส่วนลุงหลี่ก็พยักหน้าเห็นพ้อง

      เหลียนฟางโจวยิ้มขอบคุณ  แล้วจึงนำข่าวดีของหลิวเจี่ยมาบอกกล่าวลุงหลี่  ว่าพรุ่งนี้ให้นำถ่านไปขายได้เลย

                        ลุงหลี่กับป้าจางนั้นรู้สึกดีใจระคนแปลกใจ  ลุงหลี่เอ่ยแย้มยิ้ม  “ในเมื่อเป็นเช่นนี้  พรุ่งนี้ข้ากับเจ้า และก็ป้าจางไปเปิดเตาเผาถ่านกันเถิด  แล้วให้เจ้า  พี่ชายและพี่สะใภ้ รวมสามคนเอาถ่านบรรทุกเกวียนเทียมวัวของบ้านข้าไปส่งลูกค้า!”

                        เหลียนฟางโจวผงกศีรษะพร้อมรอยยิ้ม  เอ่ยขึ้น  “ยามนี้บ้านพวกข้ามีรถเกวียนเทียมลาแล้ว  อาเจี่ยนสามารถขับรถไปส่งด้วยกันได้!”

                        ทั้งสองฝ่ายต่างหารือกันสักพัก  พอตกลงกันได้เรียบร้อย  ลุงหลี่กับป้าจางก็ขอตัวกลับ

                        ตกกลางคืนหญิงสาวยังมิได้บอกกล่าวใดๆ

                        เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นเมื่อแต่ละคนตื่นแล้ว  อาเจี่ยนก็รีบจัดแจงเอารถเกวียนเทียมลาไปบ้านสกุลหลี่

                        เดิมทีวางแผนไว้ว่าขนถ่านขึ้นรถให้เรียบร้อยก่อนจึงค่อยกลับมากินข้าว  แล้วค่อยออกเดินทาง   แน่นอนพวกป้าจางมิอยากให้ชายหนุ่มไป  บอกให้เขามานั่งกินข้าวด้วยกัน  อาเจี่ยนอยากปฏิเสธ  ทว่าก็ได้แต่หัวเราะจำต้องตอบรับโดยไม่มีทางเลี่ยง

        ป้าจางได้ให้หลี่จวนไปแจ้งข่าวที่บ้านสกุลเหลียน

                        เหลียนฟางโจวมิได้เอ่ยอะไร  เพียงยิ้มและบอกว่าทราบแล้ว!

                 อาเจี่ยนได้รีบเร่งขับรถเกวียนเทียมลา โดยมีหลี่ซานเหอและภรรยาขับรถเกวียนเทียมวัวตามหลังออกจากหมู่บ้านต้าฟาง

                 อาเจี่ยน หลี่ซานเหอและภรรายาหารือกันไว้ว่า  รถเกวียนเทียมลาวิ่งได้เร็วกว่า  จึงให้อาเจี่ยนนำหน้าไปก่อน  จะได้สามารถขนของได้สองเที่ยว  ส่วนหลี่ซานเหอและภรรยาจะตามมาทีหลัง  แล้วเป็นฝ่ายเอาสินค้าไปส่งยังสถานที่ของลูกค้าเอง  ชายหนุ่มได้อธิบายแผนการให้ทั้งสองสามีภรรยาฟังจนแจ่มแจ้งเป็นอย่างดี

                        หลี่ซานเหอและจ้าวซื่อย่อมไม่ขัดข้อง  ในใจของจ้าวซื่ออยากได้รถแบบนี้บ้าง  เพราะเห็นรถของอาเจี่ยนไปได้เร็วกว่ามาก  จนสามารถวิ่งไปส่งของได้ถึงสองเที่ยว!

                        ตรงกันข้ามรถที่หลี่ซานเหอขับ กลับเคลื่อนไปอย่างต้วมเตี้ยม  เห็นอาเจี่ยนขับรถเกวียนเทียมลาออกตัวไปอย่างว่องไว  มิได้ค่อยๆก้าวไปอย่างเชื่องช้าทีละก้าวๆอย่างกับเต่า  นางจึงพยายามสะบัดแส้ใส่วัวเพิ่มอีกนิดหวังให้รถเคลื่อนที่ไปเร็วขึ้น

                        หลังเหลียนฟางโจว น้องๆและอาหญิงสามกินข้าวเช้ากันเสร็จ   จึงเร่งรีบออกไปบ้าง

                        เหลียนฟางโจวกับเหลียนเจ๋อเดินทางไปถึงบริเวณลานหินในที่สุด

              ยามทั้งสองไปถึง   บรรดาคนงานทั้งหมดก็ลงมือทำงานกันแล้ว  พอเห็นพวกเขาสองพี่น้องมาถึง  จึงยิ้มทักอย่างสุภาพว่า  ‘นายหญิง’  ‘นายน้อย‘  ต่างโบกมือร้องทักกันเซ็งแซ่

                 เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อต่างหัวเราะร้องทักคนงานทีละคน  พูดคุยเล่นกับทุกคนพอหอมปากหอมคอ

             งานของวันนี้จะเป็นการสับดินก้อนใหญ่ๆบนที่ดินทั้งผืนให้เป็นก้อนเล็กก้อนน้อย  ด้วยคนงานทั้งหมดมีสามสิบคน  จึงประมาณการว่าต้องลงแรงทั้งหมดราวๆ 2 วัน

                        เหลียนฟางโจวแย้มยิ้มถามว่าเมื่อวานพวกเขาเลิกงานกลับไปเมื่อใด?  จึงได้รู้ว่าวันนั้นกว่าพวกเขาจะกลับไปก็เกือบค่ำแล้ว  จึงอดพูดสักสองสามประโยคไม่ได้  “ข้ามิได้บอกหรือไร  ว่าวันนี้ให้เข้างานได้สายกว่าเดิม?  พวกท่านทั้งหมดไฉนถึงได้รีบมากันแต่เช้าเช่นนี้เล่า!”

         “ชาวไร่ชาวนาไหนเลยจะบอบบางปานนั้น?  พอเช้ามืดมาถึงก็นอนอุตุต่อไปไม่ไหวแล้ว  มาทำงานแต่เช้า จะได้ทำงานเสร็จเสียแต่เนิ่นๆ!”   ทุกๆคนหัวเราะเอ่ยขึ้น

                        พวกเขาทุกคนล้วนเชื่อว่า   งานที่ใช้เวลาสองวัน  หากพวกเขาทำให้เสร็จภายในวันครึ่ง  นายหญิงก็ยังคงจ่ายค่าจ้างให้พวกเขาเต็มสองวันเช่นเดิม

          ลำพัง  ยามอยู่ในฤดูเพาะปลูกการกลับถึงบ้านมืดค่ำนับเป็นเรื่องธรรมดามาก  เมื่อวานแค่สายนิดหน่อย  จะไปเคร่งเครียดอะไรนักหนา?

                        แม้ใจพวกเขาจะคิดเช่นนั้น   ทว่าพอเห็นท่าทางของเหลียนฟางโจวที่แสดงออก ก็ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกเห็นใจหญิงสาวมากขึ้น

                        “เช่นนั้นแล้วก็ไม่ต้องรีบเร่งเกินไปนัก  พวกท่านควรหยุดพักบ้าง  ทำงานหักโหมไป จะบาดเจ็บเอาได้  และไม่ดีต่อสุขภาพด้วย!”  เหลียนฟางโจวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

                        บรรดาคนงานหัวเราะเอ่ยขึ้น “ไม่บาดเจ็บหรอก  พวกเรารู้กำลังตัวเองดี!”

                 พอคุยสัพเพเหระกันสักพัก  เหลียนฟางโจวจึงแย้มยิ้มเอ่ยขึ้น “พวกท่านทั้งหมดก็ทำงานในมือต่อไปเถิด!  อาเซ่ออยู่ที่นี่   มีเรื่องอันใดก็บอกกับเขาได้เลย!”

                        หลี่ฉิงกับหวูเสี่ยวเหมาเดิมทียามนี้คิดจะบอกเรื่องการจ้างงานต่อจากนี้ไปกับเหลียนฟางโจว  เรื่องงานนี้ตามธรรมดาต้องผ่านจ้าวลิ่ว  แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็คิดว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องบอกกล่าวให้เหลียนฟางโจวรู้ด้วย

         เห็นเหลียนฟางโจวมีธุระคั่งค้างที่ต้องกลับไปจัดการ   ทั้งสองคนต่างแลกเปลี่ยนสายตากัน  คิดตั้งใจคอยหาโอกาสพูดอีกที

 

              ใครจะคิดว่าเหลียนฟางโจวจะมีดวงตาแหลมคม   หญิงสาวพลันส่งสายตาเป็นนัยมายังเขาทั้งสองคน  เอ่ยแย้มยิ้ม  “น้าหลี่กับน้าหวูจริงๆแล้วมีอะไรอยากคุยกับข้าใช่หรือไม่?  เช่นนั้นก็จงพูดออกมาเถิด!”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top