ขนาดตัวอักษร

133.พ่ายแพ้หมดรูป

 80 Views

                        “คำกล่าวนี้มีเหตุมีผล!”  จ้าวลิ่วเอ่ยแย้มยิ้ม “บางทีพี่ชาย..ท่านอาจเข้าใจผิดก็ได้!”

                        เหลียนลี่โกรธจนตัวสั่น  โพล่งขึ้น “ข้าอยู่มาจนจะครึ่งคนแล้ว  แม้แต่คำพูดคำจาข้าจะไม่เข้าใจเทียวรึ?”

                        จ้าวลิ่วระเบิดหัวเราะเสียงลั่น  “นั่นมันก็ไม่แน่!  ไม่เช่นนั้นจะมีคำที่คนเขาชอบพูดกันว่าคนแก่ขี้หลงขี้ลืม!   หรือยิ่งแก่ยิ่งเลอะเลือนรึ!”

 

                        พอเขาพูดจาเหน็บแนมเช่นนี้  ทุกคนในที่นั้นอดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้  เหลียนลี่ยิ่งโมโหหนักขึ้น  อยากจะระเบิดโทสะออกมานัก ทว่าไม่อาจทำได้  ได้แต่ก่นด่าจ้าวลิ่วอยู่ในใจ

                        “พี่เหลียน  เรื่องนี้หากพูดกันอย่างเป็นธรรมแล้ว  ท่านมิใช่ผู้มีสิทธิ์ตัวจริง!”  หลิวเจี่ยเอ่ยเสียงเนิบ  “คุณชายสกุลซูผู้นั้น  ท่าน  และแม่นางเหลียน  มิเคยคุยกันต่อหน้าให้กระจ่างพร้อมๆกันทั้งสามคนเลยมิใช่หรือ?   ยามนี้ท่านเป็นฝ่ายเอ่ยอ้างสิทธิ์ก่อน  ใครจะรู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จ?  แม่นางเหลียนหากจะถือตามเรื่องที่เป็นสตรี  ย่อมต้องเอางานนี้มอบให้ท่านดูแล  ทว่าหากในภายภาคหน้ามารู้ทีหลังว่าเป็นการเข้าใจผิดกัน  แล้วแม่นางเหลียนจะอธิบายกับสกุลซูว่าอย่างไร?”

                        เหลียนฟางโจวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “น้าชูกล่าวมีเหตุผล  ลุงใหญ่  ท่านมิเคยเอ่ยปากบอกว่าอีกไม่นานสามีของเปี่ยวเจี่ยข้าจะกลับมาเยี่ยมรึ?  เมื่อถึงตอนนั้นก็จับทั้งสามฝ่ายมาเจรจากันให้แจ่มแจ้ง จะมิดีกว่าหรือ?  ลุงใหญ่มิจำเป็นต้องรีบรวบรัดในเวลาอันสั้นนี้หรอก!”

                        “ถูกแล้ว!”  จ้าวลิ่วเอ่ยยิ้มแย้ม  “ไม่เช่นนั้น  ผู้คนจะครหาพี่เหลียนว่าเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กเอาได้นะ!”

                        เดิมทีมีเพียงเหลียนฟางโจว  เหลียนลี่ก็ยังมิอาจคว้าชัยชนะได้เบ็ดเสร็จอยู่แล้ว  ยามนี้ดันมีหลิวเจี่ยกับจ้าวลิ่วที่เขากริ่งเกรงเพิ่มมาอีก  เหลียนลี่ไหนเลยจะชิงความได้เปรียบแม้สักครึ่งได้?

                        ยามนี้ใบหน้าเขาถมึงทึงสุดๆ   จนขึ้นสีแดงก่ำเป็นตับหมูไปแล้ว   โทสะในอกพร้อมจะปะทุออกมาอยู่รอมร่อ!

                        “ได้”  เหลียนลี่พลุ่งพล่านในอก   พยายามสะกดกลั้นโทสะทั้งมวล  เอ่ยเสียงเย็นเยียบ “  วันนี้ข้าเห็นแก่หน้าน้องหลิวและน้องจ้าว  จะปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปก่อนชั่วคราว  รอให้คุณชายซูมาก่อน  พวกเราค่อยมาเจรจาให้แจ่มแจ้งกันอีกครั้ง!   น้องหลิว  น้องจ้าว  พอดีข้ามีงานอื่นติดพัน  คงต้องขอตัวก่อน!”

                        เหลียนลี่กล่าวจบก็ถลึงตาใส่เหลียนฟางโจวทีหนึ่ง  แล้วหมุนตัวเดินจากไปอย่างกระฟัดกระเฟียด

                        “นี่… พี่เหลียน ท่านเดินระวังหน่อย!  ผืนดินที่นี่มิค่อยราบเรียบนัก   ระวังตอนเดินออกไปจะสะดุดหัวทิ่มหัวตำเอาได้นะ!”  หลิวเจี่ยหันไปค้อมหัวให้เหลียนลี่อย่างสุภาพ  ทว่าจ้าวลิ่วกลับเย้าแหย่เสียงดัง  ทำให้ทุกคนในที่นั้นฮากันครืน

                        นัยน์ตาเหลียนลี่ดำมืด  เท้าที่กำลังก้าว  พลันสะดุดจนเกือบหัวทิ่ม  ทุกคนเห็นเขามีท่าทางงุ่มง่ามเช่นนี้จึงพากันหัวเราะเสียงดังขึ้นกว่าเดิม

                        เหลียนลี่หน้าแดงรีบเดินหนีไปด้วยความเจ็บใจ  โชคดีที่เขาหันหลังให้ทุกคน  เลยไม่มีใครได้เห็นสีหน้าเขา   ในใจชายวัยดึกนึกอยากก่นด่าจ้าวลิ่วนัก

                        เหลียนฟางโจวเอ่ยเสียงเนิบขึ้นมาอีกคน “ลุงใหญ่ระวังด้วยนะ!”  พลางแค่นเสียงในใจ  เป็นเพราะท่านสำคัญตัวเองผิด  จึงพาตัวเองลำบาก!

                        “หมดเรื่องแล้ว  พวกเจ้ายังมัวเหม่ออะไรกันอีก  รีบไปทำงานได้แล้ว!  รีบไป รีบไปเสีย!   ยังติดใจอะไรกันอยู่รึ?

                        “พวกเจ้าทั้งหมดว่างมากนักรึไง   มามัวยืนบื้ออะไรกันอยู่   รีบกลับไปทำงานได้แล้ว!  เร็วเข้า  ไปให้ไวเลย!  พวกเจ้ามีอันใดข้องใจกันอีกหรือ?  เอามือที่สั่นเป็นเจ้าเข้าไปทำการทำงานให้มันเกิดผลซะ  หรือว่างานจะเป็นอย่างไรพวกเจ้าล้วนไม่เป็นไร!  เจ้านายเจ้าจ้างให้มาดูฉากวุ่นวายกันอย่างครึกครื้นหรือไง!”

                        จ้าวลิ่วหันไปขึงตาใส่คนงานทุกคนให้รีบไปทำงาน  เป็นนัยบอกทุกคนว่า  ไม่ว่าฟ้าจะถล่มดินจะทลาย  ก็ให้มุ่งมั่นเพียงงานเท่านั้น   ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นล้วนไม่จำเป็นต้องสนใจ

                        คนงานทั้งหลายพอเห็นเรื่องเอะอะวุ่นวายน่าตื่นเต้นยุติลง   และเห็นนายหญิงได้รับชัยชนะ   แต่ละคนพลันขานรับคำสั่ง  รีบกุลีกุจอไปทำงานกัน

                        “วันนี้  จริงๆแล้วต้องขอขอบคุณน้าชูและน้าลิ่วเป็นอย่างมาก!”  เหลียนฟางโจวกับเหลียนเจ๋อสองพี่น้องแสดงการคารวะหลิวเจี่ยกับจ้าวลิ่วด้วยความขอบคุณ

                        “แม่นางเหลียนมิจำเป็นต้องมากพิธีไป!  ลุงใหญ่ของท่านนี่ช่างเหลือทนจริงๆ  หึหึ  หาเรื่องชาวบ้านเก่งนัก!”  จ้าวลิ่วยกมือขึ้นคาราวะตอบด้วยหน้าตายิ้มแย้ม

                        “ท่านทำถูกแล้ว  ไม่ว่าจะพูดอย่างไร  ท่านก็คือหลานสาวแท้ๆของเขา   เขายังมีหน้าพาพวกอันธพาลมาระรานอีก  หลิวเจี่ยพรูลมหายใจผงกศีรษะแรงๆ  เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องให้ข้าพูดออกมาหรอก  คนดีๆที่ไหนจะทำเรื่องเช่นนี้ได้!”

                        “ถูกต้อง “  จ้าวลิ่วพลันกรอกตาไปมา  พลางเอ่ยด้วยความแปลกใจ  “แล้วอันธพาลพวกนั้นล่ะ?”  เหลียนเจ๋อเบนสายตาไปยังพี่สาวด้วยความฉงนด้วย  เขาไม่อยากเชื่อเลยว่า  นักเลงหัวไม้พวกนั้นจะรู้จักผิดชอบชั่วดีจนพากันกลับไปเอง

                        เมื่อครู่ก่อน  พวกนั้นเจออาเจี่ยนซ้อมจนเปิดหนีไปแล้ว!”  เหลียนฟางโจวหัวเราะเบาๆ  คงต้องอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ก่อนให้ละเอียดแล้ว

                        ตอนลงมือเล่นงานนางมิได้รู้สึกอะไร   ยามนี้พอต้องมาเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น   เหลียนฟางโจวชักอับอายขึ้นมา

                        ตรงกันข้าม อาเจี่ยนกลับมีสีหน้าเฉยๆ   ไม่เห็นรู้สึกว่ามีอะไรไม่ถูกไม่ควร

                        ไม่คอยให้นางเล่าจนจบ  จ้าวลิ่วก็หัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ง  หัวเราะฮาฮา  ประเดี๋ยวก็ส่ายหัวประเดี๋ยวก็ผงกหัว   ทั้งๆที่ไม่มีอะไรน่าขำเสียหน่อย

                        หลิวเจี่ยกับเหลียนเจ๋อก็อดหัวเราะไม่ได้

                        เหลียนเจ๋อเอ่ยขึ้นอย่างเดือดดาลเป็นที่สุด  “ลุงใหญ่ช่างบ้าบอเป็นไปได้ถึงเพียงนี้!  เอ้อร์โก่วจือใช้วาจากับพี่ใหญ่เช่นนั้น  ช่างน่าประหลาดใจนักที่เขายังยืนดูอยู่ข้างๆด้วยความครึกครื้นอยู่ได้!”  ฮึ่ม หากไม่มีพี่เจี่ยนสักคน  สวรรค์เท่านั้นที่รู้  ว่าเอ้อร์โก่วจือกับลูกสมุนของมันจะปากเสียอะไรออกไปอีกบ้าง!

                        เหลียนฟางโจวเบนสายตามองอาเจี่ยนด้วยความซาบซึ้ง  พรูลมหายใจเอ่ยขึ้น “ใครจะบอกว่ามิใช่เล่า!”

                        อาเจี่ยนสบตาหญิงสาว   ตรงกันข้ามกลับทำเพียงยกยิ้มบาง  เอ่ยว่า “พี่สาวของเจ้าคือหญิงฉลาดกรอปด้วยเหตุและผลคนหนึ่ง  มีข้าอยู่   ก็นับเป็นวิธีแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง   หากไม่มีข้า  ก็ย่อมจะมีวิธีแก้ไขปัญหาทางอื่น!  อาเจ๋อ…เจ้ามิจำเป็นต้องวิตกไป”

                        “ข้าไหนเลยจะมีความเก่งกาจเพียงนั้น !”  เหลียนฟางโจวหัวเราะ  ทว่าในใจก็คิดว่าน่าจะเป็นเช่นนั้นแหละ

                        จ้าวลิ่วยกยิ้มขึ้น   รอยยิ้มลุ่มลึกเกลื่อนเต็มใบหน้า  อดไม่ได้ต้องเดินมาตบไหล่อาเจี่ยนทางเบื้องหลัง   เอ่ยแย้มยิ้มอย่างสนิทสนม  “ไม่อยากจะบอกท่านเลยจริงๆ   อาเจี่ยน  วรยุทธ์ท่านช่างล้ำเลิศอยากจะต่อกรนัก  ฮ่าฮ่า  มีท่านอยู่  แม่นางเหลียนพี่ใหญ่ของน้องเล็กๆทั้งหลาย คงมิต้องพะวงกับปัญหามากมายแล้ว!”

                        เหลียนฟางโจว  เหลียนเจ๋อต่างพูดคุยกันอย่างชื่นมื่น  อาเจี่ยนยิ้มบาง  ไร้ความกังวล

                        “ใช่แล้วแม่นางเหลียน  ข้าเห็นท่าทางลุงใหญ่ผู้นี้แล้ว  เกรงว่าเขาคงไม่ยอมวางมือแน่   ท่านจะไม่ทำการตอบโต้บ้างรึ?   พี่เขยของท่านคนนั้น   อย่าบอกนะว่าเขามาฝากเรื่องไว้จริงๆ?    หรือเรื่องที่ลุงท่านพูดมานั้นเป็นเรื่องจริง”  หลิวเจี่ยนพึมพำกับตัวเองน้ำเสียงลังเล  เอ่ยต่อไป “ข้ารู้สึกว่าเขาคล้ายจะมิได้พูดโกหก!”

                        เหลียนฟางโจวไม่ได้ตอบ  เพียงเห็นจ้าวลิ่วโบกมือ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พี่หลิวมิต้องกังวลไป  ข้ายังคงเชื่อที่แม่นางเหลียนพูดมา  พี่เหลียนย่อมเข้าใจอะไรผิดแน่!”

                        “หืม? “ เหลียนฟางโจวกลับเป็นฝ่ายประหลาดใจเป็นล้นพ้น  เอ่ยแย้มยิ้ม  “น้าจ้าว…ไฉนถึงได้มั่นใจเช่นนี้นัก?”

                        จ้าวลิ่วขยิบตาทีหนึ่ง  หัวเราะหึหึเอ่ยว่า  “ความจริงก็คือ  ตัวข้ามักเดินทางไปเมืองชวงหลิวเป็นครั้งคราว  เรื่องกิจการของคนสกุลซู่ก็มีได้ยินเข้าหูมาบ้าง  ตัวพี่เขยท่านคนนั้น   เป็นคนเจ้าสำราญที่สุด  เที่ยวหาแต่ความสนุกเพลิดเพลิน   สภาพอากาศเช่นนี้ไฉนจึงพาบ่าวรับใช้มาเพียงคนเดียว  ซ้ำยังขี่ม้าวิ่งมาในแถบบ้านนอกคอกนานี้อีก?  กิจการของตระกูลเขา  เขาไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย  ทุกอย่างล้วนเป็นนายท่านซูกับคนดูแลร้านเก่าแก่ทั้งหลาย  รวมทั้งฮูหยินน้อยเป็นฝ่ายดูแลทั้งสิ้น!   เช่นนี้แล้ว  ไฉนจะวิ่งตะลอนมาเจรจาเรื่องโครงการนี้ได้!   ตรงกันข้ามข้ากลับสงสัยว่า  ลุงใหญ่ของท่านน่าจะพบกับผู้ที่มิใข่คุณชายสกุลซู!”

                        เหลียนฟางโจวอดซูฮกจ้าวลิ่วไม่ได้  พลางปรบมือเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “น้าจ้าวช่างเป็นคนที่มองอะไรได้ทะลุปรุโปร่งจริงๆเลย!  ข้าก็คิดอย่างนั้นเช่นกัน!”

                        เหลียนฟางโจวพลันตระหนักในใจ   ไม่สงสัยแล้วที่จ้าวลิ่วยืนเคียงบ่าเคียงไหล่เธอคอยช่วยเหลือเธออย่างมั่นอกมั่นใจเช่นนั้น  เขากล้าออกหน้ารับรองครอบครัวเธอ  เธอย่อมจดบันทึกบุญคุณไว้ในใจแล้ว!

                        “แม่นางเหลียน  ชมเกินไปแล้ว!”   จ้าวลิ่วหัวเราะลั่น ยกนิ้วหัวแม่มือเอ่ยขึ้น  “เปี่ยวเจี่ยของเจ้า  ไม่ธรรมดาเลย!  ฮูหยินน้อยสกุลซูนั้น  เป็นคนจริง!  ในเมืองชวงหลิวยามเอ่ยถึงนาง  ไม่มีใครไม่ยกย่อง!  แม่นางเหลียนท่านก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน  หากมิใช่เพราะเปี่ยวเจี่ยของท่าน  ข้าคงมิเชื่อแน่ๆ   สมกับเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกันจริงๆ!”

 

                        พอกล่าวจบ  แต่ละคนในที่นั้นอดหัวเราะออกมาเสียงดังไม่ได้

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top