ขนาดตัวอักษร

130.เกิดเรื่อง 2

 80 Views

                      เหลียนฟางโจวมาถึงที่ดินที่ลานหินของครอบครัวแล้ว   แต่เพราะหญิงสาวยังยืนอยู่ห่างออกไปพอสมควร   จึงไม่รู้ว่ามีใครเห็นเธอบ้าง   พลันมีเสียงร้องทักขึ้น “นายหญิงมาแล้ว!”   ทุกคนๆต่างเบนสายตาไปยังทิศทางของหญิงสาวที่กำลังเดินมาเป็นตาเดียว

                        รูปลักษณ์ของเหลียนฟางโจวช่างน่ามองนัก   รูปร่างอ้อนแอ้นอรชร   จมูกโด่งเล็ก  ริมฝีปากอวบอิ่ม  ใบหน้ารูปไข่  ผิวพรรณผุดผ่องขาวกระจ่างปานหิมะ  เครื่องหน้างดงามมีเสน่ห์เย้ายวนประหนึ่งจิตรกรเป็นผู้รังสรรค์   รูปร่างแม้ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่นัก   แต่ก็แฝงความสง่างามน่ามองไปทุกอณู

              ไม่เช่นนั้น หยางหวายชานคงไม่หลงไหลนางจนหัวปักหัวปำเป็นแน่

                        ทุกวันนี้หญิงสาวมีกำลังใจเปี่ยมล้น  เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น   ชีวิตครอบครัวเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ   สีหน้าหญิงสาวจึงดีขึ้นเรื่อยๆ   ดวงตาสดใสเป็นประกายเจิดจ้า   ยิ่งขับใบหน้าของเธอให้งดงามผุดผาดเปล่งปลั่งยิ่งขึ้น

                        ด้วยประการฉะนี้   ยามที่หญิงสาวเยื้องย่างมาถึง  เอ้อร์โก่วจือ ไล่จือ และพวกอันธพาลอีกสามสี่คน  พลันส่งยิ้มกว้างเต็มใบหน้า  สีหน้าเคลิบเคลิ้มยามจับจ้องหญิงสาว   ยิ่งพาลให้เธอเกิดความรู้สึกรังเกียจยิ่งขึ้น

                        อาเจี่ยนที่ยืนอยู่อีกฟากหนึ่งจับจ้องคนพาลเหล่านั้น   ด้วยสายตาเย็นเยียบ  พยายามสะกดกลั้นอารมณ์คุกกรุ่นในดวงตาตนเอง   จับจ้องนักเลงหัวไม้กลุ่มนั้นด้วยสายตาเสียดแทง

                        เมื่อคราวปลายเดือนสิบสองปีที่แล้ว   ยามนั้นหิมะตกหนัก    อันธพาลสองคนในกลุ่มมีเรื่องต่อยตีกันอย่างรุนแรง  ทั้งสองต่างฟัดกันนัวเนียจนล้มกลิ้งไปบนพื้นหิมะ  ไม่นับเลือดที่ไหลนองเต็มใบหน้า  ตอนล้มลงไปส่งผลให้ขาหัก  ซึ่งต้องใช้เวลารักษาตัวนานถึงสามเดือน   ทำให้ไม่สามารถออกไปไหนมาไหนได้    ส่วนคนอื่นอีกสองคนมีเหตุให้เดินตกลงไปในคูน้ำ  ทำให้แขนขาบาดเจ็บ  ซ้ำเอวและหลังก็ได้แผลอีกด้วย  อีกคนหนึ่งกินเหล้าเมามาย  จนกลิ้งตกจากเตียงในห้องนอน  ไม่สามารถก้าวออกจากบ้าน  ไปหาเรื่องใครได้แม้แต่ก้าวเดียว  เพราะแขนหัก  คอเดาะ  ซึ่งต้องใช้เวลารักษาไปอีกสามเดือนเช่นเดียวกัน

                        ยามนี้เหลียนฟางโจวย่อมรู้สึกได้ถึงสายตาแทะโลมที่ส่งมา   แม้ใจหญิงสาวจะรู้สึกรังเกียจขยะแขยงเพียงใด   แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก  ได้แต่ทำเป็นมองไม่เห็นเท่านั้น

                        ทั้งๆที่หญิงสาวรู้สึกเหมือนตนเองโดนมองจนทะลุผ่านเสื้อผ้าอาภรณ์   ด้วยสายตาที่จับจ้อง   ด้วยปากที่อ้าค้างไม่หุบยามทอดสายตาบนเรือนร่างของผู้อื่น   เธอแทบอยากแสดงอาการโกรธเกรี้ยวออกมานัก

                        แต่ทว่าใครที่ไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ตนเอง   ผู้นั้นย่อมเป็นฝ่ายแพ้

                        “ไฉนทุกคนถึงมายืนเอ้อระเหยทำอะไรอยู่ตรงนี้เล่า?   ทุกคนไปทำงานกันได้แล้ว!  งานยามนี้ค่อนข้างเร่งมากนะ!”  เหลียนฟางโจวกวาดตามองทุกคนอย่างๆเนือยๆรอบหนึ่ง  เอ่ยคำสั่งเป็นการเป็นงาน

         ไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลกลใด   พอเห็นหญิงสาวจ้องมองมาตรงๆเช่นนั้น   บรรดาคนงานทุกคนพลันตระหนักรู้ในหน้าที่   พร้อมทั้งเกิดความไม่สบายใจ   ในใจพวกเขารู้สึกวูบโหวงขึ้นมา

                        ทุกๆคนต่างขานรับกันอย่างพร้อมเพรียง  พากันแบกจอบหวังใจจะมุ่งหน้าไปทำงาน   เอ้อร์โก่วจือซึ่งยืนกร่างอยู่ที่นั่น   ถึงกับจุก   พลันถ่มน้ำลายลงพื้น  ตวัดสายตาข่มขู่ไปยังคนงานทุกคน   พลางตะคอกเสียงก้อง “เพ้ย….ข้าจะดูสิว่า  ใครมันกล้าไป!   อยากลองดีกับอาจารย์มัน ก็เชิญได้เลย”

                        ทุกคนพลันชะงักกึกทันใด   ต่างเบนสายตาทุกคู่ไปยังเหลียนฟางโจว

                        เหลียนฟางโจวคล้ายว่าเพิ่งจะสังเกตุเห็นว่ามีเอ้อร์โก่วจือยืนอยู่ที่นั่นด้วย  จึงทำหน้างุนงงหันไปเอ่ยถาม  “เจ้าเป็นใคร?”

         “ข้าก็เป็นปู่เจ้าไง!”  เอ้อร์โก่วจือจับจ้องเหลียนฟางโจวอย่างกำเริบเสิบสาน  หัวเราะดังลั่น  ไล่จือ  หาหม่า  และลูกสมุนอีกสองสามคนพลอยหัวเราะฮาฮาผสมโรงไปด้วย  จนกลายเป็นเสียงระเบิดหัวเราะดังลั่นไปในที่สุด

                        เหลียนลี่ลอบมองเหลียนฟางโจว  ให้รู้สึกยินดีปรีดานักในหายนะของผู้อื่น   ริมฝีปากพลอยยกยิ้มด้วยความสำราญใจไปด้วย

                        เหลียนฟางโจวพลันสีหน้าดำทะมึน  ตะคอกเสียงเย็น “อาเจี่ยน   ตบปากมันแรงๆให้ข้าที!”

                        “ได้!”  อาเจี่ยนที่อดกลั้นโทสะอันเปี่ยมล้นมานานแล้ว   พอได้ยินคำสั่งก็สาวเท้ามายืนตรงหน้าเอ้อร์โก่วจือทันที    มือหนึ่งกระชากคอเสื้อเอ้อร์โก่วจือ   อีกมือพลันยกขึ้น   ตบลงไปบนปากคนเหิมเกริมอย่างหนักหน่วงสลับซ้ายขวาอย่างรัวเร็ว

                   เอ้อร์โกว่จือไหนเลยจะเคยรู้ซึ้งถึงความโหดเหี้ยมน่ากลัวของอาเจี่ยนมาก่อนเล่า?   ไม่เฉพาะตัวเขา   คนอื่นๆที่อยู่รายรอบตัวตอนนี้   รวมทั้งคนนอก  ยกเว้นเหลียนฟางโจวเพียงผู้เดียว  ต่างก็ไม่เคยเห็นด้านนี้ของอาเจี่ยนมาก่อนเลย

                        อาเจี่ยนหมายหัวเอ้อร์โก่วจือตั้งแต่เอ้อร์โก่วจือมาถึงทีแรกแล้ว   ตอนนั้นเอ้อร์โก่วจือยังไม่แสดงทีท่าอันใด    ตอนนั้นเขาทำแต่เพียงเดินเชิดหน้า  ทำตัวกร่าง  แค่นเสียงใส่อาเจี่ยน  ดวงตาวาววับด้วยความมุ่งร้ายยามกลอกตามองอาเจี่ยน  คล้ายตั้งตารอให้อาเจี่ยนบุกเข้ามา  เขาจะได้สบโอกาสซ้อมอาเจี่ยนให้แหลกยับ

                        จนกระทั่งยามนี้โดนอาเจี่ยนจับตัวไว้   ภายหลังได้ยินเสียงดังผละผลัวะกระทบใบหน้าเขาดังสนั่นติดต่อกันมาสักพัก   เอ้อร์โก่วจือผู้นี้จึงเริ่มมีปฏิกริยาตอบโต้!

                        เขาอยากเปิดปากก่นด่านัก  ทว่าอาเจี่ยนก็ยังลงมือตบปากเขาไม่หยุด  อยากจะก่นด่าออกมาแค่ไหน   ตัวเขาไหนเลยจะพ่นวาจาออกมาได้

                        เอ้อร์โก่วจือยามนี้ เสียงที่สามารถหลุดผ่านออกมาจากปากได้  มีแต่เพียงเสียงกรีดร้องโหยหวน!  ด้วยความเจ็บปวดเหลือแสนเท่านั้น!

                        ไล่จือกับลูกสมุนอีกสามคน  คล้ายเพิ่งตื่นจากภังค์   ตะโกนด่า  “ไอ้สารเลว!”  พลางถลกแขนเสื้อ  ถลาเข้าไปหมายจะรุมเล่นงานอาเจี่ยน

                        บรรดาคนงานได้แต่นิ่งขึงยืนมอง   ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเลยสักคน  ส่วนบางคนที่ขี้สงสาร  ย่อมทนไม่ไหว  หันหน้าหนีพร้อมหลับตาปี๋  ไม่อาจทำใจเห็นฉากอาเจี่ยนถูกรุมกระทืบได้!

                        คนสี่คนรุมคนคนเดียว   แล้วอย่างนี้จะเหลืออะไร?

                        บางคนที่ใจกล้าหน่อย   เบนสายตาไปยังเหลียนฟางโจว  เห็นเหลียนฟางโจวทำหน้านิ่ง   ยืนดูเฉยๆโดยตาไม่กระพริบ   ก็ยิ่งอดตะลึงมิได้

                        และแล้ว  พวกเขาก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดอย่างน่าเวทนาดังลั่น   ซึ่งชวนให้หวาดกลัวยิ่งนัก   จึงพากันเปิดเปลือกตาไปยังทิศทางของเสียงอย่างรวดเร็ว

                        และแล้ว   ดวงตาของพวกเขาพลันเบิกตากว้าง  พร้อมกับอึ้งงันกับภาพที่เห็นตรงหน้า!

                        คือภาพอาเจี่ยนยังยืนตบปากเอ้อร์โก่วจือไม่หยุด  เอ้อร์โก่วจือยังคงร้องโหยหวนต่อไปเรื่อยๆ   ส่วนไล่จือและลูกสมุนอีกสามคนที่เดิมทีวิ่งถลาเข้ามาหมายรุมเล่นงาน  ต่างนอนกลิ้งตัวงอก่องอขิงอยู่บนพื้น  ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด  ไหนเลยจะเหลือความน่าเกรงขามเมื่อครู่ก่อนให้เห็นอยู่อีกเล่า?

                   ส่วนเหลียนลี่ตกตะลึงพรึงเพริด   ใบหน้าแข็งค้าง  หวาดผวายิ่งนัก

                        “อาเจี่ยน  หยุดได้แล้ว”  เหลียนฟางโจวสาวเท้าเข้ามาช้าๆ  เอ่ยเสียงเรียบเรื่อย

                        อาเจี่ยนหยุดมือ  ส่งผลให้เอ้อร์โก่วจือทรุดฮวบล้มลงบนพื้นทันที  เอ้อร์โก่วจือนอนตัวบิดตัวงอกลิ้งไปมาบนพื้น   ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด     ไม่อาจฟื้นตัวได้ง่ายๆ

                        ทุกๆคนต่างมองชายอันธพาลหัวโจก   ที่ตอนนี้ดวงตาถลนแทบออกนอกเบ้า  เต็มไปด้วยเส้นเลือดแดงก่ำ  ใบหน้าโดนตบจนบวมเป็นหัวหมูไปแล้ว   ที่มุมปากมีเลือดไหลซึมไม่หยุด   ทุกคนล้วนไม่กล้าหันกลับไปดูอีกเป็นครั้งที่สอง

              ทว่า  หาได้มีใครคิดสงสารเห็นใจชายผู้โชคร้ายเลยสักนิดไม่    ตรงกันข้ามกลับพากันแอบพูดในใจว่า “สมน้ำหน้า!”

                        อันธพาลเกเรพวกนี้   วันๆเอาแต่เกะกะระราน  หาเรื่องคนในหมู่บ้านไปทั่ว  โดยเฉพาะเมื่อปีก่อน   เอาแต่รีดไถชาวบ้านไม่ทำการทำงานอันใดเลย!

                   คนหน้าหนาประเภทนี้    ใครจะด่าว่าอย่างไร  พวกมันก็หาทุกข์ร้อนไม่   จะต่อสู้กับพวกมัน  หากไม่กลัวว่ามันจะลอบกัดลับหลัง  ก็ลองเสี่ยงดู

                        หากจะรับมือกับคนประเภทนี้   ก็คงได้แต่เพียงกล้ำกลืนฝืนทนเท่านั้น

                        ยามนี้เห็นเขาโดนสั่งสอนจนบ้อท่า   ทุกคนไหนเลยจะไม่ชอบใจเล่า?  อย่าให้พูดเลย  เพียงแค่แห็นเขาจ้องเด็กสาวด้วยสายตาเช่นนั้น  ทั้งยังพูดจาแบบนั้นอีก  ก็สมควรโดนแล้ว!

                        เหลียนฟางโจวยืนอยู่เบื้องหน้าเอ้อร์โก่วจือ  ถามขึ้นอย่างผู้ที่อยู่เหนือกว่า “ข้าขอถามอีกครั้ง  เจ้าเป็นใคร?”

                        ร่างของเอ้อร์โก่วจือสั่นสะท้าน  เขาพลันรู้สึกว่า    หญิงสาวตรงหน้าดูน่ากลัว  ร้ายกาจกว่าลูกสมุนที่มาด้วยกันเสียอีก……

                        เอ้อร์โก่วจือพยายามฝืนทน   ประคองใบหน้าที่เจ็บปวดประหนึ่งเข็มนับร้อยทิ่มแทง   พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะเงยหน้าขึ้น   พอเห็นเหลียนฟางโจวที่ทีแรกหน้าตาเรียบเฉย  กลับปรากฏรอยยิ้มเต็มใบหน้า   เขาพลันสั่นสะท้าน  หนาวเหน็บไปทั้งร่าง  ตัวสั่นเทิ้มไม่หยุด  “เอ้อร์…เอ้อร์โก่วจือ”

                        เขาโดนตบปากจนแตกยับ  บวมเป่ง  ฟันหน้าหลุดไปสองซี่   ต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก  กว่าจะพูดออกมาเป็นคำได้

                   ขณะที่ปากพูดไป   ชายผู้มีใบหน้าแตกยับเยิน  ก็เอามือคอยประคองปากพูดไปด้วย  เพื่อช่วยให้พูดเป็นคำขึ้น   เอ้อร์โก่วจือไม่กล้าสบตาลูกสมุนด้วยสายตาวางอำนาจเหมือนเช่นเคย พอได้พบกับพลังอำนาจของจริง  เขาไม่กล้าคิดเคียดแค้น  มีแต่ความหวาดกลัวเท่านั้น

                        “อ้อ?”  เหลียนฟางโจวหัวเราะ  “เจ้ามิใช่ปู่ข้าใช่หรือไม่?  คล้ายว่าได้ยินเจ้าพูดว่าเป็นปู่ข้านี่นา!”

                        เอ้อร์โก่วจือได้แต่ตัวสั่นงันงก   ยังไม่ทันได้ตอบอะไร  ก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังขึ้น

                        ทุกคนในที่นั้นต่างหันไปมองพร้อมกัน   เพียงเห็นเจ้าหาหม่านอนบนพื้นเอามือกุมท้อง  กลิ้งไปกลิ้งมา  เดิมทีหาหม่าเห็นอาเจี่ยนยืนหันหลังให้   จึงคิดลอบกัด   โดยทุ่มตัวเข้าไปโจมตีทางด้านหลัง  ใครเลยจะรู้ว่าคนอย่างอาเจี่ยนจะมีตาหลังด้วย   เจ้าอันธพาลผู้นั้นเจอเข้ากับบาทาของอาเจี่ยน   ที่ยันโครมจนหงายหลังออกไปอย่างง่ายดาย

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top