ขนาดตัวอักษร

129.เกิดเรื่อง 1

 71 Views

                         เหลียนฟางฉิงมองดูคอกสัตว์ที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่เอี่ยม   เด็กน้อยได้รับมอบหมายให้ทำความสะอาดจนเอี่ยมอ่อง    เอ่ยด้วยรอยยิ้มเบิกบาน  “พี่ใหญ่ บ้านเราจะซื้อวัวด้วยใช่หรือไม่?

                        “เอ่อ…อีกสองวัน  ข้าว่าจะไปซื้อ!”  เหลียนฟางโจวพยักหน้าหัวเราะ

                        “พี่ใหญ่  เมื่อถึงตอนนั้น  พี่ต้องมอบให้ข้าและฉิงเอ๋อร์ดูแลนะ  พวกเราสองคนจะพาวัวไปกินหญ้าทุกวันเลย!”  เหลียนเช่อรีบเอ่ย

 

                        เหลียนฟางโจวหัวเราะเอ่ยว่า “พี่ใหญ่เจ้ากะจะซื้อวัวมาสักคู่หนึ่ง  เจ้าสองคนสามารถดูแลได้หรือไม่?   ยังมีลาอีกด้วยนะ!  เมื่อถึงตอนนั้นคงต้องฝากให้เป็นธุระพวกเจ้าแล้วล่ะ!”

                        เหลียนเช่อและเหลียนฟางฉิงรีบผงกศีรษะแข็งขัน  “ปล่อยให้เป็นหน้าที่พวกเราเถิดพวกเราจะพาพวกมันขึ้นเนินเขาไปกินหญ้า   พอตกบ่ายก็จูงพวกมันกลับเข้าคอก!”

                        “อื้ม  เมื่อถึงเวลา  พวกเราค่อยหารือกันอีกทีนะ”  เหลียนฟางโจวคลี่ยิ้ม   แล้วดึงน้องสองคนกลับเข้าเรือน

                        ตอนเที่ยงหญิงสาวเอาอาหารไปส่งตามปกติ   พอมีเวลาก็สำรวจความเรียบร้อยทุกๆบริเวณไปด้วย    ด้วยใจที่เต็มอิ่มไปด้วยความสุขและความเบิกบาน   อาหารกลางวันที่เตรียมมานั้น  ดูคล้ายว่าจะหรูเลิศเกินไป     แต่ก็ส่งผลให้  บรรดาคนงานตัวใหญ่ทำงานด้วยความกระตือรือร้น  อีกทั้งยังทุ่มเทแรงกายและใจอย่างเต็มเปี่ยม   ดูเหมือนว่าวันนี้คงสามารถลงจอบสับดินได้ทั่วทุกบริเวณแล้ว

                   เช่นนั้น…วันพรุ่งนี้ก็ไม่จำเป็นต้องจ้างวัวมาไถพรวนแล้ว   คงต้องแจ้งเจ้าของวัวไว้ก่อน   ว่าคอยอีกสองสามวัน   พอซื้อที่ดินตรงสามแยกได้แล้ว   คงให้วัวไถพรวนที่นั่นหนึ่งวัน

                        ในส่วนคนงาน  ก็ยังจ้างมาสามสิบคนเหมือนเดิม  เพราะที่ดินผืนนั้นก็ต้องลงจอบช่วยด้วย  ดินแถบนั้นก้อนใหญ่มาก  จำเป็นต้องสับให้เล็กลง  แล้วทำการคลุกเคล้ากลับไปกลับมาให้ทั่วถึง   ซึ่งต้องลงแรงทั้งหมดสองวัน

                        เหลียนฟางโจวใคร่ครวญดูสักครู่   เมื่อได้แผนการดีๆแล้ว   จึงหันไปบอกอาเจี่ยน    .ว่าตอนบ่ายพอเลิกงาน   ให้อาเจี่ยนจ่ายค่าแรงพร้อมแจ้งข่าวแก่บรรดาคนงานทั้งหลายด้วย

                        อาเจี่ยนหัวเราะน้อมรับ

                        เมื่อทุกๆคนกินอาหารกลางวันเสร็จแล้ว   เหลียนฟางโจวจึงจัดการเก็บข้าวของกลับบ้าน

                        มิคาดว่า  หญิงสาวกลับถึงบ้านยังไม่พอครึ่งชั่วยามดี   ก็เห็นเหลียนเจ๋อผลุนผลันจากข้างนอกเข้ามาในเรือน     ร้องตะโกนอย่างลนลาน  “พี่ใหญ่!  พี่ใหญ่!  แย่แล้ว!  ลุงใหญ่พาคนบุกไปที่ไร่ของบ้านเราแล้ว   ลุงไปบอกให้คนที่เราจ้างมาทำงานทั้งหมดหยุดงาน   และไล่พวกเขาให้กลับไปเลย!   และบอกว่างานนี้ทำกันเองโดยพลการ   โดยเขาไม่ได้สั่ง!   ซ้ำยังพูดเสริมว่าเรื่องนี้ในภายภาคหน้าเขาจะเป็นผู้รับผิดชอบเอง    อีกทั้งที่ดินผืนนี้เขาจะเป็นผู้เขามาจัดการเองด้วย!

                        “อะไรนะ!”  สีหน้าเหลียนฟางโจวอดบันดาลโทสะไม่ได้   เอ่ยเสียงกดต่ำ  “เขาพูดเช่นนั้นจริงๆหรือ?   เขาพาคนไปด้วยหรือ?   เขาพาใครมากัน?”

                        เหลียนเจ๋อพยักหน้ารัวๆ  ซ้ำยังเหยียดมุมปากขึ้น  เอ่ยว่า “อันธพาล 3-4 คนในหมู่บ้านเรา  ยังไม่นับคนที่ชื่อเอ้อโก่วจือ   ก็มีพวกไล่จือด้วย!  พี่ใหญ่  จะทำยังไงดี!   เรื่องของเรื่อง  ก็คือพี่เจี่ยนหาใช่คนในครอบครัวเราไม่    แถมยังต่อปากต่อคำไม่เก่งเสียด้วย!   คนงานทั้งหลายล้วนอยากทำงาน   แต่พวกของเอ้อโก่วจือมันเข้ามาขวาง   ซ้ำยังตะโกนด่าขับไล่อีก…..”

                        อาหญิงสามได้ยินเข้าถึงกับอึ้งงัน    หน้าซีดด้วยความตระหนกตกใจ   ย่ำเท้าพลางร้องขึ้น  “สวรรค์!   ไหงเรื่องถึงได้กลายเป็นแบบนี้ไปได้  ฟางโจว  แล้วนี่  เราจะทำอย่างไรกันดี!”

                        บ้านนี้ไม่มีชายวัยฉกรรจ์ให้ออกหน้าได้เลย   ชายวัยฉกรรจ์เพียงหนึ่งเดียวก็ไม่ใช่คนในครอบครัวเสียอีก

                        อาหญิงสามเริ่มมีสีหน้าหวาดผวาขึ้นมาจริงๆแล้ว

          นางอดขึงตาใส่เหลียนเจ๋อไม่ได้  เอ่ยตำหนิไม่ยั้ง “เจ้านี่มันเด็กนัก   เอาเรื่องเช่นนี้มาบอกพี่ใหญ่เจ้า  จะมีประโยชน์อันใดเล่า?   พี่ใหญ่เจ้าจะสามารถจัดการได้รึ?   ไอ้พวกนักเลงหัวไม้พวกนั้น   ใช่คนที่เด็กสาวยังไม่ออกเรือนจะเข้าไปตอแยได้หรือ!”

                        เหลียนเจ๋อกำมือแน่น   เอ่ยด้วยความละอาย  “ข้ารู้ว่าทำไม่ถูก  ทว่า  ข้าไม่รู้จะพูดให้ใครฟังดี….”  เอาเข้าจริง  หรือว่าเขายังเด็กเกินไป  เขายังเป็นเด็กโตที่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่  แล้วใครเล่าจะเชื่อถือเขา?

                        เหลียนเจ๋อไม่เคยมีความรู้สึกเกลียดตัวเอง  ที่ยังไม่โตเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต

                        “ไม่เช่นนั้น”  เหลียนเจ๋อเงยหน้าขึ้น เอ่ยว่า “หรือให้ข้าเป็นคนออกหน้ารับผิดชอบเรื่องนี้เองดีหรือไม่?”

                        “ใช่!  ใช่!   เจ้าจงออกหน้าเป็นผู้รับผิดชอบงานนี้เลย   เช่นนั้นย่อมดีที่สุด!”  อาหญิงสามชอบอกชอบใจ  พลางปรบมือเอ่ยขึ้น

                        “ไม่ดีแน่”  เหลียนฟางโจวบอกปัดอย่างไม่ใยดี  เอ่ยว่า “พวกเราไม่อาจหาใครในหมู่พวกเราเป็นผู้รับผิดชอบออกหน้าได้หรอก    หาไม่แล้วในภายภาคหน้าอาจมีคนหมั่นใส้พวกเราได้?  อาเจ๋อ  เจ้าขี่ลาเดินทางเข้าเมืองเดี๋ยวนี้  ไปหาหลิวเจี่ย…เอ่อน้าหลิว  ขอร้องให้เขาเร่งรีบเดินทางเข้าหมู่บ้านทันที   รีบไปเสีย!  ข้าจะคอยอยู่ถ่วงเวลากับอาเจี่ยนที่นั่น  เจ้าวางใจเถิด   ข้าอยู่กับพี่เจี่ยนของเจ้า   ไม่มีใครหน้าไหนกล้าทำร้ายเราหรอก  ฝ่ายที่จะต้องพ่ายแพ้ไม่ใช่พวกเราแน่!”

                        เหลียนเจ๋อเห็นสีหน้าที่เยือกเย็นของเหลียนฟางโจว  พลอยทำให้ใจเขาเย็นลงตามไปด้วย  เขาผงกศีรษะเอ่ยขึ้น “เช่นนั้น…ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้!”  กล่าวจบก็ตรงดิ่งไปยังหลังบ้าน  จูงลาออกไป

                        ช่างน่าเสียดาย  ที่ในหมู่บ้านนี้ไม่มีใครเลี้ยงม้าเลย   เด็กหนุ่มจึงทำได้แต่เพียงแต่ขี่ลาไปเท่านั้น

                        “อาหญิงสาม”  เหลียนฟางโจวมีสีหน้าเคร่งขรึม  แล้วหันไปหาน้องเล็กทั้งสองที่กำลังคอยฟังคำสั่งอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด  เอ่ยเสียงเข้ม “ฉิงเอ๋อร์กับเช่อเอ๋อร์ข้ามีเรื่องกำชับพวกเจ้า   วันนี้พวกเจ้าห้ามออกนอกบ้านไปไหน   คอยอยู่ในบ้านนี่ล่ะ  เข้าใจหรือไม่?”

              “ได้!”  อาหญิงสามเข้าไปดึงตัวเหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อ เอ่ยขึ้น “ระว่างที่คอยอยู่บ้าน  ข้าจะปิดประตูรั้วบ้านเอาไว้”

                        “พี่ใหญ่  จะไม่มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นกับท่านใช่ไหม?   ส่วนพวกเราจะอยู่เฝ้าบ้านให้ดี”  เหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อต่างค่อนข้างกังวลใจ

                        เหลียนฟางโจวหัวเราะเอ่ยขึ้น  “วางใจเถิด   จะไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้นกับข้าหรอก”

                        หญิงสาวนั่งลง   ค่อยๆดำดิ่งครุ่นคิดพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน   เธอคาดการณ์ว่าเหลียนเจ๋อถึงตัวเมืองแล้ว  ก็จะตรงกลับมายังไร่ที่ลานหินอีกครา   สำหรับตัวเธอเองนั้นไม่หวั่นกลัวเรื่องนี้เลยสักนิด   มีแต่ความโมโหเสียละมากกว่า

                        เหลียนลี่….. ไม่นึกเลยว่าเขาจะก่อเรื่องขึ้นมา

                        เมื่อวานเย็นหลังจากถกเถียงกัน   ทางฝ่ายเหลียนลี่กับเฉียวซื่อ  มิอาจเบียดเบียนผลประโยชน์ไปจากบ้านเหลียนฟางโจวได้แม้แต่นิด  จึงได้แต่โมโหโทโสกลับไป   พอก้าวเท้าเข้าไปในบ้านตนเองแล้ว   ก็อดก่นด่าสาบแช่งไม่ได้   เหลียนลี่ก็หน้าบึ้งไม่พูดไม่จาด้วย  จนกระทั่งภายหลังรู้สึกรำคาญเสียงด่าของภรรยา   จนคิ้วขมวด  จึงตะคอกเฉียวซื่อให้หุบปาก  “จะมานั่งบ่นให้มันได้อะไรขึ้นมา..หา?  หากด่านางจนได้ผล   คงไม่ต้องมานั่งทู่ซี้อยู่อย่างนี้หรอก   เจ้าหุบปากซะ  เงียบได้แล้ว!”

                        เฉียวซื่อแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ เอ่ยว่า “นางไม่ควรถูกด่าหรือ?  หากไม่ให้ข้าด่า  แล้วใจข้ามันจะลดความอัดอั้นตันใจได้อย่างไร  เจ้าอยากให้ข้าจุกอกตายหรือไร!  นังเด็กน่าตายนั่นมันช่างไร้ยางอายนัก!”

                        เฉียวซื่อฉุกคิดขึ้นมา  โพล่งขึ้น “ตาแก่  คุณชายซูนั่น  เขาเคยพูดชัดๆนี่ว่าเรื่องฝ้ายนี้ให้ท่านเข้ามาจัดการดูแล   เรามีคำพูดของคุณชายซูอยู่นี่    เจ้าอยากทำสิ่งใด  ไยต้องเกรงกลัวนางเล่า?   เราก็ใช้กำลังเลยสิ!”

              “ที่เจ้าว่ามา  ใช่ว่าข้าจะไม่เคยคิดเสียที่ไหน?”  เหลียนลี่พรั่งพรูลมหายใจ “จะเป็นไปได้หรือ  ที่จะใช้กำลังต่อสู้แย่งชิงมา?   เราจะสู้ชนะได้อย่างไร?  จะสู้ได้อย่างไรโดยที่มีเราแค่สองคน   หากจะสู้ให้ชนะก็ต้องหาคนมาช่วยสิ!”

                        เฉียวซื่อแค่นเสียง “แม้ว่าไม่อาจแย่งชิงเงินมาได้   แต่ที่ดินผืนนั้น..นางไม่อาจซ่อนเก็บไว้ในกระเป๋าได้หรอก!   เริ่มจากแย่งชิงที่ดินมาไว้ในกำมือให้ได้เสียก่อน  จะไม่กว่าดีหรือ?”

                        เหลียนลี่ฉุกคิดขึ้นมา  อดใคร่ครวญตามวาจาของเฉียวซื่ออย่างจริงจังไม่ได้

                        ใช่…อย่างไร คุณชาย ก็เอ่ยคำพูดทิ้งไว้ชัดแจ้งอย่างนี้แล้ว   แล้วเขาจะต้องเกรงกลัวสิ่งใดกัน?  ที่ดินพวกนั้น เดิมทีต้องเป็นเขาสิ  ที่เป็นผู้รับผิดชอบเอาไปดูแลเอง!

                        “ตาแก่   ที่ท่านพูดมานี่  ข้าเองก็คิดวางแผนอยู่เหมือนกัน  ว่าจะทำอย่างไรดี?” เฉียวซื่อเห็นเขาไม่เอ่ยอะไร  ก็อดใจเต้นตุ๊มๆต่อมๆไม่ได้

                        “ก็ไม่มีอะไรมาก”  เหลียนลี่ไม่อยากให้เฉียวซื่อลำพองใจนัก   เขาได้กำหนดแผนการไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว   ทว่าไม่แสดงออกให้เห็นทางสีหน้า  พลางแค่นเสียงเบาๆสองที  “หึ หึ  รอดู วันพรุ่งนี้เถิด!”

                        สองคนผัวเมียต่างสุมหัววางแผนกันทันที   ด้วยเหตุผลประการฉะนี้    เพียงไม่นาน  ก็ส่งผลให้เหลียนเจ๋อต้องวิ่งกระหืดกระหอบกลับมาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้พี่สาวฟัง

                        เหลียนฟางโจวรั้งรออยู่ที่บ้านราวครึ่งชั่วยาม   จากนั้นจึงเตรียมตัวออกจากบ้านอย่างไม่รีบร้อนนัก

                        “พี่ใหญ่!”

                        “พี่ใหญ่!”

                        เหลียนเช่อและเหลียนฟางฉิงอดดึงชายเสื้อพี่สาวไม่ได้   ทั้งสองคนค่อนข้างกังวลใจ

                        เหลียนฟางโจวหัวเราะ   พลางลูบหลังลูบไหล่น้องเล็กทั้งสอง

                   “เรื่องนี้   เจ้าสามารถรับมือได้ใช่ไหม?  ระวังตัวให้ดีล่ะ!”  อาหญิงสามค่อนข้างกระวนกระวายใจไม่น้อย

                        เหลียนฟางโจวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “วางใจเถิด!   ข้าไม่เป็นอันใดหรอก   ข้ามีเหตุมีผลพอ!   พวกท่านอยู่บ้านระวังตัวด้วย”

                        พอเหลียนฟางโจวกล่าวจบ  ก็ออกจากบ้านไป

                        พอกลับมาในตอนเย็น  เธอถึงได้รู้ว่า   หลังจากเธอออกไปแล้ว   ที่บ้านก็เกิดเรื่องวุ่นวายตื่นเต้นไม่ต่างกัน

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top