ขนาดตัวอักษร

128.ช่วงชิงอำนาจ

 95 Views

                       “เอาล่ะ”  เหลียนฟางโจวผงกศีรษะ   แย้มยิ้มและเอ่ยว่า “ที่ท่านผู้อาวุโสกล่าวมานี่ดูมันล่องลอยขาดเหตุผลสนับสนุนอยู่นะ!    จึงยังไม่เพียงพอให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ได้!   แล้วอีกอย่างเพียงคำพูดปากเปล่า  ย่อมมิอาจใช้เป็นข้อพิสูจน์ได้  เฮ้อ!”

                        “ไยจะพิสูจน์ไม่ได้เล่า?”  เหลียนลี่โมโหจนตัวสั่น  “พยานบุคคลก็มี หลักฐานก็มี!”

                        “ลุงใหญ่  อันที่จริงนะ  ท่านไปพาคุณชายซูมาให้ข้าเห็นหน้าค่าตาหน่อยเถิด   จะไม่ทำให้เรื่องกระจ่างแจ้งกว่าหรือ?”  เหลียนฟางโจวอมยิ้มแล้วเอ่ยถามขึ้น

 

                        “เจ้ากล่าวถูกแล้ว!”  เหลียนฟางโจวนึกไม่ถึงว่าเหลียนลี่จะเห็นด้วยกับวาจาของเธอ   ทว่าเพียงเห็นสีหน้าก็เทียบไม่ได้กับความเสียใจมากล้นที่เจือมาในน้ำเสียงยามเอ่ยออกมา “ยามนั้นตอนที่ข้าได้คุยกับคุณชายซู  ก็มัวแต่อารามดีใจไปหน่อย   ไม่นึกเลยว่าจะลืมเรื่องสำคัญยิ่งเช่นนี้ไปได้   พอคุณชายท่านจากไปแล้ว  ข้าถึงได้นึกออก !”

                        เขาบ่นเสร็จก็แค่นเสียงหัวเราะ “เจ้ากำลังสงสัยว่าข้ากล่าวปดหรือ   ต่อให้เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง   เจ้าคิดว่าข้าไม่มีหัวคิดหรือไง   นี่ถือเป็นเรื่องใหญ่  ข้าจะปดเจ้าได้อย่างไรเล่า?  คุณชายซูบอกข้าไว้ว่า   อีกสักพักเขาจะมาเยี่ยมข้าอีก!”

                        เหลียนฟางโจวอดเหล่ตาขึ้นมองเหลียนลี่ไม่ได้   ดวงตาหญิงสาวเป็นประกายวาววับ

                         เหลียนลี่เห็นเหลียนฟางโจวในที่สุดก็ให้ความสนใจขึ้นมาแล้ว   จึงแค่นเสียงในใจ   นึกในใจว่า  ยามนี้ข้าเห็นแล้วว่าจุดอ่อนเจ้าคืออะไร!   เจ้าคิดว่าเจ้าจะเอาตัวรอดได้รึ!

                          เหลียนลี่มิรู้จริงๆว่า   เหลียนฟางโจวคิดอะไรในใจ     ซึ่งในใจของหญิงสาวคิดว่า เมื่อถึงเวลา   เรื่องคงจะลงเอยไม่มีปัญหาแน่   หากเป็นเช่นนั้น   เธอก็มิจำเป็นต้องถ่อสังขารไปถึงเมืองชวงหลิวหรอก    และในยามนี้เธอก็มีงานยุ่งรัดตัว   เกินกว่าที่จะปลีกตัวได้อีก!   คิดได้เช่นนั้นหญิงสาวจึงเบาใจ   เพียงรอให้คนที่ว่ามาก็พอ   แล้วค่อยคิดจัดการ  แก้ปัญหาเรื่องนี้ให้เรียบร้อยก็ยังไม่สาย

                        หญิงสาวมั่นใจมากว่า    ความจริงของเรื่องมิได้เป็นอย่างที่เหลียนลี่เอ่ยมาแน่นอน

                        เหลียนลี่คิดชุบมือเปิบจะเป็นฝ่ายเอาเรื่องไปดูแลเอง   ลุงนางกลับขาวเป็นดำ  เริ่มหมายใจจะเข้ามายึดครอง  สีหน้าเขาหมกมุ่นอย่างหนัก   นั่งหน้าเคร่งเครียด   ไม่เอ่ยอันใด

                          เขากำลังคอยให้เหลียนฟางโจวเป็นฝ่ายยอมรับปากก่อน

                         “ในเมื่อเป็นเช่นนี้”  เหลียนฟางโจวยกมือขึ้นเสยผมที่ระข้างแก้มเบาๆ   ยอมรับปากในคนละความหมายกับเหลียนลี่   หัวเราะและเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็คอยไปก่อน  แล้วพอคุณชายอะไรนั่นมาให้เห็นหน้าอีกครั้ง  ก็ค่อยเจรจากันอีกทีก็แล้วกัน!   ลุงใหญ่   ท่านคิดว่าดีหรือไม่?”

                         “เจ้า!” เหลียนลี่พลันผุดลุกยืนขึ้นทันที  แล้วยกมือชี้หน้าหลานสาวด้วยความโมโหโกรธา  “เจ้าตั้งใจจะไม่ส่งมอบทรัพย์สินพวกนั้นให้ข้าหรือ?”

                        “ส่งมอบอันใดหรือ?  ไฉนข้าต้องส่งมอบให้ด้วยเล่า?”  เหลียนฟางโจวตอบคำถาม

                         “เจ้ากล้าไม่นำพาคำของคุณชายซูรึ!  เหลียนฟางโจว  ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้านัก!  เจ้าอย่าลืมสิว่า  ที่พวกเจ้ามีทุกสิ่งในตอนนี้  ล้วนมาจากใคร! “  เฉียวซื่อเอ็ดเสียงเขียว

                        เหลียนฟางโจวทำสีหน้าเบื่อหน่ายมิอยากตอบโต้   เพียงหันไปเอ่ยกับเหลียนลี่ “ลุงใหญ่…ท่านยังมีเรื่องอันใดอีกหรือไม่?”

              “ฮึ!  ดีมาก!”  เหลียนลี่โกรธจนตัวสั่น    เรื่องที่เขามั่นใจว่าสำเร็จแน่  กลับไม่เป็นอย่างที่คิดเสียแล้ว   เรื่องกลับกลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร!

                         เหลียนลี่อยากตรงเข้าไปยื้อแย่งเงินและของมาเสียจริงๆ   หลานสาวเขาปกติมักเป็นคนดื้อแพ่งไม่มีเหตุผล   ไฉนยามนี้ถึงเกิดพูดจามีหลักมีการขึ้นมาได้เล่า?

                         ทว่าเขารู้ดีว่า   ต่อให้คิดอยากยื้อแย่งมาเพียงได   ก็ไม่อาจเอ่ยคำอื่นใดได้อีก   เหตุผลง่ายๆก็คือมีอาเจี่ยนผู้นี้อยู่   พวกเขาสองคนผัวเมียคงไม่อาจใช้กำลังเพื่อยื้อแย่งมาเป็นของตนเองได้แน่!

                        ต่อให้เขาจะขุ่นแค้นมากเพียงไร  หรือไม่เต็มใจเพียงไหน  ก็จำต้องยอมรับไปก่อนชั่วคราว   ใจเขาไม่รู้จะระบายถ้อยคำมากมายออกมาอย่างไรดี  ได้แต่เอ่ยออกมาว่า  “แล้วจะได้เห็นดีกัน!”

                         “คอยดูเถอะ”  เหลียนลี่หน้าถอดสี   แค่นเสียงเย็น “ คอยให้คุณชายซูมาก่อนเถอะ   ข้าจะคอยดูสิว่า   เจ้าจะแก้ตัวกับคุณชายสกุลซูว่าอย่างไร!    จะถอนผมคนมีอำนาจย่อมใช้พลังมากกว่า  เจ้าสะบั้นเอวเจ้าเสียอีก!  ข้าอยากเห็นนักว่าเจ้าจะแก้ปัญหาอีท่าไหน!  พวกเรากลับ!”

                        เหลียนลี่ตะโกนเรียกเฉียวซื่อ แล้วสะบัดแขนเสื้อเดินออกไปด้วยความคลั่งแค้น

                        “ไยเรื่องนี้จึงลงเอยเช่นนี้ได้!”  อาหญิงสามออกไปปิดประตูรั้วแล้วกลับเข้ามาในเรือน  เอ่ยถามขึ้น  “น้ำเสียงของพี่ใหญ่นั้น   ทั้งถ้อยคำเหล่านั้น   ไฉนข้าฟังดูแล้ว  คล้ายว่ามิได้โกหกเลยนะ!….”

                        อาหญิงสามยังมิทันเอ่ยต่อ   กลับอุทานขึ้น “ไอ้หยา!”

                         รึว่าเป็นเรื่องจริง?   แล้วจะทำอย่างไรกันดีเล่า?

                        เหลียนฟางโจวมองหน้าอาหญิงสาม  และเบนสายตาไปทางอาเจี่ยน  เหลียนเจ๋อ และคนอื่นๆ  เอ่ยขึ้นช้าๆว่า “ข้าเชื่อว่า  คงมีการเข้าใจอะไรผิดกระมัง!  ลุงใหญ่ไม่ได้บอกหรือว่าอีกไม่นานคนสกุลซูจะมาหาอีก?  พวกเราคอยดูกันต่อไปดีกว่า..”

                อาเจี่ยนเลิกคิ้วเล็กน้อยและเอ่ยว่า “เขาอาจไปทักคุณชายซูผิดคนก็เป็นได้?   คุณชายใหญ่สกุลซูออกเดินทางมาทั้งที   ไฉนถึงได้หนีบบ่าวรับใช้มาแค่คนเดียว   อากาศแบบนี้กลับขี่ม้ามา    รถม้าแค่คันสองคันจะไม่มีเชียวหรือ”

                          เหลียนฟางโจวขำพรืด   ทำตาโตหัวเราะ แล้วเอ่ยขึ้น “ท่านก็คิดเช่นเดียวกับข้าเลย”
อาเจี่ยนนิ่งคิด    แววตาส่อความหมาย   อดเบนสายตาไปมองเหลียนฟางโจวไม่ได้

                        เหลียนฟางโจวไม่ทันเห็นสายตาของชายหนุ่ม   ยิ้มและเอ่ยว่า “ช่างวุ่นวายเสียจริง  ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดีนะ!   สองสามวันมานี่แทบไม่ได้หยุดหายใจหายคอเลย!   ปล่อยไปก่อนเถิด   พวกเรารีบไปอาบน้ำพักผ่อนนอนหลับกันก่อน!  พรุ่งนี้ยังมีเรื่องที่ต้องเร่งมืออีกมาก!”

                        วันรุ่งขึ้นแต่ละคนต่างก็รีบเร่งวุ่นวายกันแต่เช้าตรู่   เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อ  รวมทั้งอาเจี่ยน  คนทั้งหมดต่างเข้าเมืองไปซื้อกระดูกหมูท่อนใหญ่   มาไว้ตุ๋นเป็นน้ำแกง  รวมทั้งเนื้อหมู  และผักแบบเดิมๆ   ทั้งหิ้วท้องไปกินข้าวเช้าในตัวเมืองด้วย

                        ภายหลังกลับมาแล้ว  เหลียนเจ๋อกับอาเจี่ยน  ก็มุ่งหน้าไปดูงานที่ลานหินต่อ   ส่วนเหลียนฟางโจวรั้งอยู่ที่บ้านเพื่อเป็นลูกมือช่วยทำอาหาร

                        เกือบใกล้เที่ยงแล้ว  คอกสัตว์ที่ลานด้านหลังบ้านก็สร้างเสร็จแล้ว   แรงงานที่เข้ามาช่วยสร้างก็ลากลับไปหมดแล้ว   ลุงหลี่เรียกเหลียนฟางโจวไปชมดูผลงานที่ลานหลังบ้าน

                        เหลียนเช่อและเหลียนฟางฉิงติดตามพี่สาวไปดูด้วย

                        คอกสัตว์มีทั้งหมด 3 ห้องด้วยกัน   ตั้งอยู่ชิดมุมหลังบ้านทางทิศตะวันออกเพื่อกันไม่ให้สัตว์หลุดหนีไปได้   แต่ละห้องมีขนาดยาวราว 2 ถึง 3 มี่ (เมตร)   ความกว้างมากกว่า 2 มี่  หลังคาทำเป็นซี่ไม้ให้แสงลอดผ่าน  ด้านหลังมี 3 ช่อง  แต่ละช่องกรุด้วยแผ่นกระดานตอกตะปูยึดไว้   ส่วนด้านข้างแต่ละช่องกั้นแบ่งด้วยไม้กระดานสูงราว 1 มี่   ด้านหลังและด้านข้างล้วนยึดติดกันด้วยตะปู   โดยด้านบนมีหลังคาคลุม   ส่วนด้านหน้าทำเป็นประตูกรงไม้ซี่ๆเปิดปิดได้   ส่วนพื้นที่ที่เหลือกรุด้วยไม้กระดานสูงราว 1 มี่

                        เหนือขึ้นไปกั้นเป็นฝ้าเพดาน  สร้างหลังคาเป็นซี่ๆ  แล้วใช้แผ่นไม้กระดานปูอีกชั้นหนึ่ง   สูงจากฝ้าเพดานราว 1 มี่ครึ่ง   เอาไว้ใช้กองฟางหรือหญ้าแห้ง ที่ใช้เป็นอาหารสัตว์  ทั้งยังคุ้มแดดกันฝนด้วย  รวมทั้งให้ความสะดวกในการใช้งาน

                        หลังคาคอกสัตว์คลุมทับด้วยเปลือกไม้สนหนาตากแห้งอีกที  แล้วใช้เส้นตอกพันมัดไขว้เป็นตาราง  ตามด้วยการตอกประตูยึดอีกทีหนึ่ง  ซึ่งทำให้มั่นคงแข็งแรงอย่างยิ่ง

                        เหลียนฟางโจวเห็นแล้วเปี่ยมล้นด้วยความพอใจ   ทั้งยังสาวเท้าเข้าไปขอบคุณลุงหลี่ทันที

                        “ยังมีเงินเหลือเกือบ 1 ตำลึง   คอยข้ากลับไปคิดคำนวณให้ถ้วนถี่อีกรอบ  แล้วจะให้ป้าจางของเจ้าเอาเงินมาส่งให้เจ้า!”   ลุงหลี่กล่าวจบก็หัวเราะ  ทั้งยังเอ่ยต่อไปว่า “ที่นาบ้านเจ้านั้น  ฟางข้าวทั้งหมดข้าให้คนเอามากองไว้แล้ว   รอไว้วันว่างๆไม่รีบ  ค่อยมาขนย้ายไปเก็บไว้ที่บ้านนะ!  ส่วนพวกวัวนี่ก็ควรรีบเร่งซื้อได้แล้ว!   ซ้ำจะได้ปุ๋ยคอกที่ละเอียดขึ้นด้วย  เวลาทำที่นอนในคอกสัตว์  ก็ใช้ฟางข้าวนี่แหละปูรองเกลี่ยให้ทั่วนับว่าดีอย่างยิ่ง  ส่วนฟางข้าวก่อนจะเอาไปปูรอง  เอาไปสับด้วยมีดเป็นชิ้นๆก่อนด้วยนะ  ทำเช่นนี้จะทำให้หมักปุ๋ยคอกได้ไวขึ้น  ซ้ำยังให้เกิดฟองอากาศมากขึ้นอีกด้วย!”

                        เหลียนฟางโจวหัวเราะขอบคุณ  และแจ้งว่าคอยไว้วันมะรืนจะหาเวลาหนึ่งวัน เข้าเมืองไปซื้อ

                        การสร้างคอกสัตว์  ใช้เงินไปไม่ถึง 2 ตำลึง จากที่เธอประมาณไว้ทีแรก   ซ้ำหญิงสาวยังรู้นิสัยของลุงหลี่กับป้าจางดี   ว่าสุดท้ายป้าจางต้องนำเงินที่เหลือมาคืนให้แน่   หญิงสาวจึงทำทีเป็นฟังผ่านๆ

                        ยอมรับเงินคืนมาก่อน   แล้วคอยวันมะรืนตอนเข้าไปในเมือง  ไปหาซื้อของขวัญเพื่อแสดงความขอบคุณลุงหลี่และป้าจาง    จะไม่ดีกว่าหรือ?

                        “ไม่ต้องมากพิธีไป!   ข้าเพียงแค่จะมาเตือนเจ้าเอาไว้   ฮ่าฮ่าฮ่า   เจ้าคงไม่ว่าที่ข้าเจ้ากี้เจ้าการหรอกนะ! “  ลุงหลี่โบกไม้โบกมือเอ่ยขึ้น

                        ”ไฉนจะเป็นเช่นนั้นได้เล่า!    ข้าเสียอีกที่รบกวนท่านเป็นอันมาก!”  เหลียนฟางโจวหัวเราะ

                        ลุงหลี่ยิ้มแย้มเอ่ยว่า “เจ้าเป็นคนฉลาดมีเหตุมีผล  ข้าถึงได้กล้าพูดแนะนำขนาดนี้!”   พอเห็นว่าไม่มีเรื่องอื่นใดแล้ว  จึงขอตัวกลับ

                        เหลียนฟางโจวกับน้องๆรวมสามคนจึงเดินไปส่ง   ลุงหลี่หยุดเดินเอ่ยขึ้น “เจ้าก็รีบไปทำธุระของเจ้าเถิด   ไม่จำเป็นต้องมาส่งข้าหรอก  ซ้ำข้ายังไม่ใช่แขกอะไรสักหน่อย!”

 

                        เหลียนฟางโจวหัวเราะไม่คัดค้าน   เฝ้ามองจนลุงหลี่เดินคล้อยหลังไป

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top