ขนาดตัวอักษร

126.คิดว่าตนเองถูกต้อง 2

 91 Views

                เหลียนลี่พลันสีหน้าดิ่งลง  คำรามเสียงฮึ่มฮ่ำ “นังเด็กนั่นจะทำอะไรได้!   วันนี้ที่คุณชายซูมาบ้านเราก็ชัดแจ้งกันอยู่แล้ว   ย่อมต้องมีเพื่อนบ้านเห็นเป็นแน่!  ซ้ำของฝากเหล่านี้เล่า  เป็นไปได้หรือที่เราจะซื้อหามาเอง?   นี่ไงเล่าหลักฐานชั้นดี!”

                  “เกรงว่านังเด็กนั่นมันจะไม่สนเหตุผลน่ะสิ…”  เฉียวซื่อเอ่ยเสียงกดต่ำ

                  “ข้าบอกเจ้าถึงขนาดนี้เจ้ายังมีปัญหาอันใดอีกรึ?”  เหลียนลี่เอ่ยด้วยความพอใจมาก  ขึงตาใส่นาง

                  เฉียวซื่อรีบเอ่ย “ไม่มีปัญหาอันใด!  ข้าไม่มีปัญหาอันใด!  ข้าเปล่า  เรื่องนี้ข้าหาได้วิตกกังวลเลย!”

 

                  “เจ้านี่มันขี้กังวลไม่เข้าเรื่อง!   ด้วยหลักฐานเช่นนี้  ดูสินังเด็กนั่นจะกล้าอาละวาดไหม?   เป็นเพราะคุณชายซูผู้นี้ยืนอยู่ฝั่งเราแล้ว   คุณชายซูย่อมออกรับช่วยเราในเรื่องนี้  นางจะกล้าหือรึ?”

             “ถูกต้อง!  เรื่องเป็นเช่นนี้แล้ว!  นางไม่กล้าหรอก!”  เฉียวซื่อพลันมั่นใจขึ้นอีกโข  แล้วเอ่ยว่า “เช่นนั้น…ก่อนอื่นพวกเราต้องรีบไปแจ้งเรื่องนี้ที่บ้านนางใช่หรือไม่?”

                  “ไม่ต้องร้อนใจไป”  เหลียนลี่โบกมือขึ้น  เอ่ยว่า “ไม่ต้องรีบ  ไว้คอยให้ถึงตอนเย็นก่อนเถิด!”

                   เมื่อสองผัวเมียได้หารือวางแผนกันมาอย่างแจ่มแจ้งดีแล้ว   แต่พอนึกถึงวีรกรรมกล้าหาญดุดันของเหลียนฟางโจวแล้ว   ก็ชักรู้สึกแหยงๆขึ้นมาตะหงิดๆ   เขาคงต้องวางแผนเตรียมการให้รอบคอบ   คิดคำนวณทุกสิ่งมาอย่างดี   ต้องแสวงหาตัวช่วย   ซึ่งเป็นคนมีอำนาจให้ออกหน้าแทน

                  ที่ลานหิน  คนงานทุกคนทำงานตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด   ตกเที่ยงน้ำแกงไก่ที่สัญญากับทุกๆคนไว้  ถูกนำมาส่งให้ตามสัญญา   คนงานทุกคนไม่เว้นแม้แต่คนเดียว  ต่างสรรเสริญนายหญิง  ว่าช่างจริงใจและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นัก!   ทั้งหมดล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า  เจ้านายทั้งหลาย  นอกจากจะทำงานเก่งแล้ว  ยังปฏิบัติต่อลูกน้องด้วยความเมตตาด้วย   มันเป็นสิ่งที่พวกเขารู้สึกได้จริงๆ!

             ยิ่งเหลียนฟางโจวพูดจากับคนงานด้วยถ้อยคำสุภาพ   ยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกดีต่อนางมากขึ้น

            ช่วงบ่าย  มีคนงานบางส่วนทำหน้าที่ถากถางที่ดินที่เหลือ   เพียงจบวัน   ผืนดินทั้งหมดก็ถูกถากถางจนเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อย  ซึ่งเร็วเกินกว่าที่เหลียนฟางโจวและอาเจี่ยนคาดการณ์ไว้มากนัก    เพราะความเร็วระดับนี้   ปกติต้องใช้เวลาวันครึ่งถึงจะเสร็จ

                  “ไม่รู้ว่าที่ดินตรงทางแยกนั่น   น้าหลิวไปเจรจาไว้เป็นเช่นไรบ้าง!”  เหลียนฟางโจวยิ้มออกมาอย่างรื่นรมย์  พรูลมหายใจเอ่ยขึ้น

             นับจากวันนั้น   ยามนี้ก็ควรได้ข้อสรุปแล้ว    เหลียนฟางโจวยังมิได้ไถ่ถามหลิวเจี่ยแม้เพียงครึ่งคำเลย   เพียงรอให้หลิวเจี่ยมาแจ้งผลกับนาง

             เป็นเพราะหลียนฟางโจวเชื่อว่า   หลิวเจี่ยจะต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเต็มที่เป็นแน่   หากทำสำเร็จ   ย่อมช่วยให้การดำเนินงานเรื่องฝ้ายนี้สะดวกขึ้น   เขาผู้ซึ่งเป็นคนกลางย่อมจะมีรายได้งามๆเข้ากระเป๋าถึงหลายสิบตำลึงเลยทีเดียว   ไม่มีใครจะหาเงินได้ง่ายอย่างนี้แล้ว

             “พี่ใหญ่หลิวเจี่ยมีความสามารถ   นี่เป็นอาชีพเขา  ซ้ำยังเจรจากับคนระดับผู้หลักผู้ใหญ่   ข้าเชื่อว่าเขาคงทำสำเร็จ” อาเจี่ยนเอ่ยปลอบใจ

             เหลียนฟางโจวให้รู้สึกเบิกบานใจ   ผงกศีรษะหัวเราะออกมา

                   ตกเย็นยังมีน้ำแกงไก่ตุ๋นเห็ดและเนื้อไก่เหลือ  น้ำแกงร้อนๆตุ๋นเข้มข้น  ส่งกลิ่นหอมฉุย   รสโอชาถึงน้ำถึงเนื้อ   อาหารมื้อเย็นนี้คนทั้งบ้านล้วนกินกันอย่างชื่นมื่นเลยทีเดียว

                  คนทั้งบ้านล้วนตรากตรำอย่างหนักกันมาสองวันแล้ว   เย็นนี้จึงตั้งใจรีบอาบน้ำอาบท่า แล้วเข้านอนแต่หัวค่ำ

                  ใครจะคาดคิดว่า  เพิ่งจะวางชามและตะเกียบลง  เหลียนลี่และเฉียวซื่อ สองคนผัวเมีย  ซึ่งเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญ  กลับมาเยือนถึงถิ่น!

       คนทั้งบ้านทำสีหน้าปลดปลง  ไม่รู้ว่าลึกๆแล้วคนทั้งสองคนคิดจะมาทำอะไร!

                  “โอ้โฮ  ชีวิตพวกเจ้าตอนนี้คงจะอยู่ดีมีสุขกันแล้วสินะ !   ถึงกับกินไก่กันเชียว!  เฉียวซื่อมองชามและตะเกียบที่ยังไม่เก็บบนโต๊ะอาหาร  พูดจากทะแม่งๆ  อดสูดกลิ่นอาหารเข้าจมูกไม่ได้   ก่อนจะหันมาถลึงตาใส่เหลียนฟางโจว  “ไม่คิดเลยว่าพวกเจ้าจะไม่รู้จักแสดงความเคารพญาติผู้ใหญ่เลย!

                  เหลียนฟางโจวไม่ตอบรับถ้อยคำเฉียวซื่อใดๆทั้งสิ้น   ทว่าขยิบตาให้อาหญิงสาม  เป็นเชิงไม่ให้ตอบโต้  อาหญิงสามแค่นเสียงฮึ่มฮ่ำ  ไม่เร็วไม่ช้า  เพียงทำการเก็บกวาดโต๊ะตามหน้าที่

        เฉียวซื่อเห็นแล้วยิ่งโมโห  ที่ไม่มีใครเต้นตาม   อดด่าบริภาษไม่ได้  “ไม่เห็นญาติผู้ใหญ่อยู่ในสายตา  ไม่มีสำนึกของคนรุ่นหลานแม้สักนิด!   นี่มันอะไรกัน!   เกิดมาบิดาไม่เคยสั่งสอนหรือไร!”

                  “ท่านว่าอะไรนะ?   พูดใหม่อีกครั้งสิ?” เหลียนฟางโจวขึงตาใส่เฉียวซื่อ    ดวงตาเรืองวาบด้วยไฟโทสะ   น้ำเสียงเย็นเยียบ  เหลียนเจ๋อและน้องๆ รวมสามคนต่างจ้องกลับ

        เฉียวซื่อพอโดนสี่พี่น้องจ้องหน้าเขม็ง   เริ่มใจเต้นตึกตัก    รู้สึกประหม่า  จนต้องเป็นฝ่ายหลบตา

        อาหญิงสามอดรนทนไม่ได้ เอ่ยว่า “นี้คือป้าสะใภ้ที่เป็นญาติใกล้ชิดของเราหรือ!  ที่พูดมานี่  ใช่คนพูดหรือไม่!   หากเป็นผู้เป็นคนจริงๆ  คงไม่หลุดปากออกมาเช่นนี้หรอก!”

        เหลียนฟางโจวแค่นเสียง “บิดามารดาพวกเราจากไปนานแล้ว   ทว่าช่างน่าเวทนานัก   ที่บิดาข้าไม่มีพี่ชายที่ดีพอ   มาสั่งสอนพวกเราได้  ป้าใหญ่  ข้าคงต้องขออภัยท่านยิ่งแล้ว!”

                  เฉียวซื่อเจอไม้นี้เข้าไป ถึงกับสะอึกจนจุกไปเลย  ถลึงตาใส่หญิงสาว  ทว่าสายตาที่ส่งออกมากลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น  แค่นเสียงเบา  ไม่กล้าถลึงตาใส่แบบทีแรกอีก

                  “เอาล่ะ!  พูดกันนอกเรื่องอยู่ได้”  เหลียนลี่จัดแจงโบกมือ แล้วนั่งลง  เอ่ยเสียงอ่อน  “ฟางโจวเอ้ย  พวกเรามาวันนี้  เพราะมีเรื่องสำคัญยิ่งจะมาเจรจากับเจ้า!  เจ้านั่งลงก่อนเถิด แล้วพวกเรามาคุยกันดีๆ”

                  “ลุงใหญ่มาบ้านพวกเรา  ไหนเลยจะไม่มีเรื่องสำคัญเล่า!”  เหลียนฟางโจวหัวเราะ  แล้วจึงยินยอมนั่งลงแต่โดยดี

                  เหลียนเจ๋อและน้องๆพลอยนั่งลงข้างๆพี่สาวด้วย   ส่วนอาเจี่ยนนั่งลงโดยมิได้เอื้อนเอ่ยอันใด   เหลียนฟางฉิงหัวเราะคิกๆขึ้นมาทีหนึ่ง  เห็นด้วยเอ่ยเสียงดัง “ฮิฮิ…มิใช่เสียหน่อย  ต้องพูดว่า  ลุงใหญ่ชอบก่อแต่เรื่องสำคัญต่างหากเล่า!”

                  เหลียนเจ๋อ  เหลียนเช่อ  และอาหญิงสาม  รวมทั้งอาเจี่ยน แอบหลุดขำไม่ได้

                  เหลียนลี่ขึงตาใส่เหลียนฟางฉิงแวบหนึ่ง  พยายามสะกดกลั้นไม่ด่ากลับ  เหลียนฟางฉิงยังเป็นเด็กน้อย  หากเขาไปถือสาหาความเด็ก  จะพาลให้เสียศักดิ์ศรีเอา

                  เขาต้องอดกลั้นไว้   ทว่าเฉียวซื่ออดพึมพำด่าไม่ได้ “ไร้มรรยาท!”

                  น้ำเสียงเฉียวซื่อเบามาก  เหลียนฟางโจวเห็นเพียงนางทำปากขมุบขมิบ  จึงมิได้ยินที่นางด่า   มีเพียงเจ้าตัวคนด่าเท่านั้นที่ได้ยิน  จากนั้นจึงนั่งลงข้างๆเหลียนลี่   เหลียนลี่ส่งสายตาปรามเฉียวซื่อทันที

                  เหลียนฟางโจวนั่งลงแล้ว   ด้วยท่าทีเอื่อยเฉื่อย  ฝ่ายเหลียนลี่ก็ไม่เปิดปากเสียที   เธอมิได้เป็นเจ้าของเรื่อง  แล้วเธอจะถามทำอะไร  ซึ่งทำให้เหลียนลี่ขัดเคืองใจนัก

         เขาสู่อุตส่าห์อารัมภบทไปแล้ว   เพียงรอให้นางถามต่อว่ามีเรื่องอันใด   แต่นางกลับไม่ถามอะไรเลย?

                  ดูแล้วไม่ไร้มรรยาทไปหน่อยหรือ!  ขอให้เหลียนฟางโจวถามขึ้นมาซักคำเถิด  เขาจะเป็นฝ่ายถือโอกาสเอาเรื่องที่ว่ามาเจรจาเอง   หากเทียบกันแล้ว  ย่อมดีกว่าให้เขาเองเป็นฝ่ายเริ่มเอ่ยก่อน

                  ที่ไหนได้เหลียนฟางโจวไม่เอ่ยอะไรแม้เพียงครึ่งคำ   ทั้งจงใจชัดๆที่จะไม่เอ่ยอะไรออกมา   ทำให้เหลียนลี่ต้องเป็นฝ่ายเปิดฉากก่อนจนได้

                  เขาถอนใจเสียงดังออกมาครั้งหนึ่ง  เอ่ยเสียงเรียบเรื่อย  “วันนี้  คุณชายซูมาเป็นแขกบ้านข้าล่ะ”

                   พอกล่าวจบ   เขาก็หรี่ตาจ้องเหลียนฟางโจวเขม็ง   พยายามจับตาดูปฏิกิริยาโต้ตอบของหญิงสาวทุกกระเบียดนิ้ว

                  ใครจะคิดเล่าว่า  สายตาของเหลียนฟางโจวที่มองเขาอยู่ไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย  เปลือกตาทั้งคู่ที่ควรเบิกกว้าง  กลับไม่เขยื้อนเลย   แม้แต่สีหน้าก็ยังไม่เปลี่ยน  ทั้งๆที่เขาวาดหวังว่าจะมีอาการตระหนกตกใจโดยไม่รู้ตัวบ้าง

                  “อ้อ”  เหลียนฟางโจวเพียงหลุดออกมาคำหนึ่ง  เสียงเรียบเรื่อย  เพียงแค่แสดงอาการรับรู้ “ข้าทราบแล้ว”  นอกจากนี้แล้ว  ก็ไม่มีอะไรอื่นอีก

           เพียงร้องอ้อหรือ?   จบแค่นี้หรือ?

        เหลียนลี่เลิกคิ้วขึ้น  ทั้งยังรู้สึกเหมือนตนเองปล่อยหมัดออกไปเก้อๆ  ยิ่งเดือดดาลที่เห็นนางไม่มีสีหน้าสลดเลย!

         นี่มันเรื่องประสาอะไรกัน?  ไฉนนางถึงมีปฏิกิริยาเช่นนี้

                  เหลียนลี่คิดว่าเหลียนฟางโจวต้องผิดปกติเข้าจริงๆ   เพราะเหลียนฟางโจวยามได้ยินเขาพูดควรต้องพิศวงงงงวยสิ  เมื่อเขาบอกว่า ‘คนสกุลซูมา’   เพราะคิดไม่ถึงว่าคุณชายซู  สามีของญาติจากเมืองชวงหลิวจะมา!  คุณชายซูจากเมืองชวงหลิวไยถึงมีความสัมพันธ์กับเขา เหลียนลี่ได้?

                  เพราะฉะนั้นยามได้ยินเขา..เหลียนลี่พูดออกมาขนาดนี้    นางต้องหวั่นไหวบ้างสิ  กลับทำเสมือนไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับตนเอง  นางมีปฏิกิริยาเช่นนี้  นั่นใช่เรื่องปกติหรือ?

        “เจ้ายังได้ยินไม่ชัดหรือไร!”  เฉียวซื่ออดโพล่งออกมาไม่ได้  จับจ้องเหลียนฟางโจวแล้วพูดออกมาทีละประโยค “ฟังให้ชัดๆนะ   คุณชายซูมา!   เจ้าเก็บเงินของคนสกุลซูไว้  เมื่อได้ยินว่าคนสกุลซูมา  ก็มีปฏิกิริยาเช่นนี้หรือ?  เจ้ามีสำนึกบ้างไหม!”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top