ขนาดตัวอักษร

120.ซื้อนาข้าว

 118 Views

                  หลี่ซานเหอเอ่ยด้วยเสียงหัวเราะ “ท่านช่วยเหลือพวกเราทั้งที่มีธุระยุ่งมาก  พวกเราไม่มีอะไรจะตอบแทน  นอกจากถ่าน 2 กระสอบนี้!  ท่านนำกลับไปลองใช้ดูที่บ้านที ว่าดีหรือไม่!  หากท่านชอบใจ  คราวหน้าข้าจะได้เอามาฝากท่านอีก!”

                  เห็นได้ชัดว่า  ฤดูหนาวปีนี้  บ้านหลิวเจี่ยมีถ่านให้ใช้แล้ว

             หลิวเจี่ยหาได้ปฏิเสธ ไม่  พลางประสานมือคารวะ  และกล่าวขอบคุณด้วยเสียงหัวเราะ

             หลี่ซานเหอจึงแบกกระสอบถ่าน 2 ใบเดินตามไปยังรถลา ที่จอดอยู่ด้านหนึ่ง  แล้วช่วยยกขึ้นไปเก็บบนรถ

 

             “ขอบคุณมากๆ!  ข้าต้องรีบไปธุระ  น้องซานเหอ  เชิญท่านกลับไปพักเถิด!”  หลิวเจี่ยหัวเราะ  พลางประสานมือคารวะ   บุรุษทั้งสองต่างกล่าวอำลา และแยกย้ายกันไป

             หลังจากนั้น  คนทั้งสองคือหลิวเจี่ยและเหลียนฟางโจว ก็เตรียมขึ้นรถ  เพื่อเดินทางไปดูแปลงนาข้าว

             เหลียนฟางโจวกวักมือ  เรียกเหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อ  หัวเราะและเอ่ยว่า “น้าหลิวคงไม่ว่าใช่ไหม   หากข้าขอพาน้องชายน้องสาวไปดูด้วยกัน   ทิ้งให้อยู่บ้านก็มักซุกซนนัก!”

                  “ย่อมได้อยู่แล้ว  พาไปเถิด  อ้าว…ทุกคนขึ้นมาๆ!”  หลิวเจี่ยเอ่ยแย้มยิ้ม

                  แม้อายุหลิวเจี่ยจะปาเข้าไป  30 ปี   ซ้ำมีบุตรภรรยาแล้ว  ทว่าเหลียนฟางโจว… พี่สาวคนโตของบ้าน  นั้นยังไม่ออกเรือน    ยามทั้งสองออกตะลอนไปไหนต่อไหนด้วยกัน  ดูๆไปแล้ว   ช่างสะดุดตาผู้คนนัก   ไม่ต้องพูดถึงผลร้ายที่มีต่อเหลียนฟางโจวเลย   ซ้ำยังไม่ดีต่อตัวหลิวเจี่ยเองด้วย

                  หากมีคนปากเสียเอาไปพูดขึ้นมา   แน่นอนว่าอาจมีการเอาไปร่ำลือผิดๆได้!

                  เหลียนฟางฉิง และเหลียนเช่อยังอยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็น   ทั้งยังไม่เคยนั่งรถเทียมลาอีกด้วย  พอได้ยินพี่ใหญ่เอ่ยชวน   ซ้ำหลิวเจี่ยยังเชื้อเชิญอย่างเป็นมิตร   ไหนเลยจะไม่อยากมาด้วยเล่า?

   น้องชายและน้องสาวทั้งสอง  รู้สึกตื่นเต้นดีใจนัก   รีบขานรับพร้อมเสียงหัวเราะ   แทบจะรอปีนขึ้นรถไม่ไหวเอาเลย

        พอเหลียนฟางโจวขึ้นรถเรียบร้อย  หลิวเจี่ยจึงหัวเราะ  เอ่ยเสียงดังกังวาน  “นั่งดีๆนะ ออกเดินทางได้ !”   แล้วรีบบังคับรถไปยังเส้นทางมุ่งสู่แปลงนาข้าว

                  ถนนหนทางไปแปลงนาข้าวเนื้อที่ 60 หมู่นั้น  ช่างดีและไปมาสะดวกนัก   ในที่สุดรถเทียมลาก็บรรลุถึงแปลงนาข้าวอันเป็นจุดหมายปลายทาง

             หลิวเจี่ยชี้ชวนให้เหลียนฟางโจวดู  แย้มยิ้มและเอ่ยว่า “แม่นางเหลียนดูสิ  ที่นาผืนนี้ไม่เลวเลยใช่ไหม!  มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์  พื้นที่เป็นดินโคลน  ซ้ำมีปุ๋ยพอเพียง    จะเพาะปลูกอะไรก็ทำได้สะดวก   พอเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ  ก็ขนขึ้นรถได้เลย!”

             เหลียนฟางโจวทอดตาดูแล้วให้พึงพอใจนัก   รู้แล้วว่า  ที่หลิวเจี่ยพูดเป็นความจริง  นิ่งคิดไปสักครู่ แล้วพยักหน้าแย้มยิ้ม  “ตกลง!  ถึงอย่างไร  อีกไม่นานก็ต้องซื้ออยู่แล้ว   นานๆจะเจอที่เหมาะๆเช่นนี้   เช่นนั้นข้าจะซื้อไว้”

        หลิวเจี่ยดีใจนัก  ตบเข่าฉาด  หัวเราะพลางเอ่ย  “แม่นางเหลียน…ช่างเป็นคนตรงไปตรงมานัก!”

                  เหลียนฟางโจวหัวเราะ “ข้านำตั๋วเงินมาด้วย  เพื่อช่วยประหยัดเวลา  ให้น้าหลิวไม่ต้องย้อนไปส่งพวกข้าที่บ้านอีก   ยึดกฏเกณฑ์ตามที่เคยตกลงกันมาก่อนหน้า   ข้าต้องการโฉนดที่ดินจากทางการ!”

         หลิวเจี่ยยิ่งหัวเราะดังขึ้นกว่าเดิม   ซ้ำยังตบเข่าฉาด  เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แม่นางเหลียน ช่างเป็นคนตรงไปตรงมาจริงๆ  ตกลง  ข้าเข้าใจแล้ว  แม่นางเหลียนวางใจเถิด!”

                  เหลียนฟางโจวยิ้ม  แล้วนับตั๋วเงิน 310 ตำลึงมอบให้หลิวเจี่ย  300 ตำลึงเป็นค่าซื้อที่นา  อีก10 ตำลึง เป็นค่าดำเนินการออกโฉนดกับทางการ  รวมถึงค่านายหน้าของหลิวเจี่ย  ย่อมมากกว่าที่เคยตั้งเกณฑ์กันมาก่อนหน้านั้น  2 ตำลึง

                  หลิวเจี่ยไม่เกรงใจเธอแล้ว  พลางหัวเราะและกล่าวขอบคุณ   ยอมรับเงินที่หญิงสาวให้เพิ่มมาแต่โดยดี

             “ที่นี่ไม่ไกลจากบ้านพวกข้านัก  เช่นนั้น…พวกเราพี่น้องจะเดินกลับกันเอง!   เชิญน้าหลิวกลับก่อนได้เลย!”  เหลียนฟางโจวแย้มยิ้ม พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ

                  ที่เป็นดังนี้  เหตุผลประการแรกก็คือ  หญิงสาวยังไม่อยากมีปัญหากับชาวบ้าน   ส่วนประการที่สอง  ยิ่งติดต่อกันให้น้อยที่สุดเท่าใด   ก็ยิ่งลดการซุบซิบนินทาลงได้เท่านั้น   ซ้ำยังทำให้ภาพพจน์ที่ออกมาดูเป็นทางการมากขึ้น

        เพราะมนุษย์เรา  ส่วนใหญ่มักชื่นชอบ  เรื่องซุบซิบนินทากันนัก

                  หลิวเจี่ยดูจะเข้าใจความนัยของเธอ   จึงไม่เซ้าซี้อีกต่อไป  ได้แต่หัวเราะ และกล่าวอำลาจากไป

             ดวงตาของเหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อ  เต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ  เอ่ยถามขึ้น  “พี่ใหญ่  ทุ่งนาทั้งหมดนี้เป็นของบ้านเราใช่ไหม?  ”

                  “อื้ม”  เหลียนฟางโจวยิ้มและผงกศีรษะ  “ทั้งหมดเป็นของบ้านเราจ้ะ”

                  “สุดยอดเลย!”

          “จริงๆนะ!”

             ผู้ติดตามทั้งสองล้วนมีความสุขนัก  คุยจ้อกันไม่หยุด

             เหลียนฟางโจวยามได้ยินน้องเล็กทั้งสองพูดคุยกันอย่างชื่นมื่น   ใจเธอพลันบังเกิดความปิติยินดีนัก   แย้มยิ้มและเอ่ยว่า  “ภายภาคหน้า  ฮึ่ม..บ้านเราจะซื้อที่นาให้มากขึ้นๆ!  ส่วนพวกเจ้า  จงเป็นเด็กดี อยู่กับบ้านคอยเชื่อฟังอาหญิงสาม  พี่ใหญ่กับพี่รอง  จะได้ทำงานด้วยความสบายใจ  รู้หรือไม่?”

                  น้องเล็กทั้งสองพยักหน้ารับคำ  เหลียนเช่อเอ่ยด้วยว่า “พี่ใหญ่ พวกเราจะเอาเยี่ยงอย่างพี่รอง  ช่วยพี่ใหญ่ทำงาน!”

             “ใช่แล้ว  พวกเราสามารถช่วยงานได้!”  ดวงตาของเหลียนฟางฉิงเบิกกว้างเรืองรองด้วยความหวัง ยามเอ่ยปาก

                  เห็นพวกเขารู้จักคิด  เหลียนฟางโจวอดรู้สึกอบอุ่นในใจไม่ได้   เดิมทีเธอไม่ได้ตั้งใจจะประคบประหงมพวกเขานัก   แต่หากไม่รู้จักแยกแยะ  ให้พวกเขาเอาแขนขาเล็กๆ ไปตรากตรำงานหนัก อย่างเช่น  การทำไร่ทำนา  ก็คงเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง

                  เดิมทีเมื่อก่อนบ้านสกุลเหลียนยากจนนัก   จึงมิเคยได้บำรุงร่างกายด้วยของดีๆเลย     ภายหลังบิดามารดามาด่วนจากไปเมื่อครึ่งปีก่อน   ชีวิตของเหล่าสี่พี่น้องจะเหลืออะไรเล่า  ยิ่งเสียขวัญ  แทบบ้านแตกสาแหรกขาด!   เมื่อเธอทะลุมิติเข้ามาในร่างพี่สาวคนโต  ในห้วงเวลานั้น   พวกเขาล้วนผอมแห้ง ซูบซีด  สีหน้าท่าทางประหนึ่งผีดิบ  ด้วยเพราะความอดอยากยากแค้น   ไหนเลยเธอจะให้พวกเขาไปทำงานได้อีกเล่า?

             ยามนี้ เธอเฝ้าฟูมฟักบำรุงร่างกายน้องๆ มากว่า 1 เดือนแล้ว   ใบหน้าพวกเขาล้วนเปล่งปลั่ง  อิ่มเอิบ  ร่างกายมีเนื้อมีหนัง  แข็งแรงขึ้นกว่าแต่ก่อนนัก  ไม่ปรากฏภาพผีดิบแบบเดิมๆให้เห็นอีกต่อไป    ด้วยเพราะเธอทุ่มเท คิดหาหนทางดีๆมากมาย เพื่อช่วยคนบ้านนี้อย่างเร่งด่วนนั่นเอง

             “ดี”  เหลียนฟางโจวใคร่ครวญเป็นอย่างดีแล้ว   จึงแย้มยิ้มเอ่ยขึ้น “เช่นนั้น ก็ตกลง  ภายหน้า  ให้ฉิงเอ๋อร์อยู่เฝ้าบ้าน คอยช่วยงานอาหญิงสาม   รอไว้ปีหน้า ข้าจะซื้อลูกเจี๊ยบ และลูกเป็ดตัวน้อยๆให้เจ้าเป็นผู้เลี้ยงดู   ส่วนเช่อเอ๋อร์  ให้เจ้าติดตามพี่เจี่ยนและพี่รองไปเป็นลูกมือ  ทำงานในไร่  รอปีหน้า ค่อยไปเข้าเรียนที่สำนักศึกษา  ส่วนยามว่างก็ให้ช่วยแบ่งเบางานบ้านไปด้วย!”

             เหลียนเช่อพยักหน้ารับปาก  ด้วยจิตใจเบิกบาน

             ส่วนเหลียนฟางฉิงอิดออด  ทั้งยังงอแงอยากจะไปทำไร่ด้วย

             เหลียนฟางโจวจึงครุ่นคิดอีกครา  แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “หากไม่มีปัญหาอันใด  เจ้าจะตามไปดูด้วยก็ได้!   ทว่าหลายวันนี้อาหญิงสามต้องทำอาหารกลางวันให้คนงาน  ค่อนข้างยุ่งมาก  พวกเจ้าต้องอยู่ที่บ้านคอยเป็นลูกมือให้นาง   มิเช่นนั้น อาหญิงสามอาจหัวหมุนจนรับมือไม่ไหวเอาได้!”

        เด็กทั้งสองตกลง   พี่สาวคนโต หันไปคุยกับ น้องสองคนที่เดินขนาบข้างทั้งซ้ายขวา  ยามกลับบ้านไปด้วยกัน  ระหว่างทางที่มุ่งไป  ได้เจอน้าจางหวู่ คนในหมู่บ้าน  พี่น้องสามคนจึงหัวเราะ เอ่ยทักทาย

                  น้าจางหวู่ยิ้มรับ  “ไอ้หยา”  ร้องขึ้น ทว่าก็ไม่ได้หลีกทางไปทันที   หัวเราะหึหึ เอ่ยถามเหลียนฟางโจว  “เมื่อครู่ก่อน  ข้าเห็นตี้เป่า ที่อยู่ในเมือง  นามว่าหลิวเจี่ยมาแถวนี้นี่นา   บ้านเจ้าจะซื้อที่นาหรือ?”

             ข่าวสารช่างไปไวเหลือเกิน!

             เหลียนฟางโจวประหลาดใจนัก  อดหรี่ตามองน้าจางหวู่ไม่ได้

        “อื้ม ก็ซื้อบ้าง!”  เหลียนฟางโจวพยักหน้าหัวเราะ ถึงอย่างไร  ก็ไม่อาจแพร่งพรายเรื่องธุระกิจให้ใครรู้   ทั้งยังไม่อาจหลบหน้าผู้คนไปได้เรื่อยๆด้วย

             “หึหึ  เหรอ  ดีจัง  คงซื้อไว้มากละสิ!  ไอ้หยา  มีคนระดับสูงมาช่วยเหลือนี่  ช่างไม่เหมือนใครเลยจริงๆ  แน่นอน ฟางโจว..เจ้าเป็นเด็กที่มีความสามารถอยู่แล้ว!”   น้าจางหวู่หัวเราะ

             “ที่ท่านเอ่ยมา  ช่างน่าขันนัก  ไหนเลยข้าจะมีความสามารถถึงเพียงนั้นเล่า!”  เหลียนฟางโจวหัวเราะ

             น้าจางหวู่หัวเราะลั่น  ไม่ได้ถามอันใดอีกต่อไป  ยกนิ้วขึ้นชี้  คล้ายมีเรื่องในใจ  จากนั้นจึงหัวเราะเดินจากไป

             ใจเหลียนฟางโจวรู้สึกโล่งใจขึ้น   ถือโอกาสบอกเหลียนเช่อและเหลียนฟางฉิง “แม้ว่าบ้านเราซื้อที่ดินหรือที่นามาแล้ว  ทว่าหากใครมาถาม  ให้บอกว่าไม่รู้อะไรนะ   เข้าใจหรือไม่?”

                  เหลียนเช่อและเหลียนฟางฉิง พยักหน้ารับคำ เหลียนเช่อเอ่ยขึ้นมา “พี่ใหญ่กลัวคนคิดเรื่องที่นาบ้านเราใช่หรือไม่?”

             “ใช่ เป็นเช่นนั้น!”  เหลียนฟางโจวยิ้มและขยี้ผมเขา เหลียนฟางฉิงทันใดนั้นก็เข้าใจ รีบเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ ข้าสัญญาว่าจะไม่บอกใครเด็ดขาด!”

             ทั้งสามคนกลับถึงบ้าน  เหลียนเจ๋อและอาเจี่ยนขับรถเกวียนเทียมลากลับจากไร่  บนรถเกวียนมีรากไม้ที่ไหม้เกรียม  และต้นไม้ที่ถูกถอนออกมา มัดกองรวมไว้อย่างดี  อันเกิดจากการถากถางที่ดินให้เตียนจนเกลี้ยงในวันนี้

                  “ของเหล่านี้ไม่อาจกองทิ้งไว้ที่โน่นได้   พวกเราจึงทิ้งให้พวกคนงานอยู่ปราบหน้าดินให้เรียบ  ส่วนข้าและอาเซ่อขนของพวกนี้มาส่งให้ท่านก่อน   ท่านสามารถเอารากไม้พวกนี้ไปทำเป็นฟืนหุงหาอาหารได้”  อาเจี่ยนเอ่ยขึ้น

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top