ขนาดตัวอักษร

117.เริ่มต้น 1

 88 Views

                หลิวเจี่ยจึงเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ข้ากับจ้าวซือเย่ว  และพี่ชายทั้งสองท่านนี้จะคอยอยู่ที่นี่   เจ้าก็ไปพบลี่เจิ้งเสียเที่ยวหนึ่งก่อน   จัดการธุระปะปังให้เสร็จเสียแต่เนิ่นๆ   ฝั่งพวกเราก็ต้องรีบกลับเหมือนกัน!”

                  จ้าวซือเย่วยืนยันตามคำกล่าวของหลิวเจี่ย  พลางหัวเราะ

                  เดิมทีเหลียนฟางโจวก็ครุ่นคิดอยู่เหมือนกันว่าจะเชิญพวกเขาให้มานั่งคอยที่บ้านเธอก่อนดีหรือไม่   ในใจทั้งลังเลและกังวล  เรื่องของเรื่องก็คือ  ที่บ้านเธอมิได้มีผู้อาวุโส  เธอก็ไม่รู้ว่าจะต้อนรับขับสู้พวกเขาอย่างไรดี!   หากให้ทุกคนมารอที่บ้าน   ก็ไม่รู้จะต้อนรับพวกเขาอย่างไรให้เหมาะให้ควร!

 

                  มิหนำซ้ำ  อาหญิงสามก็วุ่นกับการช่วยหุงหาอาหารให้คนงานอยู่   หากยามพวกเขามาถึง  จะให้อาหญิงสามอยู่กินข้าวเป็นเพื่อน  หรือไม่ให้อยู่เป็นเพื่อนดี ?  หากให้นางอยู่  มันจะดูไม่สุภาพ และดูไม่เรียบร้อย   ซ้ำอาหญิงสามแกเอง ไม่ใคร่จะสำรวมเวลากินข้าวบนโต๊ะอาหารมากนัก   หากแขกเห็นเข้าแล้วเอาไปพูด  มิเป็นเรื่องรึ!

                  หลิวเจี่ยกล่าวออกมาเช่นนี้   เท่ากับช่วยเหลียนฟางโจวแก้ปัญหาที่คิดไม่ตก  เหลียนฟางโจวย่อมสำนึกขอบคุณเขา   ครั้นแล้วหญิงสาวจึงแสร้งปั้นหน้าไม่รู้ไม่ชี้   มิเช่นนั้น จ้าวซือเย่วอาจสะกิดใจได้  หญิงสาวหัวเราะตามน้ำไป   พลางกระโดดลงจากรถ  แล้วรีบจ้ำอ้าวเดินจากไป

        จางลี่เจิ้งนั้น รู้เรื่องการซื้อที่ดินรกร้างตรงปากทางเข้าหมู่บ้านนี้ดี         เหลียนฟางโจวเป็นฝ่ายไปเรียกเขาให้มาดูด้วย

        ทุกคนรอจางลี่เจิ้งมาถึงเป็นคนสุดท้าย   ต่างฝ่ายต่างทักทายกันพอหอมปากหอมคอ  จ้าวซือเย่วพาลูกน้องทั้งสองคนไปทำการรังวัด  รวมแล้ววัดเนื้อที่ได้ 26 หมู่   ราคาประเมิน คิดถ้วนๆแล้วเป็นเงิน 64 ตำลึง

             เหลียนฟางโจวจ่ายเงินค่าที่ดินที่หน้างานเลย   และไม่ลืมให้อั่งเป่าซองใหญ่ให้กลุ่มที่มารังวัดเพื่อเป็นสินน้ำใจด้วย  จางลี่เจิ้งก็ได้รับเงิน 1-2 ตำลึงด้วย

                  จางลี่เจิ้งอิดออดปฏิเสธไป 1 รอบ  และยินยอมรับเงินในท้ายสุด  ทันทีที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเริ่มจะหารือกันต่อ   จางลี่เจิ้งผู้ซึ่งรู้กาลเทศะดี  จึงขอตัวกลับก่อน

                  “โดยปกติ  อีก 3 วันให้หลังข้าจะไปเดินเรื่องให้ทางการออกโฉนดที่ดินให้เจ้า!”  หลิวเจี่ยยิ้มแย้มเอ่ยกับเหลียนฟางโจว

                  “ตกลง!”  เหลียนฟางโจวผงกหัว แล้วคลี่ยิ้มเอ่ยกับหลิวเจี่ย “นี่ก็ให้ท่านเดินทางมาหลายรอบแล้ว  ลำบากน้าหลิวยิ่งนัก!  บ้านข้าก็ไม่ใคร่สะดวกสบายนัก  เลยไม่ได้ให้ท่านอยู่กินข้าวด้วยกันก่อน!   เงิน 2 ตำลึงนี้  ข้าขอมอบให้ในฐานะที่เป็นเจ้าของที่ดินคนหนึ่ง    ให้ท่านไว้ยามกลับเข้าเมือง โปรดนำไปใช้จ่ายซื้อข้าวยาปลาปิ้ง ตามแต่ใจท่านด้วยเถิด!    โปรดรับไว้ด้วย..น้าหลิว  ข้าขอร้อง!”

                  เหลียนฟางโจวพูดจบ ก็หัวเราะพร้อมส่งเงิน 2 ตำลึงมอบให้หลิวเจี่ย

        เงิน 2 ตำลึงนี้  สามารถกินอาหารชั้นเลิศในภัตรคารหรูหราได้ 1 โต๊ะสบายๆ   ยามนี้หลิวเจี่ยจึงตระหนักแล้วว่าหญิงสาวผู้นี้หาได้ขัดสนเงินทองไม่   จึงหัวเราะยอมรับเงินด้วยความชื่นมื่น

                  ยามเหลียนฟางโจวจ่ายเงินไม่อาจพูดได้ว่าไม่มีหัวคิด    ให้เงินจ้าวซือเย่วก็เท่ากับเธอได้ผลประโยชน์กลับมาด้วย  จ้าวลิ่วหัวเราะเอ่ยอย่างนึกขัน “ไม่คาดคิดเลย  วันนี้ข้าก็ได้รับผลประโยชน์ที่ได้คบหาสมาคมกับพวกท่านด้วย!”

                  พอกล่าวจบทุกคนก็หัวเราะกันครืน  เหลียนฟางโจวรีบเอ่ยแย้มยิ้ม “ท่านมิต้องพูดให้มากความเลย  ภายภาคหน้าคงเลี่ยงไม่พ้น  ข้าคงต้องรบกวนน้าจ้าวอีกมากล่ะนะ!”

        จ้าวลิ่วหัวเราะ  “เรื่องนี้จะพูดอื่นใดได้เล่า  แม่นางเหลียนช่างเป็นคนตรงไปตรงมาจริงๆ   เก่งกว่าชายอกสามศอกอีกหลายคนเสียอีก!   มีอะไรก็ไปบอกข้าได้เลยนะ   อ้อ คนงานพวกนี้  หากมีใครขี้เกียจ อู้งาน ก็อย่าได้ลังเล  รีบแจ้งข้าให้รู้ล่ะ  หากเกิดเรื่องขึ้นมา  นับจากนี้ไป  ในเมืองยู่เหอ คงไม่มีใครจ้างพวกเขาไปทำงานอีกเป็นครั้งที่สองแน่!”

                  เหลียนฟางโจวหัวเราะรีบกล่าวขอบคุณ   สำหรับเรื่องงานพูดได้เต็มปากว่าเธอไม่เกี่ยงงอนที่จะบอกกล่าวสิ่งที่ตนเองต้องการให้ทุกคนรู้แน่

             เมื่อเสร็จธุระเรียบร้อยแล้วทั้งสองฝ่ายต่างแยกย้ายกันกลับไป  จ้าวซือเย่วและลูกน้องอีกสองคนไปรออยู่บนรถแล้ว   แต่ภารกิจที่หลิวเจี่ยหมายมาดยังไม่บรรลุผล   เขาจึงเอ่ยกับเหลียนฟางโจว “พรุ่งนี้ ข้าจะมาอีกรอบ  จะพาแม่นางเหลียนไปดูแปลงนา 60หมู่น่ะ!”

   เหลียนฟางโจวคิดตรึกตรองว่าจะบอกเรื่องขายถ่านเลยดีหรือไม่  ครั้นแล้วจึงผงกศีรษะ   ถือโอกาสเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าก็มีเรื่องจะรบกวนน้าหลิวพอดี!  พรุ่งนี้  น้าหลิวมาอีกรอบข้าค่อยบอกรายละเอียดอีกทีนะ!”

             เดิมทีหลิวเจี่ยนึกอยากถามนักว่ามีเรื่องอันใด?  พอได้ยินเหลียนฟางโจวเอ่ยออกมาเช่นนั้น   ภายหลังจึงตระหนักว่าเรื่องนี้พูดกันเพียง 2-3 ประโยคคงไม่จบในวันนี้   ครั้นแล้วจึงพยักหน้าหัวเราะและขอตัวกลับ

             ฝ่ายเหลียนฟางโจวรีบสาวเท้าเข้าหมู่บ้านอย่างรีบเร่ง   มุ่งหน้าไปบ้านป้าจางเป็นที่แรก   แจ้งป้าจางว่าพรุ่งนี้หลิวเจี่ยจะมาหาอีกรอบ   จากนั้นจึงกลับบ้านไปดูอาหญิงสาม และน้องเล็กทั้งสองว่าทำกับข้าวกันไปถึงไหนแล้ว

                  งานทำอาหารนี้  จะว่าไปแล้ว  นับว่าไม่เกินกำลังมากนัก

                  หลังกินข้าวเช้า  อาหญิงสามก็เอากระดูกหมูท่อนใหญ่ต้มในน้ำเดือด   แล้วหันไปนวดแป้ง   จากนั้นจึงพักแป้งทิ้งไว้  แล้วหันมาทำเล่าปิ่งต่อ   อาหญิงสามจี่แผ่นปิ่งบนกระทะไปได้ครึ่งหนึ่ง  พอคิดว่าแป้งที่ปั้นพักทิ้งไว้ขึ้นฟูดีแล้ว  จึงนำไปปั้นนึ่งเป็นหมั่นโถว  แล้วกลับไปจี่แผ่นปิ่งต่อ  พอจี่แผ่นปิ่งเสร็จทั้งหมดแล้ว  จึงหันไปผัดหมูสามชั้นกับผักที่จะใช้เป็นไส้ปิ่ง

        เหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อช่วยติดไฟในเตา  ล้างผัก  ช่วยเป็นลูกมือตามแต่อาหญิงสามจะสั่ง   แม้จะยุ่งวุ่นวายจนหัวหมุน  แต่ก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยดี

             เหลียนฟางโจวกลับมา  ยามที่อาหญิงสามกำลังทำอาหารจานผัดอยู่  พอเจอหน้าหลานสาวจึงเอ่ยว่า “เจ้ากลับมาพอดีเลย!  ผัดผักจานนี้อีกเดี๋ยวก็จะตักขึ้นจากกระทะแล้ว!”

                  เหลียนฟางฉิงยิ้มแป้น พลางอวด “พี่ใหญ่  พี่ใหญ่! ข้ากับพี่สามช่วยกันไม่หยุดมือเลย  เพราะกลัวว่าจะไม่ทัน  ไม่กล้าอู้สักนิด!”

      “อื้ม  เป็นเด็กดีทุกคนเลย!”  เหลียนฟางโจวหัวเราะ พลางเอามือขยี้หัวน้องเล็กทั้งสองด้วยความเอ็นดู  ทั้งหันไปยิ้มและเอ่ยกับอาหญิงสาม “แล้วน้ำแกงกับหมั่นโถว ทั้งเล่าปิ่งพร้อมบรรจุส่งหรือยัง!   ข้าจะได้เอาส่งไปที่หน้างานตอนยังร้อนๆอยู่!”

        อาหญิงสามอุทานร้องออกมา “หูย” เอ่ยว่า “ให้พวกข้าทำเองเถิด  ประเดี๋ยวจะทำอาหารไม่ทันเที่ยง!  เจ้าลงมือกินเสียก่อน  แล้วค่อยเอาไปส่งก็แล้วกัน!   น้ำแกงนี่ยังไม่ได้เติมเกลือเลย  เจ้าเติมลงไปให้หน่อย!”

                  เหลียนฟางโจวรับคำ  เติมเกลือลงในน้ำแกงกระดูกหมูที่ตุ๋นอยู่  ชิมรสจนพอใจ  แล้วล้างเซียงไช่(ผักชีฝรั่ง) หั่นเป็นฝอยโรยลงไป  คนให้ทั่ว  แล้วหันไปยิ้มกับอาหญิงสาม “ข้าไปส่งอาหารให้คนงานก่อนแล้วกัน  แล้วค่อยกลับมากินทีหลัง!   อย่างไรข้าก็ต้องส่งอาหารไปให้คนงานกินเสียก่อนถึงกลับมาได้!”

                  อาหญิงสามร้องอ้อ  ไม่ยืนกรานอีกต่อไป เพียงเอ่ยว่า “เช่นนั้น พวกเราคงไม่รอกินพร้อมเจ้านะ!”

             เหลียนฟางโจวย่อมไม่คัดค้าน  พวกเขาล้างตระกร้าใบใหญ่ที่เตรียมไว้  ใส่หมั่นโถวและเล่าปิ่งไปจนเต็มตระกร้า  แล้วคลุมด้วยผ้าขาวบางที่สะอาด  รอจนน้ำแกงตุ๋นกระดูกหมูรสกลมกล่อมได้ที่  จึงเทลงในหม้อใหญ่  2 ใบที่ไปหาซื้อมา

   จากนั้นจึงเอาเชือกฟางสีน้ำตาลสองเส้น  ผูกตระกร้าสานไม้ไผ่ไขว้กันมัดเป็นเงื่อนแน่นหนายึดติดกับพื้นรถเกวียนด้านหลังลา  ตระกร้าสานไม้ไผ่สองใบนี้ซื้อมาเป็นคู่  ตอนที่ไปหาซื้อรถเกวียนเทียมลา  เธอไปซื้อมาไว้สำหรับขนของจิปาถะโดยเฉพาะ  เพราะสามารถแขวนไว้ข้างตัวลาทั้งสองด้านได้อย่างเหมาะเจาะ

ทั้งชามทั้งข้าวของอื่นๆเธอเพิ่งไปหาซื้อมาเมื่อวานนี้เอง   เหลียนฟางโจวใคร่ครวญไว้แล้วว่าในภายภาคหน้าคงจะหลีกเลี่ยงการเลี้ยงดูบรรดาคนงานที่จ้างมาทำงานบนที่ดินไม่พ้น  ของเหล่านี้ล้วนซื้อมาก็เพื่อใช้งานในภายหน้า  และแล้วการเตรียมการทุกอย่างก็ใกล้จะเสร็จลงแล้ว                  จากนั้นจึงค่อยๆบรรจงวางหม้อเหล็กยักษ์สองใบประกบไว้สองข้างของตระกร้าไม้ไผ่สาน  ซึ่งบรรจุหมั่นโถว และเล่าปิ่งอัดจนแน่นเอี้ยด  จากนั้นนำชามเปล่าที่ล้างสะอาดแล้ววางถัดไป  ส่วนตะเกียบจำนวนมากถูกห่อด้วยผ้าสะอาด  รอแค่อาหญิงสามยกหมูสามชั้นผัดคื่นไช่และต้นกระเทียมมาสมทบ

        อาหญิงสามยกกับข้าวที่เพิ่งผัดเสร็จใส่ในชามอ่าง 2 ใบมา  พร้อมเอาฝาปิดไว้วางลงในตระกร้าอีกใบ

                  เมื่อจัดของทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว  เหลียนฟางโจวบอกขอตัวกับอาหญิงสาม  แล้วขับลาออกมาจากบ้าน

        พอมาถึงเห็นอาเจี่ยนที่พาคนงานมาปรับปรุงถนน จึงร้องเรียก  ถนนเส้นนี้ลงแรงไปครึ่งวันก็ทำได้ยาวกว่า 2 ลี้แล้ว  ลงแรงอีกครึ่งวันที่เหลือก็น่าจะเรียบร้อย   นี่คือสิ่งที่ต้องเร่งมือทำก่อน  เพราะเส้นทางสัญจรเป็นรากฐานของทุกอย่าง  และเมื่อพื้นถนนปรับราบเสมอกันดีแล้ว  หากเสร็จเรียบร้อย  ก็จะเพิ่มความสะดวกขึ้นอีกมากทีเดียว

             อาเจี่ยนเข้าไปดึงสายบังเหียนจากมือของเหลียนฟางโจวมาถือไว้เอง  แล้วร้องบอกเหล่าคนงานให้ไปอีกฟากหนึ่งของที่ดิน  เพื่อไปกินมื้อกลางวันกัน

             กลิ่นหอมฉุยของอาหาร พวยพุ่งออกมาจากตระกร้าทันที  น้ำแกงกระดูกหมูหอมกรุ่น   กลิ่นหอมของเนื้อหมูสามชั้นผัดผักชวนน้ำลายสอยิ่งนัก  คนงานทุกคนตรากตรำทำงานมาครึ่งวันแล้ว  เหน็ดเหนื่อยมิใช่น้อย  พอได้กลิ่นอาหารหอมฉุย   ถึงกับใจเต้นตึกตัก   หัวเราะครื้นเครง  กล่าวชมว่าเจ้าของที่ดินผู้นี้ใจกว้างยิ่งนัก

             เหลียนฟางโจวก็เช่นกัน  พูดคุยหัวเราะกับเหล่าคนงานอย่างสุภาพพอหอมปากหอมคอ   ครั้นแล้วหญิงสาวจึงก้าวเดินไปกับอาเจี่ยนพลางพูดคุยสัพเพเหระกันไปตลอดทาง

                  ณ พื้นดินข้างหน้า  ไฟถูกจำกัดบริเวณลงอย่างรวดเร็ว และได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี   คนงาน 10 คนที่อยู่แถวนั้น เอ่ยกับหนุ่มสาวทั้งสองว่า “ประเดี๋ยวพวกเราช่วยกันจัดการงานตรงนี้ให้เสร็จก่อน  แล้วค่อยพักกินข้าว   งานตรงนี้ไม่มีอะไรเหลือมากแล้วล่ะ!”

   คนงานที่จ้างมาทำงานเหมือนกัน  ซึ่งอยู่ฝั่งหนึ่ง  ยังทำงานไม่เสร็จ  ส่วนคนงานที่อยู่อีกฝั่งเห็นได้ชัดว่าทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว   แต่คงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขา  จะไปพักกินข้าวก่อน   มิสู้พวกเขาไปช่วยงานของอีกฝ่าย ที่ยังคั่งค้างอยู่มิดีกว่าหรือ   จะได้จัดการงานส่วนที่เหลือนี้ให้เสร็จ   แล้วค่อยไปพักกินมื้อกลางวันพร้อมกัน

 

        ทุกคนต่างพูดคุยหัวเราะกันชื่นมื่น   ช่วยเหลือกันโดยไม่ต้องรอให้เหลียนฟางโจวและอาเจี่ยนออกปากเลย

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top