ขนาดตัวอักษร

116.คำตักเตือน 3

 105 Views

                 จ้าวซื่อไม่โต้แย้งใดๆ  เพียงพรูลมหายใจ แล้วคลี่ยิ้ม “เรื่องนี้  แค่ชั่วเวลาสั้นๆ ก็มีเงินซื้อที่ดิน  ซื้อเมล็ดฝ้าย  ตระกูลซูนั่นต้องเป็นมหาเศรษฐีแน่ๆ!   แค่เศษเงินของเขา ก็คงพอเป็นค่าใช้จ่ายให้เราเพาะปลูกพืชผลไปได้หลายปีกระมัง!”

                  เห็นแม่สามีขึงตาใส่ตนเอง  จ้าวซื่อรีบยิ้มประจบ แล้วเอ่ยว่า “สกุลซูอยู่ห่างใกลนัก  ต่อให้เราต่อไม้ไผ่ 8 ลำก็สาวไปไม่ถึง  ไหนเลยข้าจะกล้าคิดอยากได้อันใดเล่า!  เพียงแต่…ฟางโจว…นางช่างมีญาติที่สูงศักดิ์จริงๆ   พวกนางคงไม่ยอมเอ่ยถึงเป็นแน่!  ถึงการเผาถ่านอาจได้เงินไม่มาก  ฟางโจวก็ควรสนใจด้วย….”

 

                  พอป้าจางฟังแล้ว  จึงได้ถึงบางอ้อ  ลูกสะใภ้นางคงคิดอยากฮุบเงินค่าเผาถ่านมาเป็นของบ้านตนเองทั้งหมดแน่

                  ป้าจางโมโหนักที่ปล่อยให้นางติดตามมาด้วย   เงื้อมมือขึ้นหมายจะมอบให้จ้าวซื่อซักฝ่ามือ  แต่แล้วกลับหยุดมือ  แล้ววางมือลง   ป้าจางถอนหายใจ  พลางเอ่ยขึ้น “เจ้าพูดอันใดของเจ้า   ขอข้าสั่งสอนเจ้าหน่อยเถิด!   เจ้าจะได้รู้จักปรับปรุงตัวเองบ้าง  จะได้มีสำนึกผิดชอบเวลาพูด!  ฟางโจวร่ำรวยขึ้นมาในชั่วข้ามคืน  แล้วเราควรทำอย่างไรหรือ!   ข้าจะบอกให้  หากไม่มีคนอย่างฟางโจว  พวกเราจะรู้จักวิธีเผาถ่านได้อย่างไร?   ได้เงินมาตั้ง 40-50 ตำลึงเจ้ายังไม่พอใจอีกหรือ?  ไยเจ้ากลับมาพูดจาเช่นนี้  บ้านเราใช้เวลาเพียง 2 เดือนนอกฤดูเพาะปลูก ไหนเลยจะหาเงินได้มากมาย  ซึ่งเท่ากับที่เคยกระเสือกกระสนหากันมา 1 ปีเล่า?  มิหนำซ้ำ ทุกๆปี นับจากนี้ไป  ด้วยการเผาถ่าน  พวกเราก็ไม่ต้องดิ้นรนหาเงินกันอย่างลำบากยากเข็ญอีกแล้ว!  ที่เจ้าเอ่ยคำพูดนี้ออกมา  ยังดีนะที่เจ้ายังไม่เอาไปโพทนาข้างนอก!  ไม่เช่นนั้น…ข้าคงได้อับอายแทนเจ้าแน่!  ข้าขอเตือนเจ้า   หากเจ้ายังกล้าคิดเช่นนี้อีก   เจ้าเตรียมรับความร้ายกาจของข้าได้เลย!”

                  จ้าวซื่อรู้สึกผิดขึ้นมาทันใด  ก้มหน้าคอตกเอ่ยเสียงอ่อย  “ข้า…ข้าก็แค่พูดไปเอง….”

             ป้าจางแค่นเสียง  “คล้ายว่าเจ้ามิใช่แค่พูดนะ  ข้าพูดมาเช่นนี้  เพื่อให้เจ้าหยุดพ่นวาจาพวกนี้เสีย  ไปทำงานของตัวเองให้ดี   แล้วคิดเรื่องหยุมหยิมให้มันน้อยลง!  นั่นมิใช่เรื่องที่เจ้าควรคิด!”

                  จ้าวซื่อรีบรับคำโดยเร็ว  แต่ในใจยังคงขุ่นเคือง  พูดในใจว่าตกลง แล้วใครเป็นครอบครัวเดียวกับท่านกันแน่….อะไรๆก็เอาแต่ปกป้องนาง  ดีกับหญิงยังไม่ออกเรือน ยิ่งกว่าญาติพี่น้องตนเองเสียอีก

                  หากมิใช่ว่าที่บ้านสามีไม่มีน้องชาย  จ้าวซื่อกล้าเอาหัวเป็นประกันเลยว่า   แม่สามีนางมาทำเป็นเอาใจเด็กสาวผู้นั้น  เพราะคิดจะเอานางมาเป็นลูกสะใภ้ให้ลูกชายตนเองแน่!

                  เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น  หลังกินมื้อเช้าเสร็จ  เหลียนฟางโจวกับอาเจี่ยน พร้อมทั้งเหลียนเจ๋อ พากันมุ่งหน้าสู่ลานหินก่อนเพื่อน  ก่อนออกจากบ้าน  ก็ไม่ลืมสั่งความอาหญิงสามเสียหลายคำ จนเข้าใจกันดี  พอเห็นเหลียนฟางฉิง  และเหลียนเช่อจดจ่อกับคำสั่งที่ได้รับมอบหมายด้วยสีหน้าตั้งอกตั้งใจเต็มเปี่ยม   คนสั่งงานถึงกับหลุดขำ

                  อาหญิงสามแม้จะเป็นคนรักเงิน  ทว่าพอนึกถึงเรื่องที่ฟางโจวให้เงินนางมา 2 เฉียน  ก็พูดอะไรไม่ออก  เมื่อโดนบังคับ  โดยไม่เต็มใจ  จึงได้แต่ร้อง  “ฮื่อ”  “เจ้าวางใจเถิด!”

                  เหลียนฟางโจวกับพวก ทั้งสามมาถึงที่ดินรกร้างแล้ว  คนงานทั้งหมดที่จ้างมาเป็นแรงงาน ก็มาถึงไล่เลี่ยกัน  ไม่คาดคิดว่า  จ้าวลิ่วจะเป็นผู้นำคนงานมาด้วยตนเอง

                  “ข้าเกรงว่าพวกคนงานจะไม่คุ้นเคยกับที่แถวนี้  อย่างไรข้าก็ไม่มีอะไรทำพอดี   พามาเองจะได้เบาใจด้วย!  ท่านหลิวเจี่ยล่ะ  วันนี้ไม่มาด้วยรึ?  ข้ากะว่าจะกลับไปกับเขาตอนเที่ยงน่ะ!”  จ้าวลิ่วหัวเราะ

                  เหลียนฟางโจวย่อมรู้สึกซาบซึ้งใจ  ได้แต่หัวเราะกล่าวขอบคุณ  แล้วให้ทุกคนมายืนรวมกัน  เพื่อฟังนางอธิบายขั้นตอนการทำงานอย่างละเอียด  ค่าแรงที่ให้คิดเฉพาะกะกลางวัน  หากใครคิดว่าไม่ไหว  ก็ให้มาขอลาออกได้ทุกเมื่อ  สุดท้ายจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม บอกว่าทุกเที่ยงจะมีอาหารมื้อกลางวันมาส่งให้วันละครั้ง

                  “ตราบใดที่ทุกๆคนช่วยทำงานให้ครอบครัวเราอย่างขยันขันแข็ง   ย่อมจะมีอาหารดีๆเลี้ยงดูปูเสื่อทุกท่าน!  พวกเราหาได้มี 3 เศียร 6 กรจะได้มาคอยตรวจงานได้ทุกจุด  ก็ขอร้องให้พวกพี่ๆทั้งหลาย  ช่วยใส่ความมุ่งมั่นตั้งใจเพิ่มขึ้นอีกสักนิดจะเป็นพระคุณยิ่ง!”

                  พอได้ยินว่ามีอาหารเลี้ยงด้วย  ทุกๆคนถึงกับตะลึงงัน  ต่างมองหน้ากันไปมา  แต่ละคนยิ้มหน้าบานเป็นจานเชิง  ทั้งยังมีสีหน้าไม่อยากจะเชื่ออีกด้วย

                  เหลียนฟางโจวไม่เอ่ยอะไรมากนัก  เพียงหัวเราะแล้วเอ่ยว่า “เที่ยงนี้เดี๋ยวก็รู้เอง!   ยามนี้ต่อให้ข้าพูดมากเท่าใด  คงไม่มีประโยชน์!  เอาล่ะ  เช่นนั่น  ก็ลุยงานกันก่อนเถิด!”

                  ทุกๆคนต่างหัวเราะออกมา   แต่ละคนต่างพูดกันว่า  เจ้าของที่ดินช่างเก่งกาจนัก!

                  การสั่งงานที่เหลียนฟางโจวเอ่ยออกมานั้น  ได้มาจากการปรึกษาหารือเรื่องเตรียมงานกับอาเจี่ยนเมื่อวานตอนเย็น  จนได้ข้อสรุปที่ลงตัว

                  คนงาน 20 คนที่มาทำงานที่นี่  แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม แรกสุดจะทำงานครอบคลุมพื้นที่1,000  หมู่   แต่ละกลุ่มให้ทำงานในพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า  มีขอบเขตกว้าง 4 หมี่(เมตร)   ยาว 5 หมี่  แต่ละพื้นที่ย่อย  ให้คนงานถากถางพวกวัชพืช และต้นไม้ทิ้งให้หมด  ปราบให้เตียน  และเพื่อกันข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น  เหลียนฟางโจววางแผนจะจุดไฟ เผาวัชพืชและต้นไม้ที่ถอนออกมาก่อนเสียหนึ่งครั้ง  เมื่อกำจัดกองวัชพืชทิ้งเช่นนี้แล้ว   งานก็จะเดินหน้าต่อไปโดยสะดวกยิ่งขึ้น

                  ส่วนคนงานอีก 10 คน ให้ติดตามอาเจี่ยนไปปรับปรุงถนน  เดิมเป็นถนนง่ายๆที่เชื่อมจากถนนใหญ่ด้านนอกผ่านเข้ามาด้านใน   เพียงทำการปรับถนนทั้งเส้นให้ราบเรียบเสมอกัน   ขยายถนนให้รถผ่านเข้ามาได้  ซึ่งจะเพิ่มความสะดวกให้ในอนาคต

                  จ้าวลิ่วยิ้มแย้มไม่หยุด   เมื่อได้ฟังเหลียนฟางโจวอธิบายแผนงานที่วางมาเป็นขั้นเป็นตอนชัดเจน   ทั้งพูดทั้งแสดงท่าทางประกอบได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ  ให้อดยอมรับในใจมิได้   เด็กสาวแห่งบ้านสกุลเหลียนช่างเป็นหญิงที่ดีงามจริงๆ   น้องชายและน้องสาวที่นางดูแลอยู่  ทั้งเฉลียวฉลาดและเชื่อฟังพี่สาว   วันนี้จะกลายเป็นเพียงอดีต  ในภายภาคหน้าย่อมมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง!

        เหลียนฟางโจวตระเตรียมงานจนเสร็จสิ้น  อาเจี่ยนเลือกคนงานไป 10 คน  หันไปมอง เหลียนฟางโจวจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม  “ข้าต้องพาคนไปก่อน   ที่นี่ท่านกับอาเซ่อช่วยดูให้ด้วย!   หากท่านกลับมาเมื่อใด   บอกข้าให้รู้ด้วย”

        เหลียนฟางโจวหัวเราะ ผงกหัวเป็นเชิงตอบรับ

             คนงาน 20 คนถูกแบ่งเป็น 4 กลุ่มในเวลาอันรวดเร็ว  ทั้งสี่กลุ่มแยกย้ายกันไป 4 ทิศ  เหลียนฟางโจวสาวเท้าไปหาจ้าวลิ่ว ซึ่งยิ้มบอกว่าไม่ตามไป  เธอจึงตามไปดูกับเหลียนเจ๋อทันที   เพื่อชี้จุดและกำกับคนงานเหล่านั้น

             ทุกคนย่อมรู้ความสำคัญของการจำกัด วงของไฟ  หากไม่จัดการให้ดี  การเผาวัชพืชและต้นไม้จะเป็นสาเหตุของไฟไหม้ได้   เจ้าของที่ดินย่อมหนีความรับผิดชอบไม่พ้น  พวกเขาที่เป็นคนงานก็ไม่อาจหลุดพ้นความผิดไปด้วย  ดังนั้นทุกๆคนจึงตั้งใจทำงานอย่างละเอียดรอบคอบ

                  เหลียนฟางโจวอธิบายให้คนงานฟังจนเข้าใจ  ด้วยความระมัดระวัง  เฝ้าดูพวกเขาทำงานอย่างแคล่วคล่องว่องไว    จึงรู้สึกโล่งใจขึ้นเปลาะหนึ่ง   และแจ้งทุกคนว่า  ถ้ามีปัญหาอันใด  ให้บอกกล่าวแก่เหลียนเจ๋อ   ทั้งยังย้ำเตือนข้อควรระวัง ให้เหลียนเจ๋ออีกหลายประการ   พอได้เวลานัด   จึงเตรียมตัวกลับเข้าบ้าน

                  จ้าวลิ่วคอยท่าอยู่แล้ว  พอเห็นเหลียนฟางโจวมาถึง  จึงหัวเราะ เอ่ยขึ้น  “ต้องเร่งมือให้เสร็จเลยหรือ?  ดูท่าท่านหลิวเจี่ยน่าจะเกือบมาถึงแล้วนะ  จะกลับเข้าหมู่บ้านดีหรือไม่?”

                  เหลียนฟางโจวพยักหน้า  แล้วเอ่ยว่า “เช่นนั้น พวกเราก็กลับไปพร้อมกันเถิด!”

        จ้าวลิ่วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ดี”   และคุยเรื่อยเปื่อยกับหลิวฟางโจวไปด้วยระหว่างเดินกลับไปด้วยกัน  บนถนนเจออาเจี่ยน ก็แวะทักทาย   และฝากให้เขาช่วยดูเหลียนเจ๋อทางโน้นด้วย

                  ทั้งหมดทั้งมวลก็เพราะ   เหลียนเจ๋ออายุยังน้อย   หากมีอะไรที่ไม่ต้องใช้ความรอบคอบนัก  ก็ให้เขาอยู่ดูแลไป   เพียงแต่…ใครที่ตั้งใจทำงาน   ใครที่อู้งาน   เหลียนเจ๋อต้องแยกแยะได้แล้ว

                  เหลียนฟางโจวไม่ต้องการให้เขาพูดอะไรออกมา  เพียงให้เขาจำคนไว้เท่านั้น

                  เพียงเดินมาตามถนนใหญ่ได้สักพัก  เธอได้ยินใครบางคนร้องเรียก “แม่นางเหลียน”  เหลียนฟางโจวหันกลับไป   จึงเห็นหลิวเจี่ยขับรถเกวียนเทียมลามา พลางโบกมือ พร้อมยิ้มให้เธอ  หญิงสาวและจ้าวลิ่วจึงยืนรอ

                  หลิวเจี่ยบังคับรถให้หยุด  หัวเราะและบอกให้เหลียนฟางโจวขึ้นรถ  แล้วเอ่ยว่า  “ช่างบังเอิญนัก  ข้านึกว่าท่านเกือบถึงบ้านแล้ว!”

          “ยังเลย!”  เหลียนฟางโจวและจ้าวลิ่วหัวเราะอยู่บนรถ

                  ยามนี้บนรถ  มีคนที่ทำการรังวัดซึ่งยังคงเป็นจ้าวซือเย่ว กับเจ้าหน้าที่อีกสองคนที่เคยเจอกันครั้งก่อน   ต่างคนต่างทักทายกัน   และไม่รู้สึกแปลกหน้ากันอีกแล้ว

                  เหลียนฟางโจวถึงจะอายุยังน้อย   ทว่ากิริยาท่าทางที่แสดงออกมา  หาใช่คนอายุน้อยไม่  นางมีความมั่นใจเป็นธรรมชาติ  ซ้ำยังเปิดเผย ตรงไปตรงมา และใจกว้าง  จิตใจสุขุมเยือกเย็น  ทั้งรู้จักว่าเมื่อใดควรรุก  เมื่อใดควรถอย  ปฏิบัติต่อผู้คนด้วยความสุภาพ  ไม่แสดงความอ่อนแอให้ใครเห็นแม้แต่น้อย   ที่สำคัญก็คือ  เธอเป็นคนเก่ง  และมีความประพฤติดีงาม

                  ดังนั้นจ้าวซือเย่ว และเจ้าหน้าที่อีกสองนาย จึงไม่กล้าดูถูกนาง  ทั้งวาจาที่เอ่ยก็ทั้งสุภาพและเป็นมิตรมาก  ซ้ำยังไม่กล้าใช้ถ้อยคำลบหลู่ หรือเย้าแหย่แม้แต่นิด

 

      จวนจะถึงปากทางเข้าหมู่บ้านแล้ว  หลิวเจี่ยจึงถามเหลียนฟางโจวว่า ที่ดินที่ต้องการให้ดูอยู่ที่ไหน?  เหลียนฟางโจวจึงชี้ให้เขาดู

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top